ผีบรรพชน ในโลกบาดาล บันดาลความอุดมสมบูรณ์ ให้แก่โลกมนุษย์
On History | ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ
คําว่า “hell” ในภาษาอังกฤษ ที่แปลว่า “นรก” มีรากศัพท์มาจากคำว่า “hel” ในภาษาอังกฤษโบราณ ที่แปลว่า “ปรโลก” หรือ “ดินแดนใต้พิภพของคนตาย” ซึ่งก็เป็นคำที่ใช้กันอย่างแพร่หลายไปจนถึงกลุ่มชนเจอร์แมนิก (Germanic) อย่างพวกนอร์ส
จนนำไปใช้เป็นพระนามของเทพีผู้ปกครองโลกของคนตายของพวกเขาคือ “Hel”
แถมโลกที่เทพีองค์นี้ปกครองอยู่ก็มีชื่อเรียกเดียวกันกับพระนามของพระนางเองคือ “Hel” อีกต่างหาก
แต่คำเก่าอย่าง “hel” นี้ ยังอาจมีที่มาจากภาษาอินโดยูโรเปียนคือ “kel” อีกทอดหนึ่ง โดยศัพท์โบราณคำนี้มีความหมายว่า “ปกคลุม” “ซ่อนเร้น” หรือ “อำพราง” โดยทั้งหมดนี้มีนัยยะถึง โครงสร้างที่มีหลังคาหรือมีสิ่งปกคลุม
ดังนั้น จึงไม่แปลกอะไรนักที่คำว่า “hel” จึงเป็นต้นรากศัพท์ของคำว่า “hall” ที่แปลว่า “อาคารหลังคาคลุม” ไปด้วย
คำว่า hell จึงมีความหมายตรงตัวว่า “สถานที่ที่ถูกซ่อนเอาไว้” และมีเรื่องเล่าต่อๆ กันมาว่า “hell” ต่างจาก “hall” ตรงที่ต้องลึก 6 ฟุต ประเพณีฝังศพของพวกฝรั่งจึงต้องขุดหลุมให้ลึกถึง 6 ฟุตเป็นอย่างน้อย นัยว่าเป็นการส่งให้ถึงสัมปรายภพ
เมื่อพิจารณาจากรากศัพท์ของคำว่า “hell” แล้ว ก็จะเห็นได้อย่างไม่ยากเย็นนักว่า หมายถึง “สถานที่พำนัก” (ไม่ว่าจะเพื่อการหลบซ่อนหรือไม่ก็ตาม) มากกว่าที่จะเป็น “ทัณฑสถาน” (แน่นอนว่าคงไม่มีใครคิดจะขุดหลุมลึก 6 ฟุต เพื่อส่งญาติพี่น้องไปรับกรรมในนรก)
และจึงทำให้เห็นถึงร่องรอยได้ว่า “โลกของคนตาย” กับ “ทัณฑสถานของคนตาย” เป็นสิ่งที่เหลื่อมซ้อนกันอยู่ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องเดียวกันเสียทีเดียว
เกี่ยวกับเรื่องนี้ ในภาษาอังกฤษยังมีคำศัพท์ที่น่าสนใจอยู่อีกคำหนึ่ง คือคำว่า “chthonic” (อ่านว่า คโธนิค) ที่มีรากศัพท์มาจากภาษากรีกโบราณว่า “khth?n” อีกทอด โดยศัพท์คำนี้เป็นหนึ่งในบรรดาคำศัพท์ที่พวกกรีกใช้เรียก “โลก” แต่โดยทั่วไปแล้วมักจะหมายถึง “โลกบาดาล” หรือ “พื้นที่ที่อยู่ใต้ดินลงไป” มากกว่าที่จะหมายถึงชีวิตที่อยู่บนผิวดิน (ซึ่งมักจะแสดงเป็นบุคลาธิษฐานด้วยรูปพระแม่ไกอา [Gaia] ผู้เป็นพระแม่ธรณีของกรีก) หรืออาณาบริเวณใดๆ
และเมื่อถูกนำมาใช้ในโลกภาษาอังกฤษแล้ว คำว่า “คโธนิค” จึงหมายถึงกลุ่มเทพเจ้า หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในศาสนาของพวกกรีกยุคคลาสสิคที่อาศัยอยู่ในโลกบาดาลนั่นเอง
นักวิชาการหลายท่านเชื่อกันว่า แนวคิดเรื่องกลุ่มเทพคโธนิคนั้น เป็นความคิดที่เก่าแก่ และมีมาก่อนความเชื่อเรื่องเทพเจ้ากรีกบนเขาโอลิมปุส (Olympus) ซึ่งเป็นคณะเทพที่เป็นตัวละครกลุ่มหลักในปรัมปราคติของกรีก โดยมักจะเรียกกันว่า กลุ่มเทพโอลิมเปีย (Olympia) เสียด้วยซ้ำไป
โดยนักประวัติศาสตร์ศิลปะชาวอเมริกันในยุคอาณานิคม ผู้เชี่ยวชาญเรื่องกรีกโบราณอย่าง อาร์เธอร์ แฟร์แบงค์สฺ (Arthur Fairbanks, พ.ศ.2407-2487) กล่าวไว้ในบทความเรื่อง “The Chthonic Gods of Greek Religion” (กลุ่มเทพคโธนิคในศาสนากรีก) ซึ่งเขียนขึ้นไว้เนิ่นนานตั้งแต่เมื่อ พ.ศ.2443 แล้วนั้น ได้ให้คำนิยามเทพคโธนิคเหล่านี้เอาไว้อย่างน่าสนใจว่า
“(เทพเจ้าแบบคโธนิค) ไม่ใช่เทพเจ้าของเหล่าวิญญาณ แต่เป็นเหล่าผู้ปกครองของบรรดาดวงวิญญาณ”
แต่กลุ่มเทพแบบคโธนิคนี้ กลับไม่ใช่เทพผู้โหดเหี้ยมอันใดเลย ตรงกันข้ามกลับเป็นเทพผู้บันดาลความอุดมสมบูรณ์ให้แก่โลกมนุษย์ที่อยู่เบื้องบนโลกของพวกพระองค์ด้วยอีกต่างหาก
เกี่ยวกับเรื่องนี้ อาจจะเห็นได้ปกรณัมเรื่องดังของพวกกรีกเอง ก็คือเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่าง เฮดีส (Hades) กับ เพอร์เซโฟเน่ (Persephone)
“เฮดีส” เป็นเทพเจ้าผู้เป็นเจ้าแห่งนรกของกรีก (นรกของกรีกก็เรียกว่า เฮดีส เช่นกัน) มีชายาชื่อ “เพอร์เซโฟเน่” และไท้เธอก็ไม่ใช่เทพีไม่มีชาติตระกูลที่ไหน เพราะบิดาของเทพีนางคือ ซุส (Zeus) ผู้เป็นราชาแห่งทวยเทพ (ควบตำแหน่งพี่ชายแท้ๆ ของเฮดีส) ส่วนมารดาคือเทพีแห่งความอุดมสมบูรณ์ และการเก็บเกี่ยวที่ชื่อ ดีมีเทอร์ (Demeter)
เพอร์เซโฟเน่เป็นเทพีสะคราญโฉม ที่งามสะพรั่ง จนทำให้สารพัดเทพยดาทั้งหลายต่างพากันมะรุมมะตุ้มรุมรักนางกันหมด และก็แน่นอนว่าหนึ่งในนั้นย่อมรวมถึง เฮดีส ด้วย
ด้วยความรัก (ควบด้วยความงามปานจะหยด) มาบังตา จึงทำให้ในที่สุด เฮดีสก็อดรนทนไม่ได้ เลยทำการฉุดคร่านางลงไปอยู่ในโลกบาดาล คือนรกด้วยกัน จนทำให้นางต้องจำใจรับตำแหน่ง “ราชินีแห่งโลกบาดาล” หรือ “นรก” ไปในคราวนั้นเอง
แต่เพอร์เซโฟเน่เป็นบุตรีของเทพีแห่งความอุดมสมบูรณ์ ดังนั้น พระนางจึงเป็นเทพีที่มีหน้าที่เกี่ยวพันอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ตามอย่างเทพีผู้เป็นมารดาไปด้วย
เมื่อพระนางต้องลงไปอยู่ในนรก คือโลกบาดาล ความอุดมสมบูรณ์จึงสูญสลายไปจากโลกมนุษย์
เรื่องจึงร้อนไปถึง ซุส ผู้เป็นทั้งเทวราช และบิดาของพระนางต้องมาแก้ปัญหาดังกล่าว
ซุส ได้สั่งให้เทพแห่งการสื่อสารคือ เฮอร์มีส (Hermes) ไปนำ เพอร์เซโฟเน่ กลับออกมาจากโลกบาดาล แต่พระนางกลับออกมาไม่ได้ เพราะเฮดีสได้ให้พระนางกินเมล็ดทับทิมของนรกเอาไว้ก่อน จนทำให้พระนางกลายเป็นคนของโลกบาดาลไปเสียแล้ว
ดังนั้น ในแต่ละปีไท้เธอนางนี้จึงกลับมายังโลกมนุษย์ได้เพียงช่วงระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น และเมื่อพระนางกลับมา โลกก็จะเต็มไปด้วยความอุดมสมบูรณ์ เป็นช่วงเวลาแห่งการผลิดอกออกผลของพืชพันธุ์ธัญญาหารต่างๆ ดังนั้น “เพอร์เซโฟเน่” จึงเป็น “เทพีแห่งฤดูใบไม้ผลิ” ไปด้วย
เทพปกรณัมกรีกเรื่องนี้ เป็นอุปลักษณ์ที่แสดงให้เห็นความอุดมสมบูรณ์นั้นมาจากท้องของดิน คือโลกบาดาล ที่ได้ถูกเปลี่ยนให้กลายเป็น นรก หรือทัณฑสถานสำหรับคนชั่วร้ายที่ได้เสียชีวิตลงในภายหลัง
แน่นอนว่า เพอร์เซโฟเน่นั้นก็ถูกจัดอยู่ในหมวดหมู่ของพวกเทพคโธนิคด้วย แต่นี่ก็ยังไม่ได้ตอบคำถามว่า ทำไมความอุดมสมบูรณ์ ที่ถูกแสดงแทนด้วยเทพีแห่งฤดูใบไม้ผลิ จึงต้องไปอยู่ในโลกบาดาล หรือนรกด้วย?
เกี่ยวกับเรื่องนี้ยังมีร่องรอยอยู่ในปกรณัมปรัมปราของศาสนา และตำนานความเชื่อในหลากหลายวัฒนธรรมอยู่อีกมาพอสมควร โดยมีตัวอย่างสำคัญคือ ตำนานของเทพโอซิริส (Osiris) ในศาสนาของพวกอียิปต์โบราณ
โดยทั่วไปแล้ว “โอซิริส” ถูกนับถือว่าเป็นเทพบดีแห่งความตาย ปกรณัมของชาวอียิปต์ระบุว่า พระองค์ถูกน้องชายของตนเองที่มีชื่อว่า “เซต” (Set/Seth) สังหาร แล้วไปเป็นเทพเจ้าผู้ปกครองอยู่ในโลกของคนตายทั้งปวง
แต่เทพเซตไม่เพียงแค่ปลิดชีพของพระองค์อย่างธรรมดาสามัญ เพราะเขายังได้หั่นพระศพของเทพโอซิริสออกเป็นท่อนๆ จากนั้นจึงนำไปโปรยปราย หรือฝังเอาไว้ทั่วดินแดนไอยคุปต์อีกด้วยต่างหาก
ในผลงานชิ้นเอกระดับขึ้นหิ้งของนักมานุษยวิทยาชาวสกอตแลนด์อย่าง เซอร์เจมส์ จอร์จ เฟรเซอร์ (Sir James Goerge Frazer, พ.ศ.2397-2484) ที่มีชื่อว่า “The Golden Bough : A Study in Magic and Religion” (กิ่งไม้ทองคำ : การศึกษาเกี่ยวกับเวทมนตร์และศาสนา, ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.2433) ได้อธิบายถึงลักษณะเชิงอุปลักษณ์ของปรัมปราคติเรื่องนี้ไว้อย่างน่าสนใจเป็นอย่างยิ่งว่า
“ตำนานที่ว่า โอซิริสทรงเป็นเทพเจ้าผู้ที่สอนให้มนุษย์รู้จักใช้ประโยชน์จากธัญพืชนั้น ก็ดูสมเหตุสมผลที่สุด หากจะกล่าวถึง ‘เทพเจ้าแห่งธัญพืช’ โดยตรง
ยิ่งไปกว่านั้น เรื่องราวที่ว่า ‘พระวรกาย’ อันถูกสับเป็นชิ้นส่วนของพระองค์ ถูกนำไปโปรยปรายทั่วดินแดน และฝังไว้ในสถานที่ต่างๆ อาจเป็นการถ่ายทอดเชิงตำนาน ถึงขั้นตอนการหว่านเมล็ด หรือการฝัดข้าว เพื่อแยกเมล็ดออกจากแกลบ ซึ่งข้อสันนิษฐานหลังนี้ได้รับการสนับสนุนจากเรื่องเล่าที่ว่าไอซิส (Isis, ชายาของเทพโอซิริส ตามเทพปกรณ์ของอียิปต์) ได้วางชิ้นส่วนพระวรกายของโอซิริสลงบนตะแกรงร่อนข้าว
หรือมีความเป็นไปได้มากว่า ตำนานนี้อาจเป็นการสะท้อนถึงธรรมเนียมการสังหารมนุษย์เพื่อเป็นเครื่องเซ่นสังเวย ซึ่งอาจเป็นตัวแทนของจิตวิญญาณแห่งธัญพืช แล้วนำเนื้อหรือเถ้าถ่านไปโปรยหว่านลงในไร่นาเพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้แก่ผืนดิน” (เน้นคำ และจัดย่อหน้าใหม่เพื่อให้อ่านสะดวกยิ่งขึ้น โดยผู้เขียน)
ความเห็นของเฟรเซอร์ข้างต้นหมายความว่า “ธัญพืช” ต่างๆ ได้ผลิดอกออกผลขึ้นมาด้วย “พลังชีวิต” ของเทพเจ้า อย่าง “โอซิริส” เป็นความอุดมสมบูรณ์ที่ต้องแลกมาด้วย “ชีวิต” ของเทพเจ้า และรวมไปถึงชีวิตที่ถูกบูชายัญ (ไม่ว่าจะหมายถึงชีวิตมนุษย์ หรือสัตว์อื่นๆ ก็ตาม) เพื่อเซ่นไหว้วิงวอนร้องขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์
เป็นการนำ “พลัง” จากชีวิตหนึ่ง ไปสร้างให้เกิด “ชีวิต” ใหม่ ซึ่งก็คือ “ความอุดมสมบูรณ์” นั่นเอง
ภายในท้องของดิน มีสิ่งที่ทำให้พืชพันธุ์ธัญญาหารงอกเงยขึ้นมา สำหรับคนโบราณแล้ว นั่นคือ “พลัง” ที่ก่อให้เกิด “ชีวิต” ไม่ว่าจะเป็นพลังจากเทพีแห่งฤดูใบไม้ผลิ ผู้เป็นบุตรีของเทพีแห่งความอุดมสมบูรณ์อย่างเพอร์เซโฟเน่ หรือพลังจากชีวิตของเทพบดีแห่งความตายโอซิริส ต่างก็ถูกเชื่อว่า ปกครองอยู่ในโลกบาดาลที่ท้องของดิน ซึ่งชาวคริสต์เชื่อว่าต้องขุดหลุมฝังศพลึกไป 6 ฟุต เพื่อนำส่งให้ผู้ตายไปอยู่อย่างสงบในสัมปรายภพ คือโลกของคนตาย หรือโลกของผีบรรพชน
และก็เป็นโลกนี้เอง ที่พวกเทพคโธนิค “ปกครองดวงวิญญาณ” ในฐานะผู้ปกครอง ไม่ใช่เทพเจ้า อย่างที่ อาร์เธอร์ แฟร์แบงค์สฺ ได้อธิบายเอาไว้ เอาเข้าจริงแล้ว กลุ่มเทพเจ้าคโธนิคจึงมีฐานะไม่ต่างไปจาก “ผีบรรพชน” ที่นอกจากจะปกครองดวงวิญญาณของคนตายแล้ว ก็ยังให้คุณให้โทษแก่คนเป็นๆ ที่ยังมีชีวิตอยู่ได้ ถ้าไม่เซ่นให้ดี ไม่พลีให้ถูก
ดังนั้น จึงไม่แปลกอะไรที่บุคลาธิษฐานของความอุดมสมบูรณ์ และฤดูใบไม้ผลิอย่าง “เพอร์เซโฟเน่” นั้น จะต้องเป็นพลังที่มาจากโลกบาดาลที่เรียกว่า “เฮดีส” เพราะเฮดีสนั้นควรที่จะถูกนับถือในฐานะของ “ศูนย์รวมพลังของผืนดิน” (chthonic power) ซึ่งสามารถดลบันดาลความอุดมสมบูรณ์ให้กับคนที่ยังมีชีวิตอยู่มาก่อนที่จะหมายถึงทัณฑสถานอย่างนรก
และพลังงานที่ว่าก็เป็นพลังของบรรพชนที่เสียชีวิตไปแล้วนั่นเอง
