
การศึกษาระดับอุดมศึกษา ถือเป็นระดับสูงสุดของระบบการศึกษาแบบโรงเรียนดั้งเดิม ทีjได้ผลิตประชากรวัยเรียนให้มีความพร้อมเข้าสู่ชีวิตหลังเรียนจบ นัjนคือโลกของการทำงาน ไม่ว่าในระดับองค์กรภาครัฐหรือเอกชน หรืออาชีพต่างๆ
แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แนวโน้มอัตราการเกิดของประชากรที่ลดลงจนทำให้สัดส่วนคนหนุ่มสาวมีแนวโน้มลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญ สวนทางกับอัตราประชากรผู้สูงวัยเพิ่มขึ้นจนอาจเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยในอีกไม่นาน การดิสรัปชั่นทางเทคโนโลยีอันเป็นผลพวงการนำไปสู่ความเป็นดิจิตอลที่ส่งผลกระทบหลายด้านรวมถึงการศึกษา ที่ทำให้รูปแบบการเรียนการสอน วิธีการเข้าถึงความรู้เปลี่ยนไป
การศึกษาในฐานะธุรกิจอย่างหนึ่ง ไม่เพียงมหาวิทยาลัยของรัฐที่โดนการดิสรัปต์ตรงนี้ มหาวิทยาลัยเอกชนก็ได้รับผลจากความท้าทายนี้ทำให้ประสบปัญหาในการบริหาร จนปรากฏเป็นข่าวไม่ว่าการควบรวมกิจการ การยุบบางสาขา หรืออาจสาหัสถึงขั้นปิดกิจการ
หรือการประสบปัญหาผลิตบัณฑิตไม่สอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมและหน่วยงาน กลายเป็นเรื่องที่ต้องทบทวนและกำหนดทิศทางใหม่
การศึกษาระดับอุดมศึกษาภาคเอกชนจะรอดจากการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้ยังไง?
ดร.พรชัย มงคลวนิช อธิการบดีมหาวิทยาลัยสยามและนายกสมาคมสถาบันอุดมการณ์ศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทยคนล่าสุดได้กล่าวว่า ทิศทางและยุทธศาสตร์ของสถาบันอุดมศึกษาเอกชนที่ต้องปรับตัวและอยู่รอดต่อไปจากความท้าทายใหม่ที่เข้ามามี 2 มาตรการ
มาตรการแรกคือ การสร้างบัณฑิตแบบใหม่ในศตวรรษนี้ จะต้องเน้นการจัดการศึกษาที่สามารถรับได้ทั้งแบบ Degree และ Non-Degree และการพัฒนาคนที่ต้องเพิ่มทักษะ (Upskill) และทบทวนทักษะ (Reskill) โดยเราจะสร้างร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ โดยเฉพาะเอสเอ็มอี มหาวิทยาลัยเอกชนเป็นตัวจักรสำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้
มาตรการที่ 2 เราต้องการศึกษารูปแบบใหม่ การศึกษาที่สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้น ที่เป็นภาวะใหม่ จึงอยากเป็นในนวัตกรรมการศึกษาและการสอนต่างๆ
“ผมคิดว่าสถาบันอุดมศึกษาเอกชน เช่นเดียวกับอุดมศึกษาภาครัฐ เราอาจไม่ได้เน้น Degree Program อย่างเดียว เราอาจดูเพิ่มทักษะและเรียนทักษะใหม่กับผู้ที่อยู่ภาคแรงงานอยู่แล้ว และนักเรียนเรียนในหลักสูตรหนึ่งที่สามารถเลือกสาขาได้ด้วย รวมทั้งการเปิดกว้างถึงนักศึกษาที่ทำงานและต่างประเทศ”
ดร.พรชัยกล่าว
เว็บไซต์ประชาชาติธุรกิจออนไลน์รายงานเมื่อช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาต่อกระแสข่าวการกว้านซื้อมหาวิทยาลัยเอกชนของทุนจากจีน โดยระบุใจความสำคัญที่สถาบันการศึกษาในระดับอุดมศึกษาของไทยได้รับความนิยมจากนักศึกษาจีนเป็นอย่างมาก เนื่องจากประชากรจีนที่มีจำนวนมาก แต่มหาวิทยาลัยในประเทศไม่พอรองรับ ทำให้นักศึกษาจีนเลือกเข้าเรียนมหาวิทยาลัยไทยมากขึ้น
ประกอบกับมีนักลงทุนจีนหลายรายสนใจเข้ามาลงทุนในสถาบันการศึกษาไทย โดยได้เข้ามาเจรจาซื้อกิจการของมหาวิทยาลัยเอกชนหลายแห่ง และบางรายก็ใช้วิธีร่วมมือกับนักลงทุนไทย จัดตั้ง “บริษัท” ขึ้นมาเพื่อใช้เป็นเครื่องมือเข้าซื้อกิจการมหาวิทยาลัยในไทย
วิธีนี้จะช่วยลดข้อจำกัดเรื่องสัดส่วนการถือหุ้นของนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งถือเป็นโอกาสและทางออกของมหาวิทยาลัยเอกชนไทยหลายแห่งที่กำลังเผชิญปัญหาขาดสภาพคล่องทางการเงินนั้น
ดร.พรชัยให้ความเห็นว่า ขณะนี้ประเทศจีนเองก็เป็นประเทศที่สำคัญ และมีความร่วมมือกับไทย แต่ที่สำคัญในความร่วมมือดังกล่าว ต้องทำให้แน่ใจว่าจะเข้ามาอย่างเหมาะสม
โดยขณะนี้ทางสมาคมได้ตั้งคณะกรรมการและมีการร่วมกับคณะกรรมการฝ่ายจีน ฝ่ายรัฐบาลและสถาบันอุดมศึกษาด้วย เราเรียกว่าเป็น “พันธมิตรทางการศึกษาไทย-จีน” เพื่อที่คณะกรรมการกลางจะหาความร่วมมือที่เหมาะสม แทนที่จะปล่อยให้ต่างคนต่างทำจนเกิดปัญหาในปัจจุบัน
เรามีคณะกรรมการในเรื่องนี้เพื่อหารือ และไม่เฉพาะแค่อุดมศึกษาภาคเอกชน ยังร่วมกับ 4 ทปอ. คือ ทปอ.ของรัฐ ทปอ.ราชภัฏ ทปอ.ราชมงคล และ ทปอ.เอกชน
ดร.พรชัยกล่าวอีกว่า ที่เราทำไปเมื่อ 2 อาทิตย์ก่อนคือ จัดตั้งคณะกรรมการกลางไทย-จีน เพื่อทางแลกเปลี่ยนอย่างเหมาะสม มีกฎเกณฑ์ต่างๆ ร่วมกัน และสามารถแบ่งปันข้อมูลร่วมกันระหว่างรัฐ-เอกชน หรือระหว่างเอกชนด้วยกัน ซึ่งคิดว่าทำให้การแลกเปลี่ยนระหว่างสถาบันอุดมศึกษาของจีนมีคุณภาพและระบบที่ดีขึ้น
ไม่มีใครปฏิเสธความสำคัญของจีนได้ โดยเฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่สิ่งที่เราต้องการคือ การสร้างระบบให้อุดมศึกษาเป็นไปอย่างยั่งยืนและได้ดำเนินการแล้ว
นักศึกษาของมหาวิทยาลัยเอกชนได้ส่งเสียงสะท้อนถึงความต้องการและความคาดหวัง สิ่งหนึ่งที่ตรงกันคือ การเปิดกว้างในการเรียนในวิชาที่ออกแบบเองได้ เพื่อตอบโจทย์ในการใช้ชีวิตในอนาคต ดร.พรชัยกล่าวหลังรับฟังความเห็นจากนักศึกษาว่า นักศึกษาเป็นส่วนที่สำคัญมากต่อการศึกษา ถ้าเราพูดถึงเรือลำหนึ่งหรือเครื่องบินลำหนึ่ง ผมคิดว่า นอกจากกัปตันหรือลูกเรือแล้ว ผู้โดยสารถือเป็นเรื่องสำคัญ นักศึกษาได้สะท้อนอะไรหลายอย่างซึ่งสมาคมนำไปพิจารณา โดยสิ่งที่สะท้อนแบ่งเป็น 4-5 ประเด็น
ประเด็นแรกคือ ความเป็นอิสระในการเลือกวิชาการต่างๆ ได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่เหมาะสม เพราะเราไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นยังไง ดังนั้น ถ้าเราให้สิทธิในการเลือกให้พวกเขา ก็ยังสามารถปรับปรุงให้เหมาะสมตามความต้องการ
ประเด็นที่สองคือ ความหลากหลาย มหาวิทยาลัยจะต้องพิจารณาถึงการให้โอกาสกับนักศึกษาจากประเทศหรือที่มีแนวคิดต่างกันอย่างเหมาะสม
ประเด็นที่สาม คือการสื่อสาร ที่บางครั้งคนไม่อยากเป็นกรรมการสโมสรนักศึกษา เมื่อมีการสื่อสารที่ดี คนอยากจะมีส่วนร่วม
อีกเรื่องคือภาษาอังกฤษ
ผมคิดว่าทั้ง 4 เรื่องนี้สำคัญ ซึ่งทางฝ่ายอาจารย์และหน่วยงานต่างๆ นำไปปรับปรุงการเรียนการสอน อีกเรื่องที่สำคัญคือ ช่องว่างทางวัยระหว่างอาจารย์และนักเรียน ทำยังไงให้การเรียนการสอนเปลี่ยนแปลงจากรูปแบบเดิม มาเป็นปฏิสัมพันธ์หรือมีนวัตกรรมเหมือนที่กล่าวว่าไปมหาวิทยาลัยเหมือนไปชมภาพยนตร์
ผมเองคิดว่า ในฐานะนายกสมาคม ถือว่า นักศึกษา อาจารย์และผู้บริหาร เป็น 3 เสาหลักที่ต้องทำงานร่วมมือ และอยากเห็นสถาบันอุดมศึกษาเอกชนไม่จำเป็นว่าต้องเหมือนมหาวิทยาลัยที่ใดที่หนึ่ง แต่ต้องเป็นตัวของตัวเอง สร้างนวัตกรรมให้เกิดขึ้น ซึ่งสะท้อนความต้องการ
สมาคมจะไปตั้งกรรมการยุทธศาสตร์ขึ้นมา ซึ่งจะมีกรรมการจากสภาอุดมศึกษา สภาอุตสาหกรรม สภาดิจิตอล ตลาดหลักทรัพย์และสภาหอการค้าไทย มาทำงานร่วมกัน
ทั้งนี้ สิ่งแรกที่ ดร.พรชัยจะทำเป็นเรื่องแรกในฐานะนายกสมาคม นั่นคือหาตัวตนของสถาบันศึกษาเอกชน โดยต้องวางเป้าหมายก่อนว่า สถาบันเอกชนเป็นเสาหลักในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม โดยเฉพาะธุรกิจเอสเอ็มอี ซึ่งมีจำนวน 80-90% ของธุรกิจทั้งหมด ก็อยากจะทำให้เป็นจริง
อย่างที่สองคือ สร้างมหาวิทยาลัยเอกชนให้เป็นมหาวิทยาลัยแห่งนวัตกรรม
เพื่อเป็นความหวังของประเทศให้ได้
