bg-single

ไซเบอร์ วอชเมน : เทคโนโลยีเปลี่ยนสำนึกคิด

23.08.2020

การออกมาของคนหนุ่มสาวจำนวนมากในการชุมนุมครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่การรัฐประหารปี 2557 ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ภายใต้ชื่อ #ขีดเส้นตายไล่เผด็จการ เมื่อ 16 สิงหาคม 2563 ที่ผ่านมา ได้ถูกบันทึกลงในหน้าประวัติศาสตร์ของการเมืองไทยร่วมสมัยแล้ว

สิ่งที่ทำให้คนสวมเสื้อดำออกมารวมตัวกันนั่ง ยืน แสดงออกในหลากหลายวิธีและเนื้อหา จนแน่นถนนราชดำเนินกลางร่วมกว่า 2 หมื่นคน ไม่เพียงเรื่องความไร้ประสิทธิภาพของรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ทั้งที่มีอำนาจเด็ดขาดอยู่ในมือเหนือกว่าใครในประวัติศาสตร์ แต่ยังทำให้คนเอือมระอาและทนไม่ไหวแล้วเท่านั้น

โลกออนไลน์และเครื่องมือสื่อสารยุคดิจิตอล คือพื้นที่เสรีภาพที่หลากความคิดหลั่งไหลเข้าถึงทุกคน และเชื่อมต่อทุกความคิดให้กับคนที่ต้องการการเยียวยาจิตใจ เข้าหาคนกลุ่มใหม่ รวมถึงแสวงหาทางเลือกใหม่ที่ดีกว่าที่เป็นอยู่

เทคโนโลยีได้พาให้ทุกคนก้าวสู่โอกาสที่หลายคนต่างปรามาสหรือเย้ยหยันว่าไม่มีทางจะเกิดขึ้น ได้ปรากฏเป็นตัวเป็นตน

เปลี่ยนถนนที่ขึ้นชื่อว่าจราจรคับคั่งที่สุด ให้กลายเป็นที่ที่พาทุกคนมารวมกันเป็นเอกภาพท่ามกลางปัจเจกและกลุ่มก้อนต่างๆ ที่มีความเป็นเอกเทศ

 

ความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นในช่วงไม่นานมานี้ อย่างการชุมนุมของกลุ่มเยาวชนปลดแอกเมื่อ 18 กรกฎาคมที่ผ่านมา จนมาถึงการรวมตัวประท้วงในมหาวิทยาลัย โรงเรียนและสถานที่สำคัญตามจังหวัดต่างๆ จนเกิดการชุมนุมใหญ่ในวันที่ 16 สิงหาคมที่ผ่านมา ล้วนไม่ได้เกิดขึ้นแบบโดดๆ จนมีการโยงอย่างเข้าใจหรือเชื่อมั่นอย่างผิดๆ ว่ามีเบื้องหลังสนับสนุนการเคลื่อนไหว แต่เป็นการสั่งสมเพื่อรอวันปะทุขึ้นมา

หากมองดูไลฟ์สไตล์ของคนเจเนอเรชั่นวายหรือแซด รวมถึงอัลฟ่า (มนุษย์ที่เกิดหลังยุคมิลเลนเนียม) เทคโนโลยีการสื่อสารอย่างอินเตอร์เน็ตและโซเชียลมีเดีย เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตพวกเขาแล้ว

เมื่อใดที่มีประเด็นปัญหาไม่ว่าน้อยใหญ่ ไม่ว่าจะเกิดขึ้น ณ ที่ใดในโลก เราได้รับรู้และแสดงความคิดเห็น ยิ่งผู้ใช้รู้ภาษาอื่นนอกจากภาษาประจำชาติที่สื่อสารและแปลออกสู่ผู้คนอีกจำนวนมาก หรือแม้แต่ถ่ายทอดทัศนะตัวเองกลับไปต้นทางด้วยภาษาสากลที่ทั่วโลกใช้พูดเขียนกัน ก็เห็นความเป็นพลวัตอย่างเข้มข้นขึ้น

โลกออนไลน์ให้เราเห็นเรื่องราวทั้งกว้างใหญ่ไพศาลกว่าขอบเขตที่ตัวเองรู้ หรือลึกเกินกว่าจนเราไม่อยากเชื่อ เหนือกว่าที่มีในหนังสือเรียนตามการศึกษาภาคบังคับ ในคำสอนของครู หรือคำพูดของผู้อาวุโสหรือผู้มีอำนาจที่บอกให้เราร่วมมือและเชื่อฟังจะให้ได้

ทำให้เรา “หูตากว้างไกล” ไปจนถึง “ตาสว่าง”!

 

แล้วโลกออนไลน์เป็นพื้นที่ของการแสดงออก 2 ทางแบบหลายคน เราจะเห็นการแลกเปลี่ยนประเด็นที่เกิดขึ้นบนโลกแห่งความจริง ดูอย่างทวิตเตอร์ก็ได้ เราจะเห็นแฮชแท็กที่เกี่ยวกับเรื่องต่างๆ ชีวิตประจำวัน จนถึงการเมืองทั้งในและต่างประเทศ หลายอย่างที่ผ่านตาเรา เช่น #MilkTeaAlliance #โตแล้วเลือกเองได้ #มันคือแป้ง #Saveวันเฉลิม #โรงเรียนหน้าเขาไม่เอาเผด็จการ #ยกเลิก112 #HongKongProtest จนถึง #blacklivesmatter หรือ #BlackPink

ถือเป็นตัวบ่งชี้ว่า เทคโนโลยีการสื่อสารดิจิตอลยุคนี้ ได้เชื่อมเข้าหากัน สร้างเรื่องราวร่วมกัน และร่วมแสดงพลังกับเรื่องเดียวกัน ทั้งที่อยู่กันคนละมุมโลก

อย่างไรก็ตาม ระบบการเมืองแบบเผด็จการอำนาจนิยมที่ไม่นิยมหรือชื่นชอบกับความเห็นต่างหรือการถูกวิพากษ์วิจารณ์หลายทิศทาง ย่องมองการสื่อสารดิจิตอลเชิงลบแบบมีอคติทันที และทำทุกอย่างเพื่อสามารถควบคุมได้ โดยไม่สนว่าต้องทำด้วยวิธีใด อย่างเช่นที่จีนสร้าง The Great FireWall ออกกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติกับฮ่องกง หรือที่ไทยมีศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม (ซึ่งหน่วยงานนี้ก็ปล่อยข่าวปลอมออกมาเสียเอง) สื่อสารกับผู้คนในสังคมเพื่อป้องปรามไม่ให้ขยายตัวโดยสร้างความเป็นตัวแทนอันชั่วร้ายกับบุคคลโดยว่า ถูกล้างสมอง ถูกหลอก ถูกจ้างมา และป้ายสีใส่ร้ายกับใครก็ตามที่เป็นศัตรูกับรัฐ รวมถึงคุกคามกดดันผู้ให้บริการแพลตฟอร์มเพื่อควบคุมความคิดของผู้คน

ไม่ให้นำไปสู่การเปิดโปงความล้มเหลว ความไร้ประสิทธิภาพ ความฉ้อฉลจากสิ่งที่ตัวเองก่อกับประชาชน

 

หากทว่า เมื่อใดที่คนรู้แจ้ง เป็นอิสระจากการถูกมอมเมา ก็ไม่มีทางกลับไปจุดนั้นอีก และตัดสินใจข้ามแม่น้ำรูบิคอน ทั้งๆ ที่รู้ตัวว่ากลัวจะถูกคุกคามหรือถูกลงโทษจากสังคม แต่พวกเขาเลือก เพราะสังคมและผู้มีอำนาจได้ปิดบังเรื่องที่ควรรู้ไว้ ว่ากำลังปล้นโอกาส ปล้นชีวิตและปล้นอิสรภาพของพวกเขา สิ่งนี้เลวร้ายเกินกว่าจะอดทนจำยอมได้แล้ว

เราจึงได้เห็นความเห็นจำนวนมาก ซึ่งไม่เคยกล้าพูดดังๆ ออกมา อย่างมากเป็นแค่เสียงกระซิบกระซาบหรือเรื่องซุบซิบนินทา แต่โลกออนไลน์กลับแสดงความคิดเห็นตรงๆ ไม่ต้องอ้อมค้อม จนมาถึงจุดหนึ่งว่า โลกแห่งชีวิตจริงเลิกทำตัวกลับกลอก หลอกคนอื่นและตัวเองได้แล้ว

นั้นจึงนำไปสู่เหตุการณ์มากมาย รวมถึงข้อเสนอ 10 เรื่องของกลุ่มธรรมศาสตร์และการชุมนุมประกาศออกสู่สาธารณชนครั้งแรกในรอบทศวรรษ เขย่าสังคมไทยแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนว่า ได้มีสำนึกคิดอีกชุดที่กำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ชนิดที่ต่อให้ใช้อำนาจอะไรมาคุกคามเพื่อหยุดยั้ง ก็เหมือนกับเอากำแพงคอนกรีตมาต้านสึนามิที่กำลังโถมเข้าใส่

ยิ่งมาขู่ว่าอาจได้เห็นเหตุการณ์สังหารหมู่ธรรมศาสตร์ 6 ตุลาคม 2519 เกิดขึ้นอีกครั้ง ก็กลับกลายเป็นว่า คนไปขุดลึกแบบที่ไม่เคยสอนที่ไหนและข้อมูลลับสุดยอดก็มาเปิดเผยในจังหวะพอดีอีกด้วย

สังคมไทยกำลังอยู่กลางทางแยกว่าจะเลือกเดินทางไหน

ไม่ว่าจะเลือกอะไร สำนึกคิดได้เปลี่ยนไปชนิดไม่หวนกลับได้อีกแล้ว



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

กลิ่นเครื่องเทศ | เรื่องสั้น : พิเชษฐ์ เบญจมาศ
สายใย
Expensive Petroleum | กวีกระวาด : รอนฝัน ตะวันเศร้า
ลิซ่า Goals บลู (ระวัง) GONE
ชัชชาติ รอด แต่ ‘ช้ำ’ พรรคส้ม ‘พลาดเอง’ จนไซริงค์แตก
ทำความเข้าใจ ยุทธศาสตร์ China First ของจีน
เหลื่อมล้ำ และหนี้สินของผู้คนจนไม่ไหวแล้ว โว้วว…
ชุลมุนชุลเก ‘แสวง บุญมี’ ลูกหม้อ กกต. จ่อสะดุด หลุดเก้าอี้เลขาฯ ลุ้นผลประเมินผ่านเกณฑ์
‘สวีเดน’ มาอีกประเทศ เตรียมแบนมือถือในโรงเรียน
Palo Alto ประจำปี
ยุทธศาสตร์คืนอาเซียน ของกองทัพเมียนมา
E-DUANG | จับตา ความแน่วแน่ DE กับ AI PASSPORT