bg-single

’10 ไฮไลท์แห่งปี 2564′ อดีตผกก.โจ้กับคดีซ้อมผู้ต้องหา : เรื่องอื้อฉาวสังคมสู่โอกาสยุติค่านิยม “ลอยนวลพ้นผิด”

01.01.2022

ในบรรดาข่าวอาชญากรรมในปี 2564 ข่าวที่สร้างความสั่นสะเทือนทั้งสังคมและกระทบกระเทือนถึงความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรมโดยเฉพาะชั้นสืบสวน ไม่มีเรื่องใดถูกพูดถึงมากไปกว่า ข่าวคดีซ้อมทรมานผู้ต้องหาคดียาเสพติดของ “พ.ต.อ.ธิติสรรค์ อุทธนผล” อดีตผกก.สภ.เมืองนครสวรรค์ หรือรู้จักกันในชื่อ “อดีตผกก.โจ้ พร้อมด้วยตำรวจในสังกัดร่วม 6 คน ร่วมกันกระทำใช้ถุงคลุมศีรษะผู้ต้องหาคดียาเสพติดจนสิ้นลม

จุดเริ่มต้น เกิดขึ้นเมื่อราววันที่ 24 สิงหาคม ได้มีคลิปที่มีส่งมายังสื่อหลายสำนักและบนโลกโซเชียล พบเป็นภาพจากกล้องวงจรปิดภายในสภ.เมืองนครสวรรค์ โดยปรากฎภาพกลุ่มตำรวจกลุ่มหนึ่ง ยืนล้อมผู้ต้องหาซึ่งทราบภายหลังว่าเกี่ยวข้องกับคดียาเสพติด จากนั้นตำรวจในกลุ่มได้กล่าวกับผู้ต้องหาให้สารภาพก่อนจะใช้ถุงคลุมศีรษะกับผู้ต้องหาจนถึงแก่ความตาย

จากนั้นข่าวตำรวจซ้อมผู้ต้องหาจนเสียชีวิต กลายเป็นข่าวใหญ่ทั้งในสื่อไทย รวมไปถึงสื่อต่างประเทศ รายงานประเด็นอื้อฉาวนี้ พร้อมกับประวัติของอดีตผู้กำกับหนุ่มมาแรงและชีวิตอันแสนหรูหราของเขา และสิ่งแสดงความร่ำรวยคือรถซุปเปอร์คาร์หลายคัน ซึ่งคาดว่าจะมาจากการเป็นเจ้าของคดีจับรถหรูถึง 368 คัน

ต่อมาศาลได้อนุมัติหมายจับ อดีตผกก.โจ้และตร.ในสังกัดที่ร่วมกระทำความผิดมาดำเนินคดี จนสามารถคุมตัวตำรวจในสังกัดได้ 5 นาย ซึ่งตกเป็นผู้ต้องหาทั้งหมด ได้แล้ว ได้แก่ พ.ต.ต.รวิโรจน์ ดิษทอง หรือ ดาบโบ้ ซึ่งจับตัวได้วานนี้ เป็นรายสุดท้าย , ร.ต.อ.ทรงยศ คล้ายนาค, ด.ต.ศุภกร นิ่มชื่น, ส.ต.ต.ปวีกรณ์ คำมาเร็ว รวมถึง ด.ต.วิสุทธิ์ บุญเขียว

พล.ต.อ.สุชาติ ธีระสวัสดิ์ รองผบ.ตร. ได้ลงพื้นที่สอบสวนกรณีดังกล่าว โดยระบุว่า วันเกิดเหตุในการจับกุม คือวันที่ 5 สิงหาคม แต่ไม่พบในบันทึกประจำวัน ว่ามีการจับกุมผู้ต้องหาค้ายาบ้า จำนวนกว่า 100,000 เม็ดแต่อย่างใด

โดยมีรายงานข่าวว่า จุดเริ่มต้นของคดีนี้ ดาบโบ้ ซึ่งถือเป็นพ่อบ้านของตำรวจทีมเฉพาะกิจปราบปรามยาเสพติดชุด 05 มีประสบการณ์ในพื้นที่มาหลายปี ให้ข้อมูลกับทีมชุดจับว่า ผู้ตายเป็นพ่อค้ายารายสำคัญ และมีทรัพย์สินอยู่มาก จึงไปจับตัวมาจากถนนสายเลี่ยงเมืองนครสวรรค์

พบว่า ผู้ตายมียาไอซ์ติดอยู่ที่ตัว 3 กรัม และพบว่าข้อมูลในโทรศัพท์มือถือมีการบันทึกภาพถ่ายยาเสพติดไว้จำนวนมาก จึงนำตัวมาขยายผลที่บ้านกาแฟ และนำตัวผู้ตายไปค้นบ้านพักในพื้นที่ อ.ตาคลี ในช่วงกลางดึก แต่ไม่พบยาเสพติด จึงได้นำมาสืบสวนต่อ

ทั้งนี้ ผู้ต้องหา ต่างให้การยืนยันว่า ผู้กำกับโจ้ เป็นผู้เข้ามาสอบสวนด้วยตัวเอง และไม่มีใครเคยพูดเรื่องรับเงิน 2 ล้านบาท เพื่อแลกกับอิสรภาพในการปล่อยตัวแต่อย่างใด

ต่อมามีรายงานข่าวว่า พ.ต.อ.ธิติสวรรค์ ได้แจ้งพิกัดให้ทราบว่าอยู่ที่ใด ชุดไล่ล่าจึงได้เข้าตรวจสอบ โดยเจ้าตัวได้หลบหนีไปที่ เมียวดี ประเทศเมียนมา ซึ่ง พล.ต.อ.สุชาติ ธีระสวัสดิ์ รอง ผบ.ตร. หัวหน้าชุดสืบสวนติดต่อ จะบินจาก กทม.ไปทำการสอบปากคำเบื้องต้น

โดยยังมีกระแสข่าวว่า มีกองทัพกะเหรี่ยงจับได้ที่เมียวดี หนีซุกคาสิโน แต่ก็ไม่เป็นเพียงรายงานข่าว ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด

จากนั้น เวลา 18.00 น. ของวันที่ 26 สิงหาคม ภายหลังจากยืนยันว่า ได้รวบตัว พ.ต.อ.ธิติสรรค์ อุทธนผล อดีต ผกก.สภ.เมืองนครสวรรค์ และ ร.ต.ท.ธรณินทร์ มาศวรรณา อดีตรอง สว.(ป.) สภ.เมืองนครสวรรค์ รองหัวหน้าชุด ได้แล้วนั้น ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผบ.ตร.จะมีแถลงข่าวการจับกุมกรณีดังกล่าว

ทั้งนี้ ได้มีการเปิดเผยภาพของ พ.ต.อ.ธิติสรรค์ และ ร.ต.ท.ธรณินทร์ ที่ถูกจับตัวได้แล้วด้วย โดยมีรายงานข่าวว่า สามารถจับผู้การโจ้ได้ที่ จ.ชลบุรี ขณะที่ ร.ต.ท.ธรณินทร์นั้น จับได้ที่จ.เพชรบุรี พร้อมกันนี้ ผู้กำกับโจ้ ได้เปิดเผยเบื้องต้นว่า จากคลิปดังกล่าว ไม่ได้มีการรีดไถเงินแต่อย่างใด เสียใจที่ได้ทำให้ภาพลักษณ์ตำรวจเสีย และที่หนีไปนั้นต้องการไปตั้งหลักก่อน

เวลา 21.35 น. พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. ได้ร่วมแถลงข่าวกรณีดังกล่าว ซึ่งมี พ.ต.อ.ธิติสรรค์นั้น ได้โฟนอินตอบคำถามสื่อมวลชน พร้อมทนาย และเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ไว้ใจอยู่ด้วย โดยระบุว่า เหตุการณ์ดังกล่าว ไม่ได้เกิดจากการรีดไถเงิน แต่ก่อนหน้านั้น ได้จับผู้ต้องหาได้ และมีการยึดของกลางจำนวนหนึ่ง ซึ่งการกระทำดังกล่าวเพียงเพื่อต้องการข้อมูลยาเสพติด เท่านั้น

พ.ต.อ.ธิติสรรค์ ยังกล่าวต่อว่า เหตุการณ์ดังกล่าว ไม่ได้มีเจตนาจะฆ่าผู้ต้องหา ที่ใส่ถุงนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้เห็นใบหน้าของตนเอง โดยมีการใช้ถุงถึง 6 ใบ ปกติแล้วไม่เคยได้ลงไปเกี่ยวกับกระบวนการสอบสวน นี่เป็นครั้งแรก หลังจากนั้น คิดว่าผู้ต้องหาได้สลบไป เนื่องจากมีหัวใจเต้นอ่อน ก็ทำอะไรไม่ถูก จึงได้เรียกคนมาทำ ซีพีอาร์ และนำน้ำมาราดเพื่อให้ตื่น

สำหรับประเด็นที่มีการลบภาพในกล้องวิดีโอวงจรปิด หลังเกิดเหตุนั้น เนื่องจากประสบการณ์ยังน้อย เลยตกใจ โดยมีกล้องบางตัวเสีย ให้เปลี่ยนนานแล้ว ก็เลยให้ถอดออกไป

พ.ต.อ.ธิติสรรค์ ย้ำว่าเหตุการณ์ดังกล่าวนั้น ขอน้อมรับผิดเพียงคนเดียว เป็นนายสั่งให้ลูกน้องทำ เจตนาคือต้องการขยายผลยาเสพติด ทำงานเพื่อประชาชน ไม่ให้ยาเสพติดแพร่ระบาดในนครสวรรค์

พร้อมกันนี้ ยังได้กล่าวขอโทษ ประชาชนคนไทยทุกคน พ่อแม่ของน้อง ผบ.ตร. และ ตำรวจทุกคน ที่ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง และขอน้อมรับผิดคนเดียว ตนเป็นคนสั่งลูกน้องเอง ทุกคนทำตามคำสั่ง

เสียงเรียกร้องปฏิรูปตำรวจ และโอกาสดันกม.ต้านซ้อมทรมาน-อุ้มหาย

ก่อนหน้านี้ หลังรายงานข่าวอื้อฉาวถูกเผยแพร่ หลายภาคส่วนของสังคมต่างออกมาวิพากษ์วิจารณ์โดยเฉพาะระบบข้าราชการที่ใช้อำนาจบาตรใหญ่ในการกระทำอันเกินเหตุ อย่าง พล.ต.ต.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อดีตผู้บังคับการกองปราบ ได้โพสต์ข้อเขียน วิเคราะห์กรณี “ผกก.โจ้” ซ้อมทรมานผู้ต้องหาจนเสียชีวิต พร้อมระบุว่า ย้ำอีกครั้ง ถึงเวลาแล้ว “ปฏิรูปตำรวจ” ขนานใหญ่ !!! โดยมีรายละเอียดดังนี้

1.ระบบของโครงสร้างตำรวจ โดยเฉพาะเจ้าพนักงานที่ถือบัตร ป.ป.ส. 2.อำนาจ ยศถาบรรดาศักดิ์ สายสัมพันธ์กับคนใหญ่คนโต และ 3.สภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวย

นี่คือสิ่งที่ทำให้ ผู้กำกับหนุ่มมีความโอหัง กล้าที่จะลงมือซ้อมทรมานผู้ต้องหาคดียาเสพติด จนทำให้ถึงขั้นเสียชีวิต และเป็นข่าวใหญ่ที่ช็อคสังคมไทยในเวลานี้

ทั้งนี้ ในฐานะส.ส. ผมได้อภิปรายเสนอแก้ ร่าง พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจของเจ้าพนักงานไปเยอะมาก เพราะผู้ถือบัตร ป.ป.ส.ที่ใช้อำนาจนี้ต้องระวัง เพราะขบวนการค้ายาเสพติดนั้นมันมีสิ่งเย้ายวนหอมหวนเยอะ

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ปฏิเสธไม่ได้ว่ามาจากการขัดเกลาหรือการที่สังคมตำรวจปล่อยปละละเลยปัญหาเรื่องนี้มานานมาก

ย้ำกันอีกครั้ง ถึงเวลาแล้วที่จะต้อง ปฏิรูปตำรวจ ขนานใหญ่

ในฐานะอดีตข้าราชการตำรวจ และมีประสบการณ์ในคดียาเสพคดีมากว่า 30 ปี ผมให้ความเห็นกรณี “ผู้กำกับโจ้” ว่าเป็นปัญหาเชิงระบบ ที่ให้อำนาจหลายอย่างกับเจ้าหน้าที่ผู้ถือบัตร ป.ป.ส. ซึ่งอำนาจนี้ไปจำกัดสิทธิเสรีภาพประชาชนที่มีอยู่อย่างไร ขณะเดียวกันอีกด้านหนึ่งก็ทำให้เจ้าหน้าที่ใช้อำนาจอย่างบ้าคลั่งอย่างไร” 

ด้านคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ก็ออกมาแสดงจุดยืนต่อเรื่องดังกล่าวว่า การกระทำดังกล่าวเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง จึงขอเรียกร้องไปยังรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการ คือ

1. เร่งสอบสวนและดำเนินคดีอาญาต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจกลุ่มดังกล่าวด้วยกระบวนการที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ ตลอดจนจัดให้มีการคุ้มครองพยานที่รัดกุม โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติควรพิจารณาสั่งการให้มีการติดกล้องวงจรปิดในกระบวนการและสถานที่สอบสวนทุกแห่งด้วย ทั้งนี้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมให้แก่ประชาชน

2. เร่งผลักดันร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. …. ตามที่ กสม.เคยมีข้อเสนอแนะไปยังรัฐบาล และล่าสุดคณะรัฐมนตรีได้มีหนังสือที่ นร 0503/ว(ล)26227 ลงวันที่ 17 สิงหาคม 2564 เห็นชอบให้บรรจุเรื่องการพิจารณาร่างกฎหมายดังกล่าวเป็นเรื่องด่วนในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ทั้งนี้ เพื่อให้มีการอนุวัติการกฎหมายภายในประเทศให้สอดคล้องตามอนุสัญญา CAT ที่ประเทศไทยเป็นภาคีโดยเร็ว ซึ่งจะนำไปสู่การคุ้มครองสิทธิผู้ต้องหาและบุคคลที่อยู่ในการควบคุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่ทหาร และเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ อันเป็นการป้องกันและแก้ไขปัญหาการซ้อมทรมานและการทำให้บุคคลสูญหายได้อย่างเป็นรูปธรรม และ

3. ผลักดันให้มีการปฏิรูปองค์กรตำรวจ ทั้งในเชิงโครงสร้าง กระบวนการ และกฎระเบียบ โดยเฉพาะกระบวนการสืบสวนสอบสวนที่จะต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ โดยให้อัยการเข้ามากำกับการสอบสวนตั้งแต่ชั้นตำรวจ ทั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องตามหลักสากลและหลักสิทธิมนุษยชน อันจะทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสิทธิในกระบวนการยุติธรรมได้อย่างเป็นธรรมและมีประสิทธิภาพตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ

เช่นเดียวกับ อังคณา นีละไพจิตร อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติและภรรยาของสมชาย นีละไพจิตร ทนายความมุสลิมที่ถูกอุ้มหายอย่างปริศนา ได้กล่าวว่า “พอนักข่าวถามถึงคนที่ปล่อยคลิป รองสุชาติถึงกับเก็บอารมณ์ไม่อยู่ ทั้งที่จริง สตช. ควรยกย่องสรรเสริญให้กำลังใจคนที่กล้าเปิดเผยความจริง ควรมีการรับประกันว่าตำรวจที่ปล่อยคลิปจะปลอดภัย”

“ที่ผ่านมา เรื่องซ้อมทรมานผู้ต้องหาแทบไม่เคยเห็นตำรวจคนไหนต้องรับโทษ ไม่ว่าจะเป็นคดีดังๆ อย่างการฆ่าอำพรางศพ กิติศักดิ์ ถิดบุญครอง วัยรุ่นที่กาฬสินธุ์ช่วงสงครามยาเสพติด ที่สุดท้ายศาลฎีกายกฟ้องตำรวจที่ตกเป็นจำเลย คดีซ้อมทรมานผู้ต้องหาคดีปล้นปืนค่ายปิเหล็ง นราธิวาส พอทนายร้องเรียนก็ถูกอุ้มฆ่า สำนวนคดีที่ตำรวจทำส่งฟ้องศาลก็อ่อน พยานก็ถูกคุกคามจนเอาผิดใครไม่ได้สักคน”

“เรื่องซ้อมเรื่องทรมานผู้ต้องหา สังคมตำรวจเอง หรือผู้บังคับบัญชาระดับสูง ก็รู้ๆกันดีว่าใครมือหนักตีนหนัก ไม่ใช่เฉพาะผู้กำกับโจ้ เหยื่อเองจะร้องเรียนก็ยาก เอาถุงคลุมหัวจนหายใจไม่ออกแต่ไม่มีบาดแผลให้พิสูจน์ได้ว่าถูกทรมาน ร้องเรียนก็หาว่าใส่ความตำรวจ แจ้งความเท็จ ถูกคุกคามถูกฟ้องกลับอีก แถมถูกทำให้เชื่อว่าเป็น คนไม่ดี เป็นพ่อค้ายาเสพติดรายใหญ่ เป็นภัยสังคม เป็นทนายโจร สังคมก็เลยไม่สนใจ ต่อให้มีกฎหมายดีขนาดไหน ถ้าตำรวจยังมีวัฒนธรรมและความเชื่อที่ว่าต้องใช้วิธีการทรมานเพื่อให้ผู้ต้องหารับสารภาพ ก็คงยากที่จะยุติการทรมานและการบังคับสูญหายในประเทศไทย”

คดีซ้อมผู้ต้องหาของอดีตผกก.โจ้ นอกจากส่งผลสะเทือนต่อวงการตำรวจที่สังคมต่างออกมาตั้งคำถาม ยังเป็นโอกาสที่ทำให้ร่างกฎหมายที่ถูกพิจารณาช้ามากอย่าง ร่างพรบ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. …เดินหน้าต่อไป และกลายเป็นแรงกดดันให้รัฐบาลต้องเร่งตอบรับ

โดยเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมากล่าวว่า ทางคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้ทำจดหมายเร่งรัดให้รัฐบาลจัดทำกฎหมายฉบับนี้ ร่างพ.ร.บ.ป้องกันการซ้อมทรมานฯ นี้ ทางคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้เห็นชอบในร่างกฎหมายฉบับนี้ไปแล้วตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2563 ซึ่งขณะนี้ได้ส่งให้ทางสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา โดยทางคณะกรรมการผู้ประสานงาน 3 ฝ่ายของสภาฯ ก็ได้แจ้งมายังรัฐบาลว่าจะบรรจุเรื่องนี้ให้เป็นวาระเร่งด่วน หมายความว่าในการประชุมสภาฯ สมัยหน้า ก็จะหยิบยกร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ เข้าสู่การพิจารณาในวาระ 1 หรือวาระรับหลักการ

“กฎหมายฉบับนี้จะเป็นหลักประกันว่าไม่มีการงดเว้นการลงโทษแก่บุคคลใด ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ สังกัดหรือหน่วยงานใด มีตำแหน่งสูงแค่ไหน ทุกคนจะต้องได้รับโทษเมื่อกระทำความผิด หลักของการยกร่างกฎหมายฉบับนี้ เราก็ยึดหลักสากล หากผ่านสภาฯ ได้ ในอนาคตประเทศไทยก็จะได้มีภาพลักษณ์ที่เป็นที่ยอมรับ เพราะกฎหมายเราได้รับการปรับปรุงให้เทียบเท่ากฎหมายของนานาประเทศได้ และไม่ใช่เฉพาะร่างกฎหมายฉบับนี้เท่านั้น แต่ยังมีกฎหมายอื่นๆ ด้วย” รองโฆษก กล่าว

จนเมื่อวันที่ 16 กันยายน สภาผู้แทนราษฎรผ่านร่างพรบ.ป้องกันและปราบปรามการซ้อมทรมานและบังคับสูญหาย พ.ศ. … ด้วยเสียง 363 เสียง จากผู้เข้าร่วมประชุมทั้งหมด 365 เสียง ไม่มีผู้ไม่เห็นด้วย มีผู้งดออกเสียง 1 รายและไม่ลงคะแนนเสียง 1 ราย นำไปสู่การตั้งคณะกรรมาธิการศึกษาฯซึ่งกำลังพิจารณาจนตอนนี้เสร็จไปแล้ว 34 มาตรา

อย่างไรก็ตาม เมื่อ 4 ตุลาคม สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้เผยแพร่ความเห็นของ ซินเทีย เวริโก้ ผู้แทนประจำภูมิภาคของสำนักข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนยูเอ็น ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ระบุว่า

แม้ร่างพ.ร.บ.ฯ ฉบับนี้จะมีเนื้อหาครอบคลุมหลักการระหว่างประเทศที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นสิทธิในการที่จะไม่ถูกทรมานเป็นสิทธิมนุษยชนที่ไม่อาจระงับชั่วคราวได้ (non-derogability of torture) และหลักการไม่ส่งใครกลับไปเผชิญอันตราย (non-refoulement) แต่นิยามหลักของอาชญากรรมการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายนั้นไม่เป็นไปตามกฎหมายระหว่างประเทศ

อีกทั้ง ร่าง พ.ร.บ.ฯ ยังขาดบทกำหนดความผิดทางอาญาที่เกี่ยวข้องกับการกระทำหรือการลงโทษที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี (cruel, inhuman and degrading treatment or punishment) และไม่ได้กล่าวถึงประเด็นเรื่องการยอมรับไม่ได้ของคำให้การ หรือข้อมูลอื่นที่ได้จากการทรมาน การกระทำที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรีเพื่อเป็นหลักฐานในกระบวนการทางกฎหมาย

“เราขอเรียกร้องให้รัฐบาลไทยบังคับใช้ พ.ร.บ.ที่มีองค์ประกอบที่จำเป็นและเกี่ยวข้องทุกประการโดยไม่รีรออีกต่อไป เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานระหว่างประเทศอย่างครบถ้วน และเป็นการปฏิบัติตามคำมั่นโดยสมัครใจที่ให้ไว้ในกระบวนการ UPR เมื่อปี 2559 ที่จะให้สัตยาบันต่อ ICPPED และ OPCAT” 

การพิจารณาคดี

ในส่วนของอดีตผกก.โจ้นั้น วันที่ 19 พ.ย.64 ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถ.นครไชยศรี ศาลนัดสอบคำให้การจำเลย คดีหมายเลขดำที่อท.180/2564 พนักงานอัยการสำนักงานคดีปราบปรามทุจริต 3 เป็นโจทก์ฟ้อง พ.ต.อ.ธิติสรรค์ อุทธนผล หรือผกก.โจ้ อดีตผกก.สภ.เมืองนครสวรรค์ อายุ 39 ปี จำเลยที่ 1 ,พ.ต.ต.รวิโรจน์ ดิษทอง อายุ 38 ปี จำเลยที่ 2 ,ร.ต.อ.ทรงยศ คล้ายนาค อายุ 41 ปี จำเลยที่ 3, ร.ต.ท.ธรณินทร์ มาศวรรณา อายุ 55 ปี จำเลยที่ 4 ,ด.ต.วิสุทธิ์ บุญเขียว อายุ 51 ปี จำเลยที่ 5 ,ด.ต.ศุภากร นิ่มชื่น อายุ 46 ปี จำเลยที่ 6 และ ส.ต.ต.ปวีณ์กร คำมาเร็ว จำเลยที่ 7

ในข้อหาที่ 1. ความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตาม ป.อาญา ม. 157 2.เป็นเจ้าพนักงานของรัฐใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตาม พ.ร.ป.ป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 ม.172 3.ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยทรมานหรือโดยกระทำทารุณโหดร้าย ป.อาญา ม.289(5) และ 4. ร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ป.อาญา ม. 309

สืบเนื่องจากนายจิระพงษ์ หรือมาวิน ธนะพัฒน์ ผู้ต้องหาคดียาเสพติดเสียชีวิต ระหว่างถูกจับและควบคุมไว้ในคดียาเสพติดและถูกฆ่าถึงแก่ความตายขณะอยู่ในความความควบคุมของเจ้าพนักงาน เมื่อช่วงระหว่างวันที่ 4 – 6 ส.ค.64 ที่สภ.นครสวรรค์

ในวันนี้ศาลเบิกตัวจำเลยทั้งหมดจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร เพื่อสอบคำให้การ และร.ต.จักรกฤณ์ กลั่นดี บิดาของนายจิรพงษ์ ขอยื่นเป็นโจทก์ร่วม โดยศาลถามอัยการโจทก์ และทนายจำเลย ไม่คัดค้าน อนุญาตให้เป็นโจทก์ร่วมได้

เมื่อศาลอ่านคำฟ้องและข้อหาให้จำเลยทราบแล้ว มีการสอบคำให้การจำเลย โดย พ.ต.อ.ธิติสรรค์ หรือผกก.โจ้ จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในข้อหาที่ 1, 2 และ 4 ยกเว้นข้อหาที่ 3 ระบุเหตุผลว่า ยอมรับว่ามีการทำร้ายร่างกาย ต้องการขยายผลทางคดียาเสพติดที่เป็นภัยร้ายของสังคม ไม่ได้ต้องการให้นายจิรพงษ์ถึงแก่ความตาย ที่ทำไปเพื่อประโยชน์แก่ประเทศชาติ

จำเลยที่ 2 ให้การยอมรับสารภาพทุกข้อหา ยกเว้นข้อหาที่ 3 เช่นเดียวกัน ให้เหตุผลว่า ไม่ได้เจตนาจะให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย เพียงอยู่ร่วมในเหตุการณ์ตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา

จำเลยที่ 3 ให้การปฏิเสธข้อหาที่ 3 และ 4 และให้เหตุผลว่า ได้เข้ามาที่เกิดเหตุภายหลัง และไม่ได้ร่วมทำร้ายผู้ตาย

จำเลยที่ 4 ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ยกเว้นข้อหาที่ 4 ที่ให้การรับสารภาพ โดยเหตุผลในการปฏิเสธระบุว่า ทำตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา ร่วมทำร้ายจริง แต่ไม่เจตนาให้ถึงแก่ชีวิต

ส่วนจำเลยที่ 5-7 ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา จำเลยที่ 5 และ 7 ให้เหตุผลว่าอยู่ในเหตุการณ์ตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา แต่ไม่ได้ร่วมทำร้าย ส่วนจำเลยที่ 6 ระบุว่า เข้าไปในที่เกิดเหตุ แล้วเดินออกมา โดยเหตุการณ์ได้เกิดขึ้นไปแล้ว

ต่อมาเวลา 11.30 น. ร.ต.จักรกฤณ์ กลั่นดี บิดาของนายมาวิน เปิดเผยว่า อัยการที่นครสวรรค์แนะนำให้ตั้งทนายความ เพื่อขอเป็นโจทก์ร่วม ซึ่งศาลได้เมตตา เพราะพึ่งขอยื่นเรื่องในวันนี้ ทำให้สามารถเป็นโจทก์ร่วมได้ และจะได้ทราบทุกขั้นตอนของกระบวนการกฎหมาย เมื่อฟังคำให้การของจำเลย ตนคิดว่าเขาก็ให้การสมเหตุสมผล ว่าเป็นการทำงาน เพื่อเป็นการขยายผลตดียาเสพติด แต่ก็สงสารลูก ทุกวันนี้ยังมองเห็นภาพลูกที่โดนกระทำ รับไม่ได้จริงๆ วันนี้จึงมารับทราบว่าเขาจะให้การอย่างไร และขอความยุติธรรมจากศาล และศาลได้นัดตรวจหลักฐานอีกครั้งในวันที่ 19 ม.ค.65 เวลา 09.30 น.

นับเป็นเรื่องที่ต้องติดตามกันต่อไปว่า อดีตผกก.โจ้จะมีความผิดในข้อหาที่ 3 หรือไม่และร่างพรบ.ต่อต้านการซ้อมทรมานจะครอบคลุมและเป็นไปตามหลักการสากลแค่ไหน



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

G2, M7 และโลกที่เหลือ (2) : อธิปไตยดิจิทัลและกลไกส่วนต่างอำนาจของ M7
20 ปีก่อน… ยึดอำนาจ นายกฯ ทักษิณ วันนี้…ยึดอำนาจประชาชนทั้งประเทศ (1)
เบื้องลึก ทรัมป์สั่งยึดน้ำมันสำรอง เวเนซุเอลา
ไล่ล่าหาความจริง… จาก Watergate ถึงฮั้ว ส.ว. (2)
นิวยอร์กเดินหน้าแบน AI งดใช้ในโรงเรียนชั่วคราว
ครบรอบ 25 ปี 9/11 มะกันยังเตรียมไม่พร้อม
อนุรักษนิยมโบกมือลารัฐบาล
‘รบ.อนุทิน’ พลิกเกมปรับกลยุทธ์สื่อสาร ผุดรายการ ‘คุยกับ ครม.’ ตั้ง ‘หมอเอก’ โฆษกรัฐคนใหม่
เพื่อน
วิญญาณโง่เขลาและเดียวดายจำนวนหนึ่ง | เรื่องสั้น : พิณพิพัฒน ศรีทวี
คอนเทนต์ความตาย | กวีกระวาด : พจน์ พันธา
นัยผ้าผะเหวด : และการฟังเทศน์มหาชาติของผู้ข้า | กวีกระวาด