bg-single

ปรากฏการณ์นับคะแนนใหม่ งานเข้าตำรวจ (ต่อ) ไม่ทันหายหอบ กาง 3 แนวทางปฏิบัติการรับมือ

12.02.2026

คอลัมน์ โล่เงิน

ลามเป็นไฟไหม้ทุ่ง สถานการณ์ประท้วงขอนับคะแนนใหม่ลุกฮือทั่วประเทศ

            หลังจากประชาชนส่วนหนึ่งตรวจสอบการนับคะแนนตามหน่วยเลือกตั้งต่างๆ

            พบหลายหน่วยส่อไม่โปร่งใส มีพิรุธอย่างน่าสงสัยถึงความชอบมาพากล บัตรเขย่งหลายพื้นที่

            โซเชียลแชร์จนเป็นไวรัล คือเกิดไฟดับกลางคูหานับคะแนน แต่พัดลมยังหมุนติ้ว อำกันว่างานขนลุก ผีหลอก

            คนจำนวนมากรุมต่อว่า กกต. (คณะกรรมการการเลือกตั้ง) ทำงานไม่เป็นมืออาชีพ กลายเป็นตำบลกระสุนตก

            จนมีคำถามอื้ออึงว่า มี กกต.ไว้ทำไม?

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น งานเข้าศูนย์อำนวยการรักษาความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อยการจัดการเลือกตั้ง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศลต.ตร.) ที่ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. เป็นผู้อำนวยการศูนย์ด้วย

            ศลต.ตร.เพิ่งผ่านงานดูแลความเรียบร้อยการจัดการเลือกตั้งใน 99,487 หน่วยเลือกตั้ง ระดมกำลังตำรวจ 126,000 กว่านายดูแลความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อยในวันที่ 8 กุมภาพันธ์จนลุล่วงไปด้วยดี

            ทั้ง พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ และ พล.ต.อ.สำราญได้ขอบคุณข้าราชการตำรวจทุกนาย ที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังหลังผ่านเลือกตั้งมาได้ 1 วัน

            พร้อมกำชับว่า ภายหลังการนับคะแนนเสร็จสิ้น จะมีการขนย้ายหีบบัตรเลือกตั้งไปเก็บรักษาในระดับจังหวัด โดยตำรวจมีหน้าที่ดูแลความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกด้านการจราจร จนกว่าจะส่งมอบหีบบัตรให้ กกต.จังหวัดแล้วเสร็จ

            จากนั้น ศลต.ตร.ปิดศูนย์ในวันที่ 12 กุมภาพันธ์

            แต่ดูเหมือนงานเข้าต่ออีกแล้ว!!!

พล.ต.อ.สำราญซึ่งเป็นประธานการประชุมติดตามสถานการณ์ความสงบเรียบร้อยการจัดการเลือกตั้งหลังผ่านพ้นวันหย่อนบัตรไปได้ 2 วัน

            พบว่า มีประเด็นปัญหาข้อร้องเรียน 17 เขตเลือกตั้ง ใน 15 จังหวัด

            ปัญหาที่พบ อาทิ ใบนับคะแนนอยู่ในถังขยะ, การปิดกั้นผู้สังเกตการณ์, ใช้ถุงดำคลุมกล้อง CCTV, ความไม่โปร่งใสในการนับคะแนน, รายงานผลล่าช้า, บัตรเสียสูงผิดปกติ, บัตรเขย่ง, บัตรเสียหาย เป็นต้น

            ส่วนใหญ่มีการยื่นคำร้อง ดำเนินการแก้ไข และดำเนินคดีแล้ว ยังเหลือบางจุดที่กำลังดำเนินการโดยทาง กกต.

            พล.ต.อ.สำราญได้แจ้งผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ไปยังผู้แทนหน่วยงานที่ร่วมประชุมว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. มีความห่วงใยในผลการปฏิบัติเจ้าหน้าที่ตำรวจตามแนวทางของ กกต.

            จึงกำชับสั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกหน่วย ทุกพื้นที่ ดำเนินการตามแนวทางปฏิบัติใน 3 ด้านหลัก ดังนี้

            1. ด้านการข่าว ให้ชุดปฏิบัติการข่าวติดตามปฏิกิริยาของกลุ่มต่างๆ ในพื้นที่อย่างใกล้ชิด อาจมีการระดมมวลชนเพื่อสร้างสถานการณ์ความวุ่นวาย

            พร้อมติดตามและสกัดกั้นข่าวลือ (Fake News) ในสื่อสังคมออนไลน์ที่อาจสร้างความเข้าใจผิด หรือมุ่งเน้นการปลุกระดมให้เกิดความขัดแย้ง

            พร้อมให้ประสานข้อมูลกับสันติบาลจังหวัดเพื่ออัพเดตบัญชี “กลุ่มเสี่ยง” (Watchlist)

            และวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์รายวัน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีการแข่งขันสูง

            เน้นการแลกเปลี่ยนข่าวสารเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวกับ กกต.อย่างใกล้ชิด

            รวมทั้งเฝ้าระวังการเคลื่อนย้ายมวลชนข้ามเขตพื้นที่ หรือการขนส่งอาวุธ สิ่งผิดกฎหมายเข้ามาในช่วงรอยต่อหลังการเลือกตั้ง

2.การประสานการปฏิบัติกับ กกต. ให้พนักงานสอบสวนประสานกับ กกต.จังหวัดเพื่อติดตามความคืบหน้าของคําร้องคัดค้าน

            หากมีการร้องขอพยานหลักฐานเพิ่มเติมจากตํารวจให้ดําเนินการส่งมอบโดยเร็วที่สุด

            และจัดชุดปฏิบัติการเข้าคุ้มครองความปลอดภัยพยานทันทีที่ได้รับการร้องขอ

            พร้อมให้เฝ้าระวังสถานที่เก็บหีบบัตรเลือกตั้งและเอกสารสําคัญ ณ ที่ว่าการอําเภอ หรือสํานักงาน กกต.จังหวัดอย่างเข้มงวด จนกว่าจะสิ้นสุดกระบวนการ

3.การเตรียมความพร้อมกำลังพลควบคุมฝูงชน ให้ผู้บังคับกองร้อยควบคุมฝูงชนให้ตรวจสอบกำลังพลและอุปกรณ์ให้พร้อมใช้งาน วางกำลัง กำชับยุทธวิธีการปฏิบัติ

            และจัดชุดเคลื่อนที่เร็วเพื่อระงับเหตุเบื้องต้นในพื้นที่เสี่ยง

            รอง ผบ.ตร.กำชับให้ผู้บังคับบัญชาเหตุการณ์ประเมินระดับสถานการณ์ร่วมกับฝ่ายสืบสวนอย่างต่อเนื่อง

            เพื่อปรับระดับการดำเนินการให้เหมาะสมและเป็นไปตามกรอบของกฎหมายอย่างเคร่งครัด

คงต้องจับตาสถานการณ์ “นับคะแนนใหม่” จะลุกฮือขนาดไหน

            ที่แน่ๆ หลายคนนึกถึงวาทะ “คนต่างจังหวัดตั้งรัฐบาล คนกรุงล้มรัฐบาล” จากทฤษฎี “สองนคราประชาธิปไตย” ของ ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ อดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

            แต่นักวิชาการบางคนบอกเป็น “สองนคราประชาธิปไตย พลัส”

            อธิบายให้เข้ากับยุคนี้ว่า 21 จังหวัดที่ประชาชนเลือกพรรคภูมิใจไทยทุกเขต และอีก 12 จังหวัดที่สีน้ำเงินเกือบชนะ สะท้อนว่า ไม่เฉพาะกระสุนกับอิทธิพลบ้านใหญ่ แต่คนนิยมนโยบายหาเสียงผลงานสู้รบไทย-กัมพูชา และยึดมั่นในสถาบันหลักผ่านแคมเปญปกป้องอธิปไตยและเขตแดน

            ขณะที่คนกรุง (เมือง) นั่นคือ กรุงเทพมหานครส้มคลุมทั้งหมด และเขตเมืองใหญ่ที่พรรคประชาชนชนะ เป็นคนรุ่นใหม่หัวก้าวหน้า เสรีนิยม ต้องการปฏิรูปโครงสร้าง

            ชนชั้นกลางในเมืองมีพลังการสื่อสาร สร้างกระแสสังคม และชุมนุมประท้วงเมื่อรัฐบาลที่เลือกโดยคนต่างจังหวัดมีการทุจริตหรือบริหารพลาด

            คนกลุ่มนี้จะเป็นผู้เคลื่อนไหวประท้วงเพื่อกดดันให้รัฐบาลล้มได้

            จึงไม่แคล้ว…งานเข้าตำรวจ หน้าด่านรับแรงกระแทกปฏิบัติหน้าที่ให้เกิดความสงบเรียบร้อย



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

สุดารัตน์ จี้อย่าปล่อยให้ 14 กันยา เป็นแค่วัน“จับปลาซิว” ชวนคนไทยจ้องตา กกต.
รัฐประหาร 2557 จุดเปลี่ยนชีวิต ก่อเกียรติ ก่อสูงศักดิ์ จากนักเรียนนอก สู่นักการเมือง ‘สีส้ม’
เทศน์ ‘สนุก’ | ธงทอง จันทรางศุ
เดนตายในผ้าเหลือง ปฏิบัติการลับของทหารญี่ปุ่นในไทยสมัยสงครามโลก (1)
แก๊งคอลฯ ล็อกเป้าใหม่ ‘Gen Z’ เตือนภัยวัยโจ๋ เก่ง ‘TECH’-อ่อนโลก ปีเดียว 2 หมื่นคดี-700 ล้าน
พลิกโฉมงานตุลาการไทย ไม่ต้องมาศาลก็พึ่งศาลได้ ฟังก์ชั่นสุดล้ำคนไทยต้องรู้
ภัยคุกคามกฎหมาย | เหยี่ยวถลาลม
วัดพุทไธศวรรย์ แหล่งซ่องสุมกำลัง ของ “สยาม” ท้าวอู่ทอง | สุจิตต์ วงษ์เทศ
ยิวกร่าง – จีนโกง | สุรชาติ บำรุงสุข
G2, M7 และโลกที่เหลือ (2) : อธิปไตยดิจิทัลและกลไกส่วนต่างอำนาจของ M7
20 ปีก่อน… ยึดอำนาจ นายกฯ ทักษิณ วันนี้…ยึดอำนาจประชาชนทั้งประเทศ (1)
เบื้องลึก ทรัมป์สั่งยึดน้ำมันสำรอง เวเนซุเอลา