กกต. ลุยไฟ ปล่อยผี ‘ภูมิใจไทย’ ทำ ‘หนู’ ติดปีก! สีน้ำเงินได้เขียว เสริมพลังแข็งแกร่ง ซ่อน ‘ระเบิดเวลา’ นอกสภา
ในประเทศ
“คนที่มาอยู่ในระดับคณะกรรมการการเลือกตั้ง ก็เหมือนกับว่าเป็นช่วงสุดท้ายของชีวิต ทุกคนก็อยากทำดีให้กับบ้านเมือง”
คือคำพูดช่วงท้ายๆ ของ สิทธิโชติ อินทรวิเศษ กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ออกมาให้สัมภาษณ์ในฝั่งของ กกต. เสียงข้างน้อยในคดีทุจริตการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.)
แม้จะไม่มีผลในการเปลี่ยนแปลงมติเสียงข้างมากที่ลงมติ 5 ต่อ 2
แต่อย่างน้อยการออกมาชี้แจงในครั้งนี้ก็พอทำให้เราจับสังเกตได้ถึงความผิดปกติในคดีนี้และเป็นการยืนยันว่า ‘กกตหค.’ หมายถึง กกต.ห้าคนจริงๆ
เพราะหลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 ส่งผู้ถูกกล่าวหาในคดีทุจริตการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ไปดำเนินคดีต่อศาลฎีกา แผนกคดีเลือกตั้ง ท่ามกลางการจับตาว่าคดีโกง ส.ว. ที่ลากยาวมานานจะเดินหน้าไปถึงใคร และท้ายที่สุดแล้วจะสามารถสาวไปถึงผู้ที่อยู่เบื้องหลังขบวนการได้มากน้อยแค่ไหน แต่สุดท้ายก็คือมีแค่ 77 ราย จากผู้ถูกร้องทั้งหมด 427 ราย
แน่นอนว่าในทางกฎหมายการถูกส่งคดีไปศาลไม่ได้หมายความว่าบุคคลนั้นมีความผิด
และการที่ กกต.มีมติไม่ส่งบุคคลใดไปดำเนินคดีก็ไม่ได้แปลว่าบุคคลนั้นได้รับการรับรองว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิด
แต่ในทางการเมือง ตัวเลข 77 จาก 427 ย่อมสร้างคำถามขึ้นมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ว่า ตลอดระยะเวลาที่ กกต. ใช้เวลาตรวจสอบพยานหลักฐานจำนวนมหาศาลนั้น สุดท้ายแล้วพยานหลักฐานที่พบสามารถไปได้ไกลเพียงใด
เพราะหัวใจของคดีโกง ส.ว. ไม่ได้อยู่เพียงว่า ‘ใครจะถูกลงโทษ’ แต่อยู่ที่ว่า ‘กระบวนการที่ทำให้เกิดการโกง ส.ว. นั้นมีใครอยู่เบื้องหลังหรือไม่’
และยิ่งหากมีเพียง ส.ว. หรือผู้สมัครบางส่วนที่ถูกดำเนินคดี แต่ไม่สามารถสาวไปถึงผู้บงการ ผู้ประสานงาน หรือผู้ที่มีอำนาจในการวางแผนและขับเคลื่อนกระบวนการได้ คำถามเรื่องต้นตอของปัญหาก็ยังคงอยู่
และนี่คือจุดที่ กกต. กำลังเผชิญกับโจทย์ที่ใหญ่กว่าตัวเลข 77 ราย เพราะสังคมไม่ได้ต้องการเพียงคำตอบว่า ‘ใครผิด’
แต่ต้องการรู้ด้วยว่า หากมีการจัดตั้งหรือวางระบบเพื่อให้ผลการเลือก ส.ว. เป็นไปตามที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องการ แล้วกลไกเหล่านั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร
ใครเป็นผู้ขับเคลื่อน และโครงสร้างที่อยู่เบื้องหลังยังคงมีอิทธิพลอยู่หรือไม่
จุดนี้จึงกลายเป็นข่าวดีทางการเมืองของ ‘ภูมิใจไทย’ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะก่อนหน้านี้คดีโกง ส.ว. ถูกจับตาอย่างหนักถึงความเชื่อมโยงกับเครือข่ายทางการเมืองที่ถูกตั้งข้อสังเกตว่าอยู่รายล้อมพรรคภูมิใจไทย การที่ชื่อของกรรมการบริหารพรรคและ ส.ส. ของพรรคไม่ปรากฏอยู่ในกลุ่ม 77 ราย จึงช่วยลดแรงกดดันทางการเมืองที่อาจพุ่งตรงมาถึงพรรคและรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล ได้อย่างมีนัยสำคัญ
อย่างไรก็ตาม ต้องย้ำให้ชัดว่า ผลการพิจารณาของ กกต. ในครั้งนี้ไม่ใช่การประกาศว่า ‘คดีโกง ส.ว. ไม่มีมูล’ และก็ไม่ใช่การตัดสินว่าบุคคลหรือเครือข่ายทางการเมืองใดบริสุทธิ์โดยสมบูรณ์ หากเป็นเพียงผลของกระบวนการพิจารณาของ กกต. ในชั้นหนึ่งเท่านั้น ดังนั้น สนามต่อไปจึงย้ายจาก กกต. ไปอยู่ที่ศาลฎีกา
แต่กว่าจะถึงเวลานั้นสิ่งที่เกิดขึ้นทันทีหลังมติ กกต. คือภูมิใจไทยมีพื้นที่หายใจมากขึ้น เพราะการที่ผู้บริหารพรรคและ ส.ส. ไม่ถูกส่งต่อในคดี ส.ว. ก็ทำให้รัฐบาลไม่ต้องเผชิญกับแรงกระแทกทางกฎหมายต่อแกนนำพรรคโดยตรงจากคดีนี้ในชั้น กกต. ขณะที่พรรคสามารถยืนยันได้ว่ามติที่ออกมาเป็นไปตามพยานหลักฐานและกระบวนการตามกฎหมาย
และนี่สำคัญมากสำหรับรัฐบาลของอนุทิน ชาญวีรกูล เพราะรัฐบาลชุดนี้ไม่ได้มีเพียงอำนาจจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่กำลังสะสม ‘แต้มต่อ’ ทางการเมืองเอาไว้พร้อมกันหลายด้าน
นอกจากคดี ส.ว. แล้ว หนึ่งในนั้นที่มีคือ ‘เสียงในสภา’
เพราะเพียงไม่กี่วันก่อนหน้านี้ รัฐบาลเพิ่งผ่านร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ด้วยคะแนน 338 ต่อ 144 เสียง งดออกเสียง 2 เสียง โดยในเสียงเห็นชอบนั้นมี ส.ส.จากพรรคกล้าธรรมของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ถึง 56 เสียงเข้ามาสนับสนุนรัฐบาล ทั้งที่กล้าธรรมไม่ได้เป็นพรรคร่วมรัฐบาล
ตัวเลข 338 จึงมีความหมายมากกว่าแค่งบประมาณผ่าน มันคือการโชว์ให้เห็นว่า รัฐบาลอนุทินยังมีอำนาจควบคุมเกมในสภา
และที่สำคัญกว่านั้นคือ พรรคกล้าธรรมกำลังทำหน้าที่เป็นฝ่าย ‘ประกันทางการเมือง’ ให้รัฐบาลในอีกชั้นหนึ่ง
เพราะต่อให้วันหนึ่งความสัมพันธ์ระหว่างภูมิใจไทยกับเพื่อไทยเดินไปไม่ถึงปลายทาง อย่างน้อยจากสิ่งที่เกิดขึ้นในการโหวตงบประมาณครั้งล่าสุด รัฐบาลก็ทำให้เห็นแล้วว่า ยังมีพรรคการเมืองขนาดใหญ่ที่พร้อมจับมือกันโดยที่ไม่ต้องง้อพรรคใดพรรคหนึ่งเพื่อมาค้ำยันรัฐบาล
เรียกง่ายๆ ว่า เพื่อไทยอาจไม่ใช่ไพ่ใบเดียวในมือของอนุทินอีกต่อไป
และนั่นทำให้ต้นทุนของการ ‘ต่อรอง’ ระหว่างพรรคภูมิใจไทยกับพรรคเพื่อไทยมีสูงขึ้น
ในทางการเมือง การมีพรรคกล้าธรรมเป็น ‘พรรคสำรอง’ ไม่ได้หมายความว่าต้องดึงเข้ารัฐบาลทันที เพียงแต่การที่รัฐบาลรู้ว่า ถ้าประตูบานหนึ่งปิด ยังมีอีกบานให้เดินเข้า ก็ย่อมเพิ่มอำนาจต่อรองให้กับฝ่ายบริหารอย่างมาก
ดังนั้น ภาพของรัฐบาลอนุทินในวันนี้จึงต่างจากรัฐบาลที่ต้องอยู่ด้วยเสียงของพรรคร่วมเพียงอย่างเดียว แต่รัฐบาลอนุทินในตอนนี้กำลังพยายามทำให้ตัวเองมีหลายทางเลือก
เมื่อรัฐบาลมีทั้งเสียงในสภาที่เพียงพอต่อการประคองอำนาจ และมีความสามารถในการขับเคลื่อนผ่านกลไกราชการ ผ่านการโยกย้ายและแต่งตั้งข้าราชการระดับสูงในหลายกระทรวง ก็ย่อมทำให้รัฐบาลมีพื้นที่ในการบริหารจัดการทางการเมืองมากขึ้น
นี่จึงเป็นเหตุผลว่า หากมองภาพรวมของสมการอำนาจในเวลานี้ ต้องยอมรับว่า รัฐบาลอนุทินไม่ได้อยู่ในภาวะที่ใกล้ล้มได้ง่ายๆ ตรงกันข้าม รัฐบาลกำลังอยู่ในจุดที่มีทั้ง ‘เสียงในสภา’ ‘ทางเลือกทางการเมือง’ และ ‘กลไกรัฐ’ เป็นฐานรองรับ
แต่คำว่า ‘อยู่ได้’ กับ ‘อยู่รอดทางการเมืองในระยะยาว’ มันเป็นคนละเรื่องกัน
เพราะระเบิดเวลาที่แท้จริงไม่ได้อยู่ในสภา ปัญหาของรัฐบาลจึงไม่ได้อยู่ที่เสียง 338 เสียง ไม่ได้อยู่ที่พรรคกล้าธรรม และไม่ได้อยู่ที่การต่อรองกับเพื่อไทยเพียงอย่างเดียว
แต่คือ ‘ความรู้สึกของสังคม’ ด้วย
เพราะขณะเดียวกันกับที่รัฐบาลกำลังแสดงความแข็งแรงในสภา สังคมภายนอกยังมีคำถามค้างอยู่หลายเรื่อง ไม่เฉพาะแค่คดีโกง ส.ว.เอง การเมืองจึงไม่ได้ตัดสินกันเฉพาะในห้องประชุม กกต. หรือในรัฐสภา แต่ตัดสินกันบนความรู้สึกของประชาชนด้วย รัฐบาลจึงอาจ ‘แข็งแรงในสภา แต่เปราะบางนอกสภา’
ในอีกด้านรัฐบาลจึงกำลังเจอกับโจทย์อีกแบบหนึ่งคือ ‘วิกฤตศรัทธา’ เพราะสำหรับประชาชนแล้ว ไม่ได้สนใจเพียงว่ารัฐบาลจะอยู่ครบวาระหรือไม่
แต่สนใจว่าคดีโกงสอบข้าราชการของกระทรวงมหาดไทยจะจบอย่างไร คดีฮั้ว ส.ว. จะไปถึงใคร ทำไมกระบวนการตรวจสอบถึงใช้เวลานาน ทำไมเรื่องใหญ่ๆ ต้องรอให้เกิดหลักฐานหรือแรงกดดันจากสังคมก่อนจึงเดินหน้า
และที่สำคัญคือรัฐบาลกำลังทำอะไรเพื่อทำให้ประชาชนเชื่อว่ากติกาเดียวกันใช้กับทุกคน ตรงนี้ต่างหากที่จะเป็นบททดสอบที่ยากกว่าการผ่านร่างงบประมาณ เพราะ ‘ระเบิดเวลา’ ยังเดินอยู่
ดังนั้น มติ กกต. วันที่ 14 กันยายนจึงอาจไม่ได้ทำให้รัฐบาลแข็งขึ้นหรืออ่อนลงอย่างใดอย่างหนึ่งแบบตรงไปตรงมา
แต่ทำให้ภาพการเมืองชัดขึ้นว่าในสนามอำนาจรัฐบาลแข็งแรงกว่าที่หลายคนคิด
แต่ในสนามความชอบธรรมรัฐบาลยังมีโจทย์ใหญ่รออยู่
เพราะการเมืองไทยมีบทเรียนซ้ำๆ ว่า รัฐบาลไม่ได้พังเพราะเสียงในสภาเพียงอย่างเดียว
บางครั้งรัฐบาลพังเพราะเสียงจากข้างนอกสภา เพราะเมื่อคดีหนึ่งยังไม่จบ อีกคดีหนึ่งก็เข้ามา
เมื่อคำถามหนึ่งยังไม่มีคำตอบ อีกคำถามหนึ่งก็เกิดขึ้น จากโกงสอบมาสู่ฮั้ว ส.ว. จากปัญหาเรื่องกระบวนการยุติธรรมไปสู่คำถามเรื่องความโปร่งใสและจากคำถามต่อฝ่ายค้าน ก็อาจกลายเป็นคำถามกลับมาที่รัฐบาลว่า แล้วรัฐบาลจะจัดการกับวิกฤตศรัทธาเหล่านี้อย่างไร
เพราะฉะนั้น ภาพการเมืองหลังวันที่ 14 จึงไม่ใช่ ‘รัฐบาลรอดแล้ว’ แต่คือ ‘รัฐบาลได้เวลาเพิ่มขึ้น’
