บทความพิเศษ | ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์
ในที่สุด ศาลฎีกาก็รับคำร้องของ ส.ว.สำรองเรื่องให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของ กกต.คดีโกง ส.ว.ซึ่งไม่ส่งฟ้องนักการเมืองเลย
สาระสำคัญของคำร้องคือการเลือก ส.ว.มีการทุจริตอย่างเป็นขบวนการ และขอให้ศาลฎีกาไต่สวนใหม่ว่า กกต.ต้องพิจารณาคดีผู้ถูกกล่าวหากลุ่ม 138 ส.ว.ใหม่หรือไม่ทันที
ถ้าศาลวินิจฉัยว่าให้ กกต.พิจารณาคดีใหม่ในส่วนของ 138 ส.ว. ความเชื่อว่าคดีนี้จบก็จะไม่จบ พรรคสีน้ำเงินและสีแดงที่ฟินกับมติ กกต.ก็จะฟินเก้อ ต้องอยู่แบบเสียวสันหลังว่าศาลฎีกาจะไต่สวนหลักฐานเพิ่มอีกหรือไม่ หลักฐานใหม่จะลามถึงพรรคหรือเปล่า และใครคือรายถัดไปที่ฟ้องคดีใหม่กับ กกต.
นายแบกรัฐบาลคนหนึ่งพูดเรื่อยเปื่อยว่าการส่งฟ้องคดีโกง ส.ว. 77 คน แปลว่ารัฐบาลไม่แทรกแซงคดีและ กกต.ทำคดีอย่างยุติธรรม
แต่คำพูดนี้ถ้าไม่แกล้งโง่ก็ตกเลข เพราะจงใจกลบเกลื่อนที่ กกต.ฟ้องผู้ถูกกล่าวหาแค่ 77 คนจาก 229 คน หรือเท่ากับฟ้องแค่ 1 ใน 3 ซึ่งแปลว่ามีคนที่ไม่ถูกฟ้องถึง 152 คน
นอกจากจะอวยการฟ้องแค่หย่อมเดียว นักวิชาการที่ได้ตำแหน่งจากทั้งแดงและน้ำเงินบางคนยังอวยต่อว่า กกต.ทำคดีดีมว้ากก เพราะคนโดนคือ “เบอร์ใหญ่” อย่างคุณศุภชัย โพธิ์สุ และคุณอลงกต วรกี โดยแกล้งมองไม่เห็นว่าคนที่รอดคดีคือเบอร์ใหญ่กว่าอย่างคุณเนวิน ชิดชอบ, คุณอนุทิน ชาญวีรกูล หรือคุณภราดร ปริศนานันทกุล
ทั้งหมดนี้คือการจับแต่ปลาซิวปลาสร้อยชัดๆ และทั้งหมดนี้คือการจับที่ตรงกับสำนวนไทยว่า “เอากุ้งฝอยไปตกปลากะพง” นั่นก็คือการเอาจับพวกปลายแถว 77 คนมากลบเกลื่อนการปล่อย “เบอร์ใหญ่” อีก 152 คน ทั้งที่หลายคนมีหลักฐานให้ส่งคดีไปยังศาลได้ไม่น้อยไปกว่ากลุ่มโดนคดี 77 คน
คําสัมภาษณ์ของ กกต. “สิทธิโชติ อินทรวิเศษ” ที่เห็นว่าควรฟ้องภูมิใจไทยในคดีโกง ส.ว.มีเรื่องหนึ่งที่น่าตกใจ คุณสิทธิโชติระบุว่า มีพยานยืนยันว่ามีการจ่ายเงินที่ชั้น 4 พรรคภูมิใจไทย ซ้ำ “เส้นเงิน” จากคนรอบตัวของคนสำคัญในพรรคก็มี แต่ กกต.มีมติไม่พิจารณา “เส้นเงิน” นี้จนเรื่องพรรคตกไป
เส้นเงินสำคัญอย่างไร? คำตอบง่ายๆ คือ เส้นเงินคือสิ่งที่จะพิสูจน์ว่า “หัวจ่าย” ของเครือข่ายโกง ส.ว.ลากไปถึงแกนนำพรรคการเมือง เพราะเมื่อคนโอนเงินเป็นคนสนิทของแกนนำพรรค แกนนำก็มีโอกาสเป็น “หัวจ่าย” เงินที่ใช้ในการโกง ส.ว.ไปด้วย และพรรคอาจมีความผิดทันที
ข้อเท็จจริงที่ปฏิเสธไม่ได้คือ ผู้สมัคร ส.ว.จำนวนมากเป็นคนที่แต่ละวันเอาตัวเองยังไม่รอด ขายไก่ปิ้ง ขับซาเล้ง ตกงาน รับจ้างเย็บผ้า ฯลฯ การที่คนเหล่านี้ยอมควักเงินตัวเอง 2,500 บาท สมัคร ส.ว.จึงไม่ปกติ และยิ่งพิรุธขึ้นที่หลายคนไม่ลงคะแนนเลือกตัวเองด้วยจนน่าสงสัยว่า “รับจ้าง” ไปสมัคร ส.ว.
ยิ่งไปกว่านั้น ผู้สมัครแบบนี้ล้วนมาจากจังหวัดที่ภูมิใจไทยได้ ส.ส.ยกจังหวัด หลายคนเป็น “ลูกน้อง” หรือ “ลูกจ้าง” ของ ส.ส.หรือเครือข่าย ส.ส.มาก่อน และจังหวัดเหล่านี้ล้วนได้ ส.ว.มากกว่าจังหวัดอื่น
ความน่าสงสัยว่าผู้สมัครกลุ่มนี้ “รับจ้าง” พรรคการเมืองและนักการเมืองจึงยิ่งมากขึ้นเป็นทวีคูณ
“เส้นเงิน” ที่คุณสิทธิโชติพูดคือเส้นเงินกรณี “สุราษฎร์” ซึ่งเป็นการจ่ายเงินที่เต็มไปด้วยข้ออ้างโง่ๆ ยิ่งกว่าหนังตลกที่ตัวละครกลัวคนไม่รู้ว่าโง่จน กกต.ส่งฟ้องหมด เพราะอ้างว่าโอนเงินให้ผู้สมัคร ส.ว. 10 คนจากอำเภอเดียวกันเป็นค่านวด, ตัดทุเรียน, ซื้อพระสมเด็จ, ค่าปุ๋ย ฯลฯ ซึ่งใครเชื่อก็โง่เต็มที
ถ้าตรวจสอบ “เส้นเงิน” ความพิรุธก็จะถูกสืบสาวต่อไปว่า “ใครจ้าง” เพราะคนจ่ายไม้แรกคือคนของนักการเมืองอยู่แล้ว
แต่ทันทีที่ กกต.บอกว่าไม่สนใจเรื่อง “เส้นเงิน” การตรวจสอบที่มาของเงินก็ถูกตัดจบ ทั้งที่คนจ่ายเงินคือ “วรพจน์” ซึ่งมีการกล่าวหาว่าเป็นคนสนิทลูกชายรองนายกฯ “พิพัฒน์ รัชกิจประการ”
“เส้นเงิน” คือหัวใจของการเอาผิด “หัวโจก” ขบวนการโกงทุกคดี ไม่ว่าโกงสอบท้องถิ่น ยาเสพติด ค้ามนุษย์ พนันออนไลน์ ฯลฯ ทุกคนรู้ดีว่าต้องตรวจสอบเส้นเงินเพื่อลากคอหัวโจกมาลงโทษ ไม่ใช่จับแค่เด็กเดินยา แมงดาคุมซ่อง คนคุมบ่อนหรือติวเตอร์ขายตำแหน่ง แต่ปล่อยหัวโจกลอยนวลฟรีๆ
การไม่สนใจเส้นเงินของ กกต.คือการไม่สนใจ “ลาสต์บอส” ของขบวนการโกง ส.ว.ซึ่งไม่ต่างกับทำคดียาเสพติดที่จับแค่เด็กค้ายาหน้าปากซอย แต่ไม่ตามจับคนแบบ “เล่าต๋า” หรือเจ้าพ่อยาเสพติดซึ่งทำให้น่าสงสัยว่าจับเพื่อลดกระแสสังคม
หรือไม่ก็จับเพื่อฆ่าตัดตอนคนที่หลักฐานชัดจริงๆ
นี่เป็นตัวอย่างเดียวของการพิจารณาคดีโกง ส.ว.ซึ่งคนระแวงว่ามีการตั้งธงไม่ให้ฟ้องพรรคที่มีพยานซัดทอดเยอะไปหมด แต่ กกต.กลับไม่สนใจลากไปถึง “ลาสต์บอส” จนทุกคนที่ถูกจับได้ว่าทำ “โพยใบสั่ง” ไม่ผิด แถม กกต.ยังอ้างมั่วๆ โดยแกล้งแยกไม่ออกว่า “โพยใบสั่ง” ต่างกับการจดเบอร์กันลืม
ตรงข้ามกับคดียุบพรรคหรือ 44 อดีต ส.ส.พรรคก้าวไกลที่หลักฐานเบาหวิวแต่ กกต.เอาตาย คดีโกง 229 ส.ว.ที่มีหลักฐานหนักแน่นทั้ง “เส้นเงิน” และ “บันทึกการโทรศัพท์” กลับเป็นเรื่องซึ่ง กกต.ปัดตกไปหมดเหมือนเอาใบบัวไปปิดช้างเน่าที่น้ำเลือดน้ำหนองและกลิ่นเหม็นเน่าตลบอบอวลคละคลุ้งแทบอาเจียนทั้งเมือง
การพลีชีพอุ้มภูมิใจไทยทำให้ กกต.เป็นจำเลยคดี ส.ว.แทนภูมิใจไทยหรือ ส.ว. ซ้ำวิธีตัดสินแบบช่างหัวมันทั้ง “เส้นเงิน” และ “ขบวนการ” ทำให้ความเชื่อว่า กกต.ช่วยบางพรรคมีมากขึ้น และจะรุนแรงเพิ่มขึ้น หาก กกต.เร่งคดีพรรคประชาชน, iLAW และ ส.ว.อิสระ โดยอ้างว่าคนเหล่านี้ทำเหมือนภูมิใจไทย
วาทกรรมที่มีการปลุกปั่น คือพรรคประชาชนและเพื่อไทยก็มีการให้ผู้สมัคร ส.ว.เจอกันเหมือนภูมิใจไทย แต่วาทกรรมนี้ต้องตีเก๊ เพราะเหตุการณ์นี้ไม่เคยเกิด พรรคอื่นไม่ได้จ่ายเงินหรือขนผู้สมัคร ส.ว.ไปเจอกันอย่างที่มีการสร้างกระแส และยิ่งไม่มี “โพยใบสั่ง” อย่างที่ถูกพูดถึงในกรณีภูมิใจไทย
มองจากดาวพลูโตก็ยังรู้ว่ามีการเป่าคดีโกง ส.ว.เพื่อไม่ให้บางพรรคมีคดี ปัญหาคือการช่วยคดีนี้ประเจิดประเจ้อเหมือนปล่อยคนตายอดตายอยากเข้าร้านบุฟเฟ่ต์
ผลคือพรรครอดคดี แต่ผลกระทบที่ตามมาคือการกระตุ้นให้เกิดความไม่พอใจต่อพรรค ซึ่งไม่มีวันหายไปพร้อมกับความสำเร็จในการเป่าคดี
สื่อสีแดงและน้ำเงินพยายามสาดสีส้มใส่คดีโกง ส.ว.ว่าเป็นเรื่องพรรคส้มแพ้ไม่เป็น
แต่ข้อเท็จจริงคือคนที่ไม่พอใจคดีโกง ส.ว.มาจากทุกสีเสื้อเยอะไปหมด ประชาธิปัตย์ไม่ใช่ส้ม คนอย่างคุณวิชา มหาคุณ, เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง, อาทิตย์ อุไรรัตน์, บวรศักดิ์ อุวรรณโณ และอดีต สสร.ปี 2550 ยิ่งไม่ใช่แน่นอน
คลื่นใต้น้ำที่ไม่พอใจคดีโกง ส.ว.มีมากกว่าส้มที่พรรคร่วมรัฐบาลรวมหัวโจมตี พลังที่ไม่ใช่ส้มเหล่านี้มาพร้อม “เครือข่าย” ซึ่งมีบทบาทเรื่อง “นิติสงคราม” และ “ตุลาการภิวัฒน์” ตั้งแต่ปี 2549 และกำลังสร้างแรงกระเพื่อมมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในเรื่องที่พูดได้และพูดไม่ได้ ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรง
คดีโกง ส.ว.ทำให้คนเริ่มพูดถึงช้างในห้องที่ทุกคนเคยแกล้งทำเป็นมองไม่เห็น เพราะช้างกำลังเน่าจนปัญหาช้างกลายเป็นปัญหาของทุกคนในสังคม
