เทศมองไทย
ไห่ เลือง นักวิชาการด้านอาชญาวิทยา จากมหาวิทยาลัยกริฟฟิธ ในออสเตรเลีย เขียนบทความแสดงความคิดเห็นว่าด้วยการแสดงท่าทีการปราบปรามสแกมเมอร์ในกัมพูชาไว้อย่างน่าสนใจ เมื่อ 15 กันยายนที่ผ่านมา ในเว็บไซต์แสดงความคิดเห็นทางวิชาการ “อีสต์ เอเชีย ฟอรัม”
เริ่มด้วยการบอกอย่างตรงไปตรงมาว่า การแสดงท่าทีบุกเข้าตรวจค้น และส่งสัญญาณให้ความร่วมมือกับนานาประเทศ รวมถึงการเนรเทศผู้ต้องหาบางคน อาจไม่ใช่เครื่องรับประกันว่าอาชญากรรมทำนองเดียวกันนี้จะเริ่มหดหายไป
เพราะสิ่งที่จำเป็นจริงๆ ในการปราบปรามการกระทำนี้เป็นอีกเรื่องหนึ่งโดยสิ้นเชิง
ผู้เขียนระบุว่า การปราบปรามดังกล่าวเริ่มต้นเป็นสองระยะ แยกออกจากกันอย่างชัดเจน
ทางหนึ่งเริ่มต้นในปี 2025 เพื่อแสดงเจตนารมณ์ของรัฐบาลในการแก้ปัญหาสแกมเมอร์ แต่การกวาดล้างดังกล่าวดูแล้วไม่ทั่วถึง และหยุดชะงักไปเพราะพัฒนาการอย่างอื่นในภูมิภาค
ต่อมาในปี 2026 การรณรงค์เรื่องเดียวกันนี้ ดูเหมือนจะก่อให้เกิดปฏิบัติการในระดับชาติขึ้นตามมา ส่งผลกระทบต่อศูนย์กลางอาชญากรรมขนาดใหญ่มากขึ้นกว่าเดิม
ในเดือนมกราคม มีการจับกุมและนายเฉิน จื้อ เจ้าพ่อสแกมเมอร์ พร้อมกับส่งตัวในฐานะผู้ร้ายข้ามแดนให้กับจีน
ทางการกัมพูชาแสดงความเชื่อมั่นออกมา โดยการให้สัญญาว่า อาชญากรรมเหล่านี้จะถูกทำลายล้างให้หมดสิ้นไปได้ภายในเดือนเมษายน
พอถึงเดือนสิงหาคม ทางการกัมพูชาก็ออกมาอ้างอีกว่า ศูนย์สแกมเมอร์ขนาดใหญ่ในประเทศถูกกวาดล้างไปจนหมดสิ้นแล้ว
เรื่องนี้ดูเหมือนจะไม่มีใครปฏิเสธ อย่างไรก็ตาม ยังคงมีปมปัญหาขนาดใหญ่เกิดขึ้นตามมา นั่นคือการที่บุคคลระดับสูงของประเทศ ซึ่งเคยมีรายงานว่าเชื่อมโยงอยู่กับกลุ่มสแกมเมอร์ ยังไม่ได้รับการสอบปากคำอย่างดีพอ ตามรายงานของนวน เจิง ทูตพิเศษของสหประชาชาติประจำกัมพูชา
ผู้เขียนระบุว่า มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนระหว่างความสำเร็จในรายงานการปราบปรามสแกมเมอร์ของทางการ กับรายงานที่เป็นของภาคเอกชน
ความแตกต่างดังกล่าวดูเหมือนโฟกัสอยู่ที่ความเข้าใจต่อความสำเร็จที่ว่านั้นเป็นสำคัญ
ในขณะที่รายงานของทางการวัดความสำเร็จดังกล่าวด้วยจำนวนครั้งในการปฏิบัติการ, จำนวนผู้ถูกจับกุมและเนรเทศ รายงานของภาคเอกชนเน้นไปที่ผลการกวาดล้างในระยะยาว ซึ่งหมายถึงการทำลายเครือข่ายปฏิบัติการสแกมเมอร์, การให้ความคุ้มครองต่อผู้ตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ และการลดขนาดของอุตสาหกรรมสแกมเมอร์ให้เล็กลง ส่งผลให้รายงานทั้งสองส่วนแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด
ในมุมมองของทางการ การกวาดล้างก่อให้เกิดผลลัพธ์เป็นรูปธรรมขึ้นมา เจ้าหน้าที่ของรัฐแสดงความเต็มใจที่จะบังคับใช้กฎหมายและร่วมมือกับหุ้นส่วนในระดับนานาชาติ ซึ่งแสดงให้เห็นได้ชัดว่า ทางการกัมพูชามองปัญหาสแกมเมอร์ว่าเป็นปัญหาระดับโลก ที่ส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือทางการทูต โดยหากไม่ให้ความใส่ใจ ผลที่สะท้อนกลับอาจร้ายแรงอย่างคาดไม่ถึง
ในขณะที่อีกฝ่ายวัดความสำเร็จจากเรื่องราวที่แตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง
โดยให้ความสำคัญต่อจำนวนการกวาดล้างน้อยลง แต่หันไปให้ความใส่ใจต่อข้อเท็จจริงที่ว่า แกนหลักของอุตสาหกรรมสแกมเมอร์ ยังคงสามารถทำหน้าที่ของมันอยู่ได้ต่อไป
สถานที่ตั้งของสแกมเมอร์ถือเป็นเพียงส่วนหนึ่งของอาชญากรรมที่ร้ายแรงกว่า อาทิ การค้ามนุษย์ การฟอกเงิน, การปลอมแปลงเอกสาร และการส่งอาชญากรรมออกสู่ต่างประเทศ
เรื่องนี้ไม่เพียงน่าสนใจแต่ยังเป็นสิ่งจำเป็น เพราะสแกมเมอร์ได้วิวัฒนาการตัวเองออกไปไกลกว่าอาชญากรรมทางไซเบอร์ปกติธรรมดาไปแล้วมากมาย
รายงานของสหประชาชาติเมื่อปี 2025 เอง ยังชี้ให้เห็นไว้ชัดเจนว่า เครือข่ายอาชญากรรมนี้ได้พัฒนาขีดความสามารถก้าวหน้าไปมากมาย
มีผลกำไรมหาศาลที่ช่วยให้สามารถดึงดูดคนใหม่ๆ เข้าร่วมอาชญากรรมด้วยมากยิ่งขึ้น จนส่งผลกระทบไม่เพียงต่อระบบการเงิน, ตลาดแรงงาน, พาณิชยกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และศรัทธาที่ประชาชนมีต่อสถาบันต่างๆ
ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อเศรษฐศาสตร์, สังคม และสิทธิของเหยื่อในภูมิภาคอย่างร้ายแรง
นั่นนำมาถึงแผนปฏิบัติการเพื่อต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ (Plan of Action for Combating Transnational Crime) ภายใต้การนำของกลุ่มประเทศอาเซียนที่ตระหนักในความร้ายแรงของปัญหาหนี้มากขึ้นเรื่อยๆ
กัมพูชาเองก็ใช่ว่าจะอยู่เฉยๆ แต่การกวาดล้างอย่างเดียวไม่น่าจะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อฐานรากของอาชญากรรมทำนองนี้ เป็นเพียงแค่สิ่งที่สะท้อนให้เห็นว่า ทางการนั้นๆ มองเรื่องนี้อย่างไร และการกวาดล้างกลายเป็นเพียงสัญลักษณ์ทางการเมือง
ในขณะที่อาชญากรรมที่แท้จริงแทรกซึมลึกลงไปในระบบการเมืองและเศรษฐกิจของประเทศ ที่ทำให้การกำจัดยิ่งซับซ้อนและยุ่งยากมากขึ้นตามลำดับ
สิ่งที่เกิดขึ้นบ่งชี้ให้เห็นว่า รัฐบาลกัมพูชากำลังพยายามสร้างสมดุลให้เกิดขึ้นกับเรื่องนี้ หลังจากถูกเพื่อนบ้านในอาเซียนรวมถึงรัฐบาลต่างชาติ สถาบันระหว่างประเทศกดดันอย่างหนัก
ถึงขนาดได้ตระหนักว่า หากยังทำเฉยต่อไปจะพาลส่งผลเสียต่อชื่อเสียงและเกียรติภูมิของชาติ
เพราะไม่เพียงกลุ่มอาเซียนเท่านั้น ในปี 2025 สหประชาชาติยังได้ประกาศใช้อนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์
ซึ่งเน้นย้ำให้เห็นทัศนะของนานาประเทศต่ออาชญากรรมทำนองนี้หนักแน่นมากยิ่งขึ้น
หนึ่งปีที่ผ่านไป ยังไม่ปรากฏว่าการดำเนินการของทางการกัมพูชาจะล้มเหลวหรือประสบความสำเร็จแต่อย่างใด
นี่ไม่เพียงสะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างการประเมินผลสองรูปแบบที่ถูกนำมาใช้ตั้งแต่แรกเท่านั้น
แต่ยังแสดงให้เห็นว่า นานาชาติยังจำเป็นที่จะต้องรักษาและยืนยันเรียกร้องให้ทางการของประเทศต่างๆ ต้องเร่งแก้ปัญหาพื้นฐานทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมให้ลุล่วงให้ได้
เพื่อผลในการกำจัดอาชญากรรมสแกมเมอร์ในระยะยาวต่อไปนั่นเอง
