bg-single

ฐากูร บุนปาน | ทั้งโรคซ้ำกรรมซัดวิบัติเป็น – สะท้อนเศรษฐกิจไทย

04.11.2019

ทั้งโรคซ้ำกรรมซัดวิบัติเป็น

นี่ไม่ได้มาเล่นคำหรือต่อกลอนครับ

แต่มาสะท้อนเศรษฐกิจไทย

ข่าวร้ายล่าสุด ก็คือการที่รัฐบาลสหรัฐประกาศตัด GSP สำหรับอาหารทะเลไทยจำนวน 1.3 พันล้านเหรียญ หรือ 4 หมื่นล้านบาท

คิดเป็น 1 ใน 3 ของมูลค่าอาหารทะเลไทยที่ส่งไปขายในสหรัฐ

เหตุผลของรัฐบาลสหรัฐคือปัญหาเรื่องสิทธิมนุษยชนที่ยังไม่ถึงระดับมาตรฐาน

ข้อหานี้จะเป็นจริงหรือไม่เพียงใด

หรือจะเป็นข้ออ้างบังหน้าสำหรับการเจรจาต่อรองผลประโยชน์เรื่องอื่น

เป็นภาระหน้าที่ที่รัฐบาลต้องติดตาม สืบเสาะ และแก้ไขต่อไป

แต่ที่แน่ๆ คือถ้าแก้ไม่ได้หรือแก้ไม่ทันเวลา

การส่งออกของไทยที่ร่อแร่ระดับติดลบอยู่แล้ว จะยิ่งติดลบหนักยิ่งขึ้น

เศรษฐกิจที่ย่ำแย่อยู่แล้ว (ไอเอ็มเอฟลดเป้าการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยปีนี้จากร้อยละ 3 กว่าๆ เหลือร้อยละ 2.9)

ก็จะยิ่งทรุดหนักลงไปอีก

เท้าความไปถึงเรื่องอื่นอีกสักนิด เพื่อให้ได้ภาพเปรียบเทียบชัดขึ้น

ไม่กี่วันก่อน สิงคโปร์ซึ่งถูกจัดให้เป็นประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจอันดับหนึ่งของโลก

ประกาศลดค่าเงินดอลลาร์สิงคโปร์เทียบกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐลงมาประมาณร้อยละ 1.5

คือจากประมาณ 1.35 สิงคโปร์ดอลลาร์/1 ดอลลาร์สหรัฐ

มาเป็น 1.37 ดอลลาร์สิงคโปร์/1 ดอลลาร์สหรัฐ

และตลาดคาดว่าจะไหลลงไปอยู่ที่ระดับ 1.43 ดอลลาร์สิงคโปร์/1 ดอลลาร์สหรัฐในช่วงสิ้นปีนี้

นี่ประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันสูงสุดในโลกนะครับ

ยังต้องลดค่าเงินเพื่อประคองเศรษฐกิจ

หันมาดูประเทศที่ระดับความสามารถในการแข่งขันอยู่ที่อันดับ 40 ของโลกบ้าง

ค่าเงินบาทของประเทศนี้ ทำสถิติแข็งขึ้นมากที่สุดในรอบ 6 ปีเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ

และแข็งขึ้นเป็นอันดับ 2 ของเอเชีย

ล่าสุดเมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้วอยู่ที่ 30.16 บาท/1 ดอลลาร์สหรัฐ

และมีนายธนาคารใหญ่ในประเทศคาดการณ์ว่า บาทอาจจะแข็งทะลุ 30 บาท/1 ดอลลาร์สหรัฐในอีกไม่ช้าไม่นาน

การส่งออกและการท่องเที่ยวที่เป็นรายได้ประมาณร้อยละ 70 ของประเทศ ก็แห้งเหี่ยวลงสวนทางกับค่าเงินที่แข็งขึ้น

โดยที่ธนาคารชาติท่านก็ไม่ได้ทำอะไร (หรือทำแล้วชาวบ้านทั่วไปไม่รู้ เพราะไม่เคยเห็นผล)

รัฐบาลที่ควรจะเป็นคู่ผัวตัวเมียหรือลิ้นกับฟันกับธนาคารกลาง ก็ไม่ตึงตังโวยวาย

ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามยถากรรม

ที่ตายก็พ่อค้าแม่ขาย ตั้งแต่ใหญ่ไล่ลงมาถึงเล็ก

และชาวบ้านตาดำๆ

ล่าสุด แต่คงไม่สุดท้าย

สรรพสามิตท่านออกมาประกาศว่าจะไล่จับซุ้มยาดองทั่วประเทศ ที่น่าจะมีอยู่ประมาณ 4,000 ซุ้ม

ในนามของการกวดขันเรื่องสุขภาพและภาษี

ดูเผินๆ ก็เหมือนจะดี

แต่ถามว่าไม่มีมาตรการอื่นอีกแล้วหรือ

ทำไมจะยกระดับซุ้มยาดองให้ถูกสุขอนามัย และขึ้นทะเบียนให้เสียภาษีไม่ได้

จะเป็นการช่วยเพิ่มอาชีพ เพิ่มรายได้ของคนตัวเล็กตัวน้อยไหม

ดีกว่ากวาดคนจนให้ตกลงข้างทางของการทำมาหากินสุจริต

และเปิดซูเปอร์ไฮเวย์ให้กับเจ้าสัวไม่กี่รายหรือไม่

5-6 ปีที่ผ่านมา ไม่ได้ให้บทเรียนเลยหรือว่า การกวาดคนจนลงข้างถนนนั้น ส่งผลร้ายต่อเศรษฐกิจและปากท้องชาวบ้าน

มากกว่าเป็นผลดี

ตบท้ายจริงๆ

เมื่อไม่กี่วันก่อนเพิ่งมีรายงานสำรวจออกมาว่า

ร้อยละ 36 ของหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ไทย ถือครองโดยคน 500 คนเท่านั้น

นี่ไม่ใช่แค่ร้อยละ 1 ที่โลกชอบเปรียบเทียบกันแล้วครับ

แต่คิดเป็นแค่ร้อยละ 0.001 ของประชากรทั้งหมดในประเทศนี้

ถ้าตีคร่าวๆ ว่าตลาดหลักทรัพย์ไทยมีมูลค่าประมาณ 17 ล้านล้านบาท

ร้อยละ 0.001 ของคนในประเทศนี้ก็ถือครองทรัพย์สินเฉพาะที่เป็นหุ้นอยู่เกือบ 7 ล้านล้านบาท

คิดเป็นอัตราความเหลื่อมล้ำแล้ว ประเทศอื่นในโลกนี่ชิดซ้ายไปได้เลย

ประเทศที่เศรษฐกิจไม่โต

ส่วนที่โตก็ถูก”ขาใหญ่”กวาดไปจนเหลือแต่เศษอาหาร

มันจะอยู่กันยังไง??



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

เชลยศึกสงครามลาว (55) “Taking Chance”
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (200)
อ่าน สงครามชีวิต อ่าน กุหลาบ สายประดิษฐ์ อ่าน สังคมสยาม
ดินแดง ราชปรารภ หลักฐาน ของ NICK NOSTITZ ในดง กระสุน ความเร็วสูง ‘ทหาร’
เผ็ดร้อนแค่ไหน เมื่อ AI รีวิว ‘คน’
50 ปี 6 ตุลา (9) ชีวิตเปลี่ยน – ประเทศเปลี่ยน
E-DUANG | ภาพลักษณ์ การเมือง ไอซ์ รักชนก ณเบื้องหน้า เชิญชวน เงิน”บริจาค”
การเลือกตั้งกลางเทอมอเมริกัน | สุรชาติ บำรุงสุข
ภาวะผู้นำแบบพ่อมด Oz
520 วันบันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (27)
Songs in the Key of Life : แด่นายดำ นามสกุลเรย์
การปฏิวัติวัฒนธรรมจีน ภาพสะท้อน จากวรรณกรรมร่วมสมัย ‘กี่เพ้า’