bg-single

‘ผู้นำประเทศ’ ที่คนไทยใฝ่หา / ของดีมีอยู่ : ปราปต์ บุนปาน

26.06.2022

ของดีมีอยู่

ปราปต์ บุนปาน

 

‘ผู้นำประเทศ’ ที่คนไทยใฝ่หา

 

ด้านหนึ่ง สังคมไทย โดยเฉพาะคนเมืองหลวง กำลังตื่นเต้นกับ “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ในฐานะ “ผู้นำกรุงเทพฯ” ซึ่งมีภาพลักษณ์เป็นคนทำงานเก่ง สร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนได้ และปลุกเร้าให้เมืองกลับมามีชีวิตชีวาได้อย่างน่าทึ่ง

ในอีกด้านหนึ่ง สถานการณ์การเมืองระดับชาติ จากการอภิปรายไม่ไว้วางใจในเดือนกรกฎาคมสู่การเลือกตั้งใหญ่ ก็บ่งชี้ว่าพวกเรากำลังต้องการ “ผู้นำประเทศ” คนใหม่

พร้อมเงื่อนไขสองข้อใหญ่ นั่นคือ หนึ่ง ทุกฝ่ายเหลือเวลานับถอยหลังอีกไม่ถึงปี

สอง ไม่ว่าผู้นำประเทศคนปัจจุบันจะคิดอะไรอยู่ในใจ แต่หากพิจารณาท่าทีที่แสดงออกมาผ่านการปฏิบัติหน้าที่ ก็ดูเหมือนว่าเขาไม่มีความปรารถนา-ไร้เจตจำนง ที่จะทำงานต่อ

 

ถ้าความสำเร็จเบื้องต้นของ “ผู้ว่าฯ ชัชชาติ” พิสูจน์ว่า คนในสังคมไทยยุคปัจจุบันนั้นใฝ่หาผู้นำที่มุ่งทำงานทางความคิด-นำเสนอวิสัยทัศน์ของตนเอง รวมทั้งทำงานภาคปฏิบัติ ด้วยการเข้าพื้นที่พบปะประชาชนและสำรวจปัญหาต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ก่อนหน้าการเลือกตั้งประมาณสองปี

โจทย์นี้ก็คือ “โจทย์หิน” ของพรรคการเมืองต่างๆ ที่จะลงชิงชัยในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งหน้า

เพราะหมายความว่า ความคาดหวังของสาธารณชนที่ต้องการ “ผู้นำ” ซึ่ง “ทำงาน ทำงาน ทำงาน” ล่วงหน้ามายาวนานพอสมควร จะกลายเป็นอุปสรรคขัดขวางไม่ให้ปรากฏการณ์ประเภท “49 วันสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี” หรือปรากฏการณ์ “ฟ้ารักพ่อ” เกิดขึ้นและประสบความสำเร็จได้ง่ายดายนัก

เมื่อลงรายละเอียดไปที่พรรคการเมืองแต่ละพรรค แม้พรรคเพื่อไทยจะเป็นพรรคการเมืองที่ใหญ่สุด มีความเชี่ยวชาญเรื่องการลงสนามเลือกตั้งมากที่สุด และมีเจตจำนงที่จะเป็นรัฐบาลบริหารประเทศเด่นชัดสุด

แต่หากอ้างอิงกับความคาดหวังทางการเมืองของคนไทยยุคปัจจุบัน ดูเหมือนสิ่งสำคัญที่เพื่อไทยยังขาดอยู่หรือไม่กล้านำเสนอออกมาอย่างชัดๆ คือตัว “ผู้นำ” หรือ “แคนดิเดตผู้นำประเทศ” ของพรรค

 

ถ้าฟันธงแล้วว่า “แพทองธาร ชินวัตร” หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย คือบุคคลที่ต้องมารับภารกิจดังกล่าว โปรแกรมการทำงานในพื้นที่สาธารณะ พร้อมด้วยชุดนโยบาย-จุดขายใหม่ๆ คงต้องเริ่มถูกเน้นย้ำให้มีความต่อเนื่อง ถี่ยิบ หนักแน่นมากกว่านี้

(หรือถ้าตัวเลือกกลายเป็นคนอื่น บุคคลคนนั้นก็จะยิ่งเหลือเวลาทำงานน้อยจนน่าหวั่นใจ)

ในกรอบการพิจารณาเดียวกัน “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” หัวหน้าพรรคก้าวไกล คล้ายจะยึดกุมความได้เปรียบเอาไว้มากกว่า

เนื่องจากเขามีโอกาสได้แสดงบทบาทผู้นำทางการเมือง และแสดงวิสัยทัศน์ของตนเองอย่างสม่ำเสมอ ในเวทีสภาผู้แทนราษฎร

ปัญหาใหญ่ของก้าวไกล ก็คือ ทำอย่างไรพรรคและหัวหน้าพรรคจึงจะมีศักยภาพเป็นพรรคการเมืองและผู้นำการเมืองของทุกคนหรือคนส่วนใหญ่

การมุ่งมั่นต่อต้านเฟคนิวส์เรื่อง “ก้าวไกลเสนอยกเลิกบำนาญข้าราชการ” ก็วางพื้นฐานอยู่บนความท้าทายข้อนี้

นอกจากนั้น น่าสังเกตว่าร่างกฎหมายที่ก้าวไกลผลักดันจนผ่านวาระแรกของสภาได้สำเร็จ ไม่ว่าจะเป็น “สุราก้าวหน้า” และ “สมรสเท่าเทียม” ล้วนมีเนื้อหาที่รองรับสถาบันครอบครัว วิถีการผลิต และวิถีการบริโภคของ “ชนชั้นกลางใหม่” ด้วยความเชื่อที่ว่าประเทศไทยควรมี “ชนชั้นกลาง” เพิ่มมากขึ้น

แต่ก็น่าตั้งคำถามว่า “ผลงานโบแดงในทางนิติบัญญัติ” เหล่านี้ จะส่งอิทธิพลต่อการตัดสินใจทางการเมืองของโหวตเตอร์ส่วนใหญ่ในต่างจังหวัดมากน้อยแค่ไหน?

เวลาพรรคการเมืองอื่นๆ หาเสียงว่าพวกเขาให้ความสำคัญกับ “ปัญหาปากท้อง” หรือพวกเขา “พูดแล้วทำ” นั่นคือการสื่อสารไปยังกลุ่มประชากร ที่ “สารทางการเมือง” ของพรรคก้าวไกลส่งไปไม่ถึงใช่หรือไม่?

แล้วบรรดาผู้นำพรรคร่วมรัฐบาล ที่ต้องการเป็น “ผู้นำประเทศ” ในอนาคตล่ะ จะมีชะตากรรมอย่างไร ณ ห้วงเวลาของการนับถอยหลังเช่นนี้?

แม้ผู้นำพรรคร่วมฯ ทั้งหลาย จะมีโอกาสและเวลาได้ลงมือสร้างผลงาน แต่น่าเสียดาย ที่พวกเขาต้องทำงานในฐานะ “ผู้ใต้บังคับบัญชา” ของ “ผู้นำประเทศ” ที่นับวันจะยิ่งถูกประเมินว่า “ด้อยประสิทธิภาพ” และ “ไร้บารมี”

แม้การผลักดันนโยบายสาธารณะบางอย่างได้สำเร็จ อาจช่วยเพิ่ม/รักษาคะแนนของผู้นำพรรคร่วมรัฐบาลเหล่านี้เอาไว้ได้บ้างตามสมควร

ทว่า คำถามต่อเนื่องคือ การที่พรรคการเมืองประเภทนี้ มี ส.ส.เขต หรือนักการเมืองท้องถิ่นที่แข็งแกร่งจำนวนมากอยู่ในมือ จะถือเป็นการหนุนเสริมหรือกร่อนเซาะภาพลักษณ์ “ผู้นำประเทศ” ของหัวหน้าพรรคมากกว่ากัน?

เช่น เมื่อเร็วๆ นี้ “สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ” ส.ส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย เพิ่งให้สัมภาษณ์มติชนทีวีว่า นักการเมืองทุกคนในจังหวัดต่างๆ นั้นสามารถสร้างคะแนนนิยมในแง่ตัวบุคคลแบบเดียวกับ “ชัชชาติ” ได้

ปัญหามีอยู่ว่า ในโจทย์การเมืองระดับชาติที่ต้องหาคำตอบสุดท้ายเป็น “ผู้นำประเทศ” พรรคการเมืองอย่างภูมิใจไทย ต้องการ “ชัชชาติ” 50-80-100 คน หรือต้องทำให้ “รองนายกฯ อนุทิน” (เพียงแค่คนเดียว) ได้รับฉันทามติจากประชาชนในระดับเดียวกับ “ผู้ว่าฯ ชัชชาติ” กันแน่?

 

อีกประเด็นที่ไม่ควรมองข้ามก็คือ เวลาเราบอกว่า “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” เป็น “ผู้นำ” ในแบบที่ขาดหายไปนานจากสังคมไทย

คำกล่าวนี้หมายความว่าอย่างไร?

แน่นอน ในด้านหนึ่ง “ผู้ว่าฯ ชัชชาติ” อาจมีสถานะเป็นตัวแทนของกลุ่มพลังต่างๆ และเครือข่ายอำนาจอันหลากหลายในสังคม

แต่กระนั้น ตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้ว่าฯ กทม.คนนี้ก็ได้แสดงให้เห็นว่าเขาเป็นผู้นำที่มีความคิดเป็นของตนเอง ตัดสินใจอะไรได้เอง และลงมือทำงานได้ด้วยตัวเอง

องค์ประกอบข้างต้นช่วยหนุนส่งให้ “ชัชชาติ” กลายเป็นผู้ว่าฯ ที่มีกึ๋น

ถือเป็นเรื่องตลกร้ายที่ “ผู้นำ” ในลักษณะนี้ ได้สูญหายไปจากประเทศไทย นับแต่รัฐประหาร 2549 เป็นต้นมา

ไม่มีใครกล้าปฏิเสธว่า ตลอด 16 ปีที่ผ่านมา “นายกรัฐมนตรี” ไม่ว่าจะจากฝ่ายไหนและพรรคใด ล้วนมีภาพลักษณ์เป็น “ตัวแสดงแทน” ของเครือข่าย-คณะบุคคล กระทั่งเขา/เธอมิได้มี “อำนาจเต็ม” ในการตัดสินใจหรือการลงมือทำงานใดๆ

เช่นเดียวกับผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในช่วงสิบกว่าปีหลัง ที่ได้รับเลือกตั้งในฐานะ “ตัวแทนของขั้วขัดแย้งทางการเมือง” มิใช่ “ผู้นำ/ผู้บริหารเมือง” แถมหลังรัฐประหาร 2557 อำนาจนอกระบบยังสอดแทรกเข้ามาแต่งตั้งผู้ว่าฯ ทดแทนการเลือกตั้งของประชาชนเสียอย่างนั้น

ด้วยเหตุนี้ ยิ่ง “ชัชชาติ” สามารถปลุกกระแสให้ประชาชนต้องการเลือก “ผู้นำตัวจริง” ได้สำเร็จ

“ตัวเลือกผู้นำประเทศ” ในอนาคตอันใกล้ ก็จะยิ่งถูกตัดทอนให้เหลือน้อยลงไปอีก •



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

เชลยศึกสงครามลาว (55) “Taking Chance”
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (200)
อ่าน สงครามชีวิต อ่าน กุหลาบ สายประดิษฐ์ อ่าน สังคมสยาม
ดินแดง ราชปรารภ หลักฐาน ของ NICK NOSTITZ ในดง กระสุน ความเร็วสูง ‘ทหาร’
เผ็ดร้อนแค่ไหน เมื่อ AI รีวิว ‘คน’
50 ปี 6 ตุลา (9) ชีวิตเปลี่ยน – ประเทศเปลี่ยน
E-DUANG | ภาพลักษณ์ การเมือง ไอซ์ รักชนก ณเบื้องหน้า เชิญชวน เงิน”บริจาค”
การเลือกตั้งกลางเทอมอเมริกัน | สุรชาติ บำรุงสุข
ภาวะผู้นำแบบพ่อมด Oz
520 วันบันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (27)
Songs in the Key of Life : แด่นายดำ นามสกุลเรย์
การปฏิวัติวัฒนธรรมจีน ภาพสะท้อน จากวรรณกรรมร่วมสมัย ‘กี่เพ้า’