รบ.อินเตอร์จัดเวทีถกปราบสแกมเมอร์ เมินอินไซด์ ไม่หยิกเล็บให้เจ็บเนื้อ ตัดเกรด ‘รัฐบาลอนุทิน’ 2 เดือน 10 วัน
โล่เงิน
ปฏิเสธไม่ได้ว่าแม้รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล ชูปราบสแกมเมอร์เป็นวาระแห่งชาติ และประกาศทำสงครามปฏิบัติการเชิงรุกนั้น
แต่การทำงานแรกๆ โดนวิจารย์ยับว่า ทำงานตามกระแส มีแต่อีเวนต์ ไร้มาตรการเชิงรุกในการปราบปราม
จนต่อมาสถานการณ์โลกล้อมไทย บีบให้รัฐบาลต้องยกระดับแก้ปัญหาอย่างจริงจัง
เริ่มที่สหรัฐอเมริกาคว่ำบาตรผู้ที่เกี่ยวข้อง 146 เป้าหมายใน “องค์กรอาชกรรมข้ามชาติปรินซ์กรุ๊ป” (Prince Group Transnational Criminal Organization) ตั้งฐานอยู่ในกัมพูชา มีบริษัทกว่า 100 แห่ง ริบบิตคอยน์ 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์
เครือข่ายนี้นำโดย เฉิน จื้อ ชาวจีนวัย 38 ปี ที่สละสัญชาติจีน ถือสัญชาติกัมพูชา
เฉิน จื้อ สร้างอาณาจักรธุรกิจในกัมพูชาผ่านเครือข่ายปรินซ์กรุ๊ป และถูกกล่าวหาว่าฟอกเงินผิดกฎหมายโดยนำมาผ่านบริษัทต่างๆ
ถัดมารัฐบาลอังกฤษอายัดคฤหาสน์มูลค่า 520 ล้านบาท ในย่านนอร์ธลอนดอน ของเฉิน จื้อ และเครือข่าย
สิงคโปร์อายัดหลายพันล้านบาท เช่นเดียวกับไต้หวันทั้งอายัดและจับกุมผู้เกี่ยวข้อง
รวมทั้งเกาหลีใต้อายัด 2.1 พันล้านบาท และฮ่องกงอายัดทรัพย์สินทั้ง “ปรินซ์กรุ๊ป” และเฉิน จื้อ ไป 1.1 หมื่นล้านบาท
จนนำมาสู่การที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) มีมติยึดและอายัดทรัพย์ ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว อดีต ส.ส.สงขลา พรรคกล้าธรรม และผู้ที่เกี่ยวข้องกว่า 159 ล้านบาท
เนื่องจาก ปปง.ได้ตรวจสอบ วิเคราะห์รวบรวมหลักฐาน จนเชื่อได้ว่าทรัพย์สินดังกล่าวได้มาจากการจัดให้เล่นพนันออนไลน์
ต่อมา นายกฯ อนุทินนำแถลงผลงานสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปอส.ตร.) ร่วมกับ ปปง. เปิดยุทธการ “ถอนรากสแกมเมอร์ข้ามชาติ ยึดกว่า 10,000 ล้านบาท สะเทือนทั้งวงการ”
ประกอบด้วยเครือข่าย “ปรินซ์กรุ๊ป” และเฉิน จื้อ, ก๊ก อาน วุฒิสมาชิกคนสนิทสมเด็จฮุน เซน และเจ้าของอาณาจักรกาสิโนชื่อดังในกัมพูชา, ยิม เลียก นักธุรกิจชาวกัมพูชา ประธานเครือกลุ่มบริษัทบีไอซีกรุ๊ป และเบน สมิธ นักธุรกิจชาวแอฟริกาใต้ ที่ รังสิมันต์ โรม อดีต ส.ส.พรรคประชาชน เคยระบุว่ามีประวัติทำธุรกิจสแกมเมอร์รุ่นดั้งเดิมมาก่อน ปัจจุบันเป็นที่ปรึกษาสมเด็จฮุน เซน และมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับยิม เลียก
รายละเอียดดังนี้
1. คดีเฉิน จื้อ กับพวก ปรินซ์กรุ๊ป เกี่ยวข้องกับการฉ้อโกงออนไลน์ การค้ามนุษย์ และการฟอกเงินผ่านสกุลเงินดิจิทัล โดยมีฐานใหญ่อยู่ในกัมพูชา การฟอกเงินใช้วิธีเปลี่ยนสภาพระหว่างเงินตราในประเทศกับสินทรัพย์ดิจิทัล มีคำสั่งให้ยึดทรัพย์สิน มูลค่าประมาณ 373 ล้านบาท
2. คดีก๊ก อาน กับพวก เป็นองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติและฟอกเงินที่มีศูนย์ปฏิบัติการในกัมพูชา เช่น อาคาร 25 ชั้น, อาคาร 18 ชั้น, อาคาร Hiso และอาคาร Crown Casino ขบวนการนี้มีการใช้บัญชีม้าในการทำธุรกรรม และมีการรับโอนเงินผ่านบัญชีธนาคารเพื่อนำเงินที่ได้จากการกระทำความผิดมาซื้อทรัพย์สินในประเทศไทย มีคำสั่งให้ยึดและอายัดทรัพย์สิน ประมาณ 467 ล้านบาท
3. คดีแตงไทยฯ กับพวก เกี่ยวข้องกับกรณีการหลอกลวงผู้เสียหายโดยอ้างว่าผู้เสียหายต้องถูกตรวจสอบ และใช้อุบายหลอกให้โอนเงินเพื่อ “ยืนยันความบริสุทธิ์” เชื่อมโยงกับยิม เลียก ซึ่งเป็นบุคคลใกล้ชิดทายาทเครือข่ายผู้มีอิทธิพลในกัมพูชา ซึ่งเป็นเครือข่ายสแกมเมอร์
4. คดีเบน สมิธ กับพวก กรณีนี้เป็นพฤติการณ์กระทำความผิดเกี่ยวกับการฉ้อโกงประชาชน มีการโอนเงินไปมาระหว่างบริษัทต่างๆ ในประเทศและต่างประเทศ และใช้บริษัทในการถือครองทรัพย์สินแทนตนเอง คณะกรรมการธุรกรรมมีคำสั่งให้ยึดและอายัดทรัพย์สิน รวมมูลค่าประมาณ 9,279 ล้านบาท
ต่อมากระทรวงการต่างประเทศร่วมมือกับสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) จัดประชุมระหว่างประเทศว่าด้วยหุ้นส่วนระดับโลกเพื่อต่อต้านอาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต ระหว่างวันที่ 17-18 ธันวาคม ที่โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพมหานคร โดยมีผู้เข้าร่วม 338 คน จาก 58 ประเทศ สหภาพยุโรป 5 องค์การระหว่างประเทศ ภาคประชาสังคม และภาควิชาการ
ส่วนกัมพูชาไม่ได้ส่งตัวแทนเข้าร่วมประชุม ในจำนวนนี้มีผู้แทนระดับรัฐมนตรี 7 ประเทศ ได้แก่ รวันดา ไทย เมียนมา อินโดนีเซีย เวียดนาม อินเดีย และจีน ส่ง ‘หลิว จงอี้’ ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคงสาธารณะ มาร่วมด้วย
ก่อนหน้านั้น หลิว จงอี้ ฉายา “มือปราบตัวตึงแดนมังกร” ได้เข้าพบ บิ๊กก้อง พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร. ในฐานะรอง ผอ.ศปอส.ตร.
ไฮไลต์สำคัญ มีการเปิดห้องหารือ และโชว์เขี้ยวเล็บศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) โดยบิ๊กก้องนำเยี่ยมชม ให้เห็นศักยภาพเทคโนโลยี และความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ เช่น ธนาคาร, เครือข่ายโทรศัพท์, ผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต และแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ ในการปราบโจรไซเบอร์ของไทย
ปรากฏว่าสร้างความประทับใจให้คณะผู้แทนจีนอย่างมาก โดยเฉพาะผลงานชิ้นโบแดง จับกุม MR.YUANKE SONG ผู้ต้องหารายสำคัญของจีน
ก่อเหตุ “พยายามติดสินบนเจ้าพนักงาน (ฮั้วประมูล)” ก่อความเสียหายที่ประเทศจีนกว่า 270 ล้านบาท ขณะนี้ได้เพิกถอนวีซ่าแล้ว
ขณะนี้อยู่ระหว่างเตรียมส่งตัวกลับไปดำเนินคดีที่จีน
การจับกุมดังกล่าวเกิดจากการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน หลังจากที่บิ๊กก้องประชุมร่วมประชุมรัฐมนตรี 6 ชาติ ที่นครคุนหมิง มณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อ 14 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา
นอกจากนี้ ยังมีการแลกเปลี่ยนพิกัดแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยทางการจีนยืนยันว่าข้อมูลการสืบสวนของไทย ตรงกันกับฐานข้อมูลของจีน ซึ่งจะนำไปสู่การวางแผนทลายรังแก๊งคอลเซ็นเตอร์ร่วมกันในเร็วๆ นี้
สำหรับเวทีระหว่างประเทศ จัดที่โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัลนั้น มีการรับรองแถลงการณ์ร่วมกรุงเทพฯ (Bangkok Joint Statement) เพื่อต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ เป็นส่วนหนึ่งของหุ้นส่วนความร่วมมือระดับโลกนี้
อย่างไรก็ตาม มีเสียงสะท้อนจากนักการเมืองและคนในประเทศว่า รัฐบาลอนุทิน ที่มีอายุ 2 เดือน 10 วันนั้น ที่ผ่านมาได้แก้ปัญหาหลักที่เป็นเรื่องใกล้ตัวเอง
กรณี “คีย์แมน” เคยมีตำแหน่งในรัฐบาล โดนข้อครหาเกี่ยวข้องกับตัวการในอาณาจักรสแกมเมอร์กัมพูชาแล้วหรือยัง
ทั้งหมดประเมินได้ว่านายกฯ อนุทินและพรรคภูมิใจไทย มีความจริงจังและจริงใจแค่ไหนที่จะแก้ “วาระแห่งชาติ” นี้
