คอลัมน์ โล่เงิน
“สิ่งแรกที่เข้ามาในหัว ถ้ารับงานนี้ (โฆษกศาล) ตัวเองต้องยอมตายแทนองค์กรได้ พร้อมหรือยัง”
สุริยัณห์ หงษ์วิไล หรือวงการท่านเปา เรียกว่า “ท่านกุ้ง” ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลประจำสำนักประธานศาลฎีกา ย้อนความรู้สึกให้ฟังตอนได้แต่งตั้งเป็นโฆษกศาลยุติธรรมครั้งแรกเมื่อปี 2560
เหตุเพราะศาลยุติธรรมเป็นองค์กรที่ผู้บริหารมอบหมายให้ผู้ดำรงตำแหน่งโฆษก สื่อสารแทนองค์กรเป็นหลัก
อาจแตกต่างจากองค์กรอื่นที่ผู้บริหารอาจจะลงมาให้สัมภาษณ์เองบ้าง
ต้องพร้อมแบกรับแรงกระแทกที่อาจเกิดขึ้นจากภายนอก กรณีที่เขาไม่เข้าใจในคำพิพากษาหรือคำสั่งศาล จนเกิดการวิพากษ์วิจารณ์
ขณะเดียวกันก็ต้องพร้อมรับมือแรงกระแทกจากภายใน ถ้าบางกรณีที่เขาเห็นว่าโฆษกศาลยุติธรรมควรจะชี้แจงหรือให้ข้อมูลได้แล้ว
แต่กระะนั้นเมื่อการวิเคราะห์ของผู้บริหารที่รับผิดชอบร่วมกับทีมงานแล้ว คำตอบที่ได้อาจจะไม่ตรงกับความต้องการของคนภายในบางท่าน ก็ต้องแบกรับให้ได้
ปรากฏว่าตัวเองโอเคพร้อมรับสภาพนี้ได้ จึงทำหน้าที่เป็นโทรโข่งองค์กร
เริ่มตั้งสมัย ชีพ จุลมนต์ ประธานศาลฎีกาคนที่ 44 ต่อมา ไสลเกษ วัฒนพันธุ์ และเมทินี ชโลธร ประธานศาลฎีกาคนที่ 45, 46
นั่นแสดงว่า การทำหน้าที่ดังกล่าวได้รับการยอมรับ และได้รับความไว้วางใจในการนำเสนอข้อมูลศาลยุติธรรมไปสู่ประชาชนมีความถูกต้องแม่นยำ
และสามารถสร้างภาพลักษณ์ความเข้าใจขององค์กรศาลยุติธรรมไปสู่ประชาชนได้อย่างดี
ต่อมา อดิศักดิ์ ตันติวงศ์ ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานศาลฎีกาคนที่ 51
ได้แต่งตั้ง “ท่านกุ้ง” เป็นโฆษกศาลยุติธรรมเป็นสมัยที่ 2
สําหรับคำสั่งให้ สุริยัณห์ ปฏิบัติหน้าที่โฆษกศาลยุติธรรมนั้น
ระบุว่าเพื่อให้การดำเนินการให้ข่าวและบริการข่าวสารของศาลยุติธรรมเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
โดยมีอำนาจหน้าที่การให้ข่าวและบริการข่าวสารของศาลยุติธรรม
ดังนี้
1. ข่าวเกี่ยวกับการประชุมคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม (ก.บ.ศ.) คณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) และคณะกรรมการข้าราชการศาลยุติธรรม (ก.ศ.)
2. ข่าวเกี่ยวกับนโยบายของประธานศาลฎีกา
3. ข่าวที่ต้องแถลงข้อเท็จจริงในกรณีจำเป็นเร่งด่วน เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายแก่ศาลยุติธรรมและสำนักงานศาลยุติธรรม และสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ประชาชน
4. ข้อมูลและข่าวสารในลักษณะวิชาการ ซึ่งสมควรเผยแพร่แก่ประชาชน ตลอดจนข่าวเกี่ยวกับการปฏิบัติงานประจำหรือภารกิจที่ได้รับมอบหมาย โดยเป็นไปตามระเบียบคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรมว่าด้วยการให้ข่าวและบริการข่าวสารของศาลยุติธรรม พ.ศ.2545
เจ้าตัวเปิดใจว่า รู้สึกดีใจและหนักใจ แม้เคยผ่านงานนี้มาก่อน
เนื่องจากต้องแบกรับความคาดหวังทั้งภายนอกและภายในศาลยุติธรรม
แต่ดีใจที่ผู้บริหารมั่นใจจากผลงานการทำงานที่ผ่านมา จึงให้โอกาสกลับมาดำรงตำแหน่งอีกครั้ง
“สมัยแรกผมทำความคุ้นเคยกับสื่อมวลชนที่รายงานข่าวศาลยุติธรรมพอสมควร แม้จะพ้นตำแหน่งไปแต่ก็ยังติดต่อกับกลุ่มสื่อมวลชนอยู่เสมอ”
การรับตำแหน่งครั้งที่ 2 แม้จะมีรายละเอียดงานมากกว่าช่วงแรก แต่พอคุ้นชินกับกระบวนการทำงานแล้ว
บวกกับมีทีมผู้บริหารและทีมงานที่เก่งคอยสนับสนุน การทำหน้าที่โฆษกศาลยุติธรรมในครั้งที่ 2 เลยง่ายขึ้น
โฆษกศาลยังเล่าเพิ่มเติมว่า ก่อนสอบเข้ามาเป็นผู้พิพากษาได้มีโอกาสเป็นที่ปรึกษาโครงการประกวดการพูดจึงได้ทำงานกับบริษัทเอเยนซี่โฆษณาแห่งหนึ่ง
ช่วงที่สอบเข้าเป็นผู้พิพากษาไม่นึกว่าทักษะด้านการพูดจะต้องใช้อีกแล้ว ต้องไปฟื้นความรู้ส่วนนี้
รวมทั้งสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปพอสมควรจนต้องเรียนรู้และทำความเข้าใจกับกระบวนการสื่อสารขององค์กรอย่างศาลยุติธรรมใหม่
โชคดีผู้บริหารเข้าใจและเห็นความตั้งใจในการทำงาน พี่ๆ น้องๆ ในศาลยุติธรรมก็ให้กำลังใจมาตลอดจนได้รับตำแหน่งอีกครั้งในปี 2568
สําหรับจุดหักของชีวิตเข้าสู่อาชีพข้าราชการฝ่ายตุลาการ
“ท่านกุ้ง” เล่าว่า เคยเป็นหนึ่งในผู้เข้าแข่งขันรายการ โต้คารมมัธยมศึกษา ขณะศึกษาชั้น ม. 6 โรงเรียนสตรีวิทยา 2 โดยมีกรรณิกา ธรรมเกษร เป็นผู้จัดการแข่งขัน
ตัวเองไม่รู้ตัวว่าโรงเรียนจะส่งให้เข้าร่วมแข่งขัน เพราะยังไม่รู้จักการโต้วาทีที่ถูกต้องเป็นอย่างไร การเตรียมประเด็นเป็นการจินตนาการของตัวเองที่ดูจากรายการต่างๆ
หลังจากที่แข่งขัน รอบแรกๆ ก็ยังเอาชนะคู่แข่งได้ แต่พอรอบ 16 ทีมสุดท้ายเริ่มแพ้จนได้รู้ว่าการโต้วาทีที่ถูกต้องเป็นอย่างไร
แต่หลังจากนั้นยังได้รับการติดต่อจากทีมงานให้ไปทำเทปพิเศษระหว่างโรงเรียนสตรีวิทยา 2 กับโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ที่นำนักโต้วาทีจากทีมที่แพ้เข้ามาแข่งขันกัน
นอกจากชอบในเรื่องศิลปะการพูดแล้ว ยังชอบการเมืองมากๆ รวมถึงได้ดูการอภิปรายไม่ไว้วางใจของ ส.ส.ในสภาผู้แทนราษฎร
สุดท้ายจึงเลือกเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
จุดเปลี่ยนชีวิตมาอยู่ตรงที่ได้คำตอบภายหลังว่าไม่เหมาะที่จะไปเส้นทางสายการเมือง จึงกลับมาทบทวนตัวเองว่าเหมาะกับงานด้านใด
อีกทั้งรู้สึกอิ่มตัวกับงานด้านบรรยายและการพูด
จึงตกผลึกภายหลังว่าอยากทำงานที่ช่วยสังคม และลึกๆ ไม่ชอบการแข่งขันในการทำงานมากเกินไป จนอ่านหนังสือและสอบเนติบัณฑิตจนได้เป็นผู้พิพากษา
และไต่ขึ้นมาเรื่อยๆ โดยเริ่มจากการทำงานที่ศาลจังหวัดเดชอุดมเป็นที่แรก
แล้วไปศึกษาต่อปริญญาโทนิติศาสตรมหาบัณทิต มหาวิทยาลัยนอตติ้งแฮม สหราชอาณาจักร จนจบกลับมาทำงานต่อ
ผู้ใหญ่ในขณะนั้นเห็นควรจะเข้ามาช่วยงานบริหารส่วนกลางและเริ่มที่สำนักประธานศาลฎีกาโดยติดตามประธานศาลฎีกา รวมถึงติดตามการขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ อยู่ 1 ปี
หลังจากประธานศาลฎีกาในสมัยนั้นพ้นวาระ เลขาธิการศาลยุติธรรมจึงชวนเข้ามาทำงานในส่วนกลาง ประกอบกับเคยมีประสบการณ์ในการเป็นนักโต้วาทีจึงได้ดูแลกองสารนิเทศและประชาสัมพันธ์
นอกจากปฏิบัติภารกิจในโครงการต่างๆ ของสำนักงานศาลยุติธรรม สุริยัณห์ยังเป็นประธานคณะทำงานอีกหลายโครงการ ที่โดดเด่นคือ ‘ต้นกล้าตุลาการ’ และ ‘เยาวชนไทยหัวใจเดียวกัน’
‘ต้นกล้าตุลาการ’ จุดคิดคือเยาวชนมัธยมปลายเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ กำลังเลือกเส้นทางตัวเองจะเรียนด้านไหน คณะนิติศาสตร์เป็นหนึ่งในตัวเลือก
แต่ปัญหายังไม่รู้ว่าถ้าเรียนจบจะต้องเจออะไรบ้าง ค่ายต้นกล้าตุลาการจึงให้คำตอบที่จะก้าวไปนั้นใช่ตัวเองหรือเปล่า
ส่วน ‘เยาวชนไทยหัวใจเดียวกัน’ เกิดจากแนวคิดผู้บริหาร อยากทำประโยชน์ให้เยาวชน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เน้นเรื่องสิทธิเสรีภาพเป็นเกราะป้องกันตัวเองให้เยาวชน
ขณะเดียวกันก็จะเสริมประสบการณ์ให้สัมผัสสถานที่ต่างๆ เช่น ศาลฎีกา ทำเนียบรัฐบาล หรือการพิจารณาคดีในศาลว่ามีรูปแบบอย่างไร รวมทั้งเน้นความจริงใจที่มีต่อกัน
ทั้งสองโครงการถือว่าได้รับผลตอบรับจากเยาวชนเป็นอย่างดี
