กาแฟดำ | สุทธิชัย หยุ่น
ผมนั่งเพ่งแผนที่โลกวันก่อนเพื่อจะมองหา “จุดปะทุ” หรือ flashpoints ที่จะทำให้สงครามระเบิดขึ้นหรือลากยาวในปี 2026 แล้วก็เกิดอาการหวั่นไหวอย่างไม่น่าเชื่อ
ขนาดผมเอามือปิดไม่ดูตรงชายแดนไทย-กัมพูชาเพื่อไม่ให้เกิดความตื่นตระหนกให้กับตัวเองแล้ว มองโลกในปีใหม่นี้ก็ยังน่ากังวลอย่างยิ่ง
หากจะสรุปเป็นพาดหัวย่อสถานการณ์ที่มองเห็นสำหรับปีใหม่มันก็คือ
“โลกไม่ได้จะระเบิดพร้อมกัน แต่ไฟลุกอยู่แทบทุกมุมโลก”
ปี 2026 โลกอาจจะยังไม่ได้เข้าสู่สงครามโลก แต่ที่แน่ๆ คืออยู่ในภาวะที่ห่างจากคำว่า “สันติ” ไกลโข
ถ้ามีใครถามว่า ปี 2026 โลกจะมีสงครามโลกไหม คำตอบที่ตรงไปตรงมาที่สุดคือ
“ยังไม่ใช่สงครามโลกแบบรถถังถล่มกันทั่วทุกทวีป แต่ก็ไม่ใช่โลกที่สงบสุขอย่างที่เราอยากให้เป็น”
ความขัดแย้งที่ใช้กำลังในปีใหม่นี้ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น
เพราะมันคือสงครามที่ยิงกันจริง ฆ่ากันจริง โหดร้ายแบบที่ในหลายกรณีเกินกว่าขีดที่มนุษย์พึงจะรับได้
แต่มันก็เกิดเพราะความบาดหมางมันลึก และผลประโยชน์ในมิติต่างๆ ไม่ยอมให้สันติภาพเกิดขึ้นได้จริง
แม้จะยังไม่เกิดสงครามระดับโลก แต่ก็จะมีการปะทะกันเป็นช่วงๆ
มันเป็นโลกของโดรนราคาถูกที่ฆ่าคนอย่างไร้ความสำนึกของมันเอง
มันคือโลกของผู้นำที่ไม่อยากแพ้ แต่ก็ไม่แน่ใจว่าจะสามารถเอาชนะได้
อาจจะยอมแพ้เล็กๆ น้อยๆ แต่กลัวว่าความเสี่ยง “แพ้ยับ” มีสูงลิ่ว
ภาพรวมจึงเหมือนแผนที่ที่มีไฟลุกอยู่หลายจุด
บางจุดไฟแรงอยู่แล้ว บางจุดยังเป็นแค่ควัน แต่ถ้ามีลมแรงขึ้นมาเมื่อไร ไฟเล็กก็อาจลุกพึ่บได้ทันที
ผมจ้องไปจุดต่างๆ บนแผนที่เพื่อจะแยกแยะว่าจุดไหนของโลกยิงกันจริง
จุดไหนยังไม่ยิง แต่เสี่ยงจะตะลุมบอนได้ตลอดเวลา
และจุดไหนอาจไม่รบ เพราะต้นทุนมันแพงเกินไป
แล้วตั้งคำถามใหญ่ที่ทุกคนอยากได้คำตอบ
ระหว่างสงครามยูเครน
กับความตึงเครียดไต้หวัน-ทะเลจีนใต้
อะไรมีโอกาสปะทุแรงกว่ากันในปี 2026?
1. ยูเครน – สงครามที่ยังไม่จบ และยังไม่มีใครกล้ายอมแพ้
ถ้าจะจัดอันดับ “สงครามที่ร้อนแรงที่สุดของโลก” ในปี 2026 ยูเครนยังคงครองแชมป์แบบไม่มีคู่แข่ง
ไม่ใช่เพราะมันใหม่ ไม่ใช่เพราะมันน่าตื่นเต้น แต่เพราะมัน ยังยิงกันจริงทุกวัน และยังไม่มีใครเห็นทางลง
ทำไมยูเครนถึงยังไม่จบ?
คำตอบสั้นๆ คือ ไม่มีใครชนะง่าย และไม่มีใครยอมแพ้ง่าย
ยูเครนแพ้ไม่ได้ เพราะนั่นคือการยอมเสียประเทศ
รัสเซียถอยไม่ได้ เพราะนั่นคือการยอมรับว่าตัดสินใจผิด ซึ่งเท่ากับเป็นลงทุนผิด
โลกตะวันตกหยุดช่วยไม่ได้ เพราะกลัวโดมิโนทางความมั่นคง
ผลลัพธ์คือสงครามที่ไม่เร่ง ไม่จบ แต่กินทรัพยากรคนและเงินอย่างต่อเนื่อง
อะไรจะทำให้ยูเครนร้อนขึ้นในปี 2026?
นักการทหารก็จะบอกว่าต้องมีอาวุธใหม่ที่ยิงไกลขึ้น แม่นขึ้น และทำลายโครงสร้างสำคัญได้มากขึ้น
เสริมด้วยการโจมตีลึกเข้าไปในดินแดนรัสเซียจนอีกฝ่าย “ต้องเอาคืน”
แต่อีกมิติหนึ่งที่ทำให้สงครามจบยากเพราะการเมืองภายในของทั้งสองประเทศที่ผู้นำจำเป็นต้องแสดงความแข็งกร้าว
แล้วอะไรจะทำให้มันเย็นลง?
เปิดอกพูดกันก็คือหากมันจะคลี่คลายลงก็ไม่ใช่เพราะรักสันติอย่างที่กล่าวอ้างกันในการแถลงข่าวทางการ แต่เพราะต่างฝ่ายต่างลุ้นว่าอีกฝ่ายหนึ่งจะยอมก่อน
มันเป็น “ความเหนื่อย” ที่สัมผัสได้อย่างปราศจากความสงสัย
มันคือเหนื่อยเงิน
เหนื่อยคน
เหนื่อยต่อมโนธรรมที่คอยถามว่า “จะรบกันไปทำไม? แล้วจะรบกันอีกนานเท่าไร?”
ผมมองว่าปี 2026 มีโอกาสเห็น “แนวหยุดยิงแบบไม่เป็นทางการ” มากกว่าสนธิสัญญาสันติภาพสวยๆ
ยูเครนจึงเป็นสงครามที่ร้อนจริงและคาดเดาได้ยากมากขึ้นทุกที
2. ตะวันออกกลาง – ไฟหลายกอง ที่พร้อมลามเข้าหากัน
ตะวันออกกลางไม่เคยขาดข่าวร้าย และปี 2026 ก็ไม่น่าจะต่าง
อิสราเอล-ปาเลสไตน์ : สงครามที่ไม่เคยหายไปไหน
ความขัดแย้งนี้เหมือนภูเขาไฟที่ไม่เคยดับ มีแต่สงบชั่วคราว
ปีไหนการเมืองภายในร้อน ไฟก็แรง
ปีไหนมีเหตุรุนแรงกับพลเรือน ไฟก็ปะทุ
ในปี 2026 โอกาสเป็นสงครามเต็มรูปแบบยาวๆ อาจไม่สูง แต่การปะทุเป็นช่วงๆ จะยังเกิดขึ้น
อิหร่าน-อิสราเอล : ไม่อยากรบตรง แต่ก็ไม่ยอมถอย
นี่คือสงครามแบบ “ไม่ประกาศ แต่ทุกคนรู้ว่าเล่นกันแรง”
ใช้ตัวแทน
ใช้การลอบโจมตี
ใช้ไซเบอร์และข่าวกรอง
อันตรายที่สุดไม่ใช่การตั้งใจรบ แต่คือ การคำนวณพลาดเพียงครั้งเดียว
3 แอฟริกา – สงครามที่โลกไม่ค่อยให้ความสนใจ แต่คนตายจริง
ถ้าสงครามมีเรตติ้ง แอฟริกาคงไม่ได้ขึ้นหน้าแรก แต่ถ้าวัดด้วยจำนวนคนเดือดร้อน แอฟริกาคือโศกนาฏกรรมเงียบ
ซูดานคือประเทศที่แตกออกเป็นสนามรบ
ปีใหม่นี้ ซูดานยังมีแนวโน้มเป็นหนึ่งในวิกฤตมนุษยธรรมรุนแรงที่สุดของโลก
ไม่มีฝ่ายไหนชนะเร็ว
ไม่มีฝ่ายไหนคุมประเทศได้จริง
พลเรือนติดอยู่ตรงกลาง
สงครามแบบนี้ไม่จบด้วยชัยชนะ แต่จบด้วยความอ่อนล้า
4. เอเชียใต้ – อินเดียกับปากีสถาน ไฟเก่าที่ไม่เคยมอด
สองประเทศนี้ไม่อยากรบใหญ่ เพราะรู้ว่าจบไม่สวย
แต่ก็พร้อมปะทะเล็กๆ เพื่อรักษาศักดิ์ศรี
ปี 2026 โอกาสสงครามเต็มรูปแบบต่ำ แต่เหตุปะทะเฉพาะจุดยังมีให้ลุ้นเสมอ
5. ใกล้บ้านเราที่สุดคือเอเชียตะวันออก – ไต้หวันและทะเลจีนใต้ จุดเสี่ยงที่สุดของโลก
ถ้าจะเลือกจุดเดียวที่นักวิเคราะห์ทั่วโลก “กลั้นหายใจ” มากที่สุด คำตอบคือเอเชียตะวันออก
ไต้หวัน : ยังไม่ยิง แต่เดิมพันสูงสุด
ไต้หวันคือความขัดแย้งที่ยังไม่เกิด แต่ถ้าเกิด จะกระทบทั้งโลกทันที
อะไรอาจจุดไฟติดได้?
การเคลื่อนไหวเชิงสัญลักษณ์เรื่องเอกราช
อุบัติเหตุทางทหารที่ไม่มีใครยอมขอโทษ
ล่าสุด สหรัฐส่งอาวุธมูลค่าเกือบ 4 แสนล้านบาทให้ไต้หวัน ล้วนเป็นอาวุธชุดที่เตรียมตั้งรับจีนแผ่นดินใหญ่ยกพลขึ้นบกแบบปฏิบัติการ D-Day ของสงครามโลกครั้งที่สอง
ถามว่ามีปัจจัยอะไรช่วยเบรกไหม?
ต้นทุนทางเศรษฐกิจที่สูงมหาศาล
ความไม่แน่นอนว่าชนะจริงหรือไม่
แต่ท้ายสุดอยู่ที่ “สี จิ้นผิง” จะตัดสินใจเดินหน้าแบบ “บ้าก็บ้าวะ” หรือเปล่า
ทะเลจีนใต้ : ไม่ใช่สงครามใหญ่ แต่เสี่ยงบานปลาย
เรือชนกัน คำพูดแรงขึ้น ธงชาติถูกยกสูงขึ้น – สิ่งเล็กๆ เหล่านี้อาจลุกลามได้
ถ้าถามว่ายูเครน vs ไต้หวัน ใครร้อนกว่า ใครอันตรายกว่า?
ถ้าต้องตอบแบบไม่อ้อมค้อม
ยูเครน ร้อนกว่าในแง่ “ยิงกันจริง”
ไต้หวัน อันตรายกว่าในแง่ “ถ้าเกิด จะเปลี่ยนโลก”
ยูเครนคือไฟที่ลุกอยู่แล้ว ไต้หวันคือแก๊สที่ยังไม่จุด
ปีใหม่นี้ โลกจึงน่าจะเห็นยูเครนรบต่อไป แต่ทุกฝ่ายจะพยายามอย่างหนักไม่ให้ไต้หวันลุกเป็นไฟ
จึงต้องย่อยคำถามให้เหลือว่าโลกปี 2026 เราต้องอยู่กับสงครามแบบไหน?
โลกไม่ได้กำลังจะระเบิดพร้อมกัน
แต่กำลังอยู่ในยุคที่สงครามกลายเป็น “สภาพแวดล้อม” มากกว่า “เหตุการณ์พิเศษ”
คำถามสำคัญไม่ใช่แค่ว่า
จะมีสงครามที่ไหน?
แต่คือโลกจะอยู่กับความขัดแย้งถาวรเหล่านี้อย่างไร โดยไม่ปล่อยให้มันลามจนควบคุมไม่ได้
และนี่คือโจทย์ใหญ่ของปี 2026 ที่ไม่มีประเทศไหนหลบพ้นได้
(อุตส่าห์ไม่กล่าวถึงไทย-กัมพูชาให้ซับซ้อนซ่อนเงื่อนให้ต้องปวดหัวหนักกว่าที่เห็นอยู่รอบโลกแล้ว…)
