กาแฟดำ | สุทธิชัย หยุ่น
สื่อที่จัดดีเบตเลือกตั้งครั้งนี้ต่างบ่นหลังเวทีว่าคำถามและคำตอบที่ผ่านมายังไม่ตอบโจทย์ที่ประชาชนเรียกร้องต้องการ
คำถามเดิมๆ ก็ได้รับคำตอบเดิมๆ
กว้างๆ ลอยๆ แบบไม่ผูกมัดตัวเอง
พอเจาะถามลึกเข้าจริงๆ ก็จะเจอกับคำตอบที่คลุมเครือและบ่ายเบี่ยง
แต่ทุกคนตระหนักว่าเรากำลังเลือก ส.ส. เพื่อไปเลือกนายกรัฐมนตรีในวันที่ประเทศกำลัง “ซึมลึก”
ก่อนจะถามว่า
“ใครเหมาะจะเป็นนายกรัฐมนตรี”
เราควรถามให้ดังพอๆ กันว่า
“เวทีดีเบตต้องสะท้อนอะไรที่จะทำให้คนที่ยังลังเลได้ตัดสินใจ (ตามโพลหลายสำนักมีสูงถึง 30-40%)?”
ในความเป็นจริง ต่อให้มีแคนดิเดตเก่งแค่ไหน
ถ้าคำถามบนเวทียังเป็นคำถามที่ใครตอบก็ได้
ตอบอย่างไรก็ดูดี
ตอบผิดก็ไม่ต้องรับผิดชอบ
การเลือกตั้งก็จะยังเป็นเพียงพิธีกรรมทางประชาธิปไตย
ไม่ใช่กระบวนการคัดกรองผู้นำประเทศ
หลายคนที่ผมคุยด้วยเสนอว่าดีเบตที่ควรถาม ต้องเจาะจน “หนีไม่ได้”
เวทีดีเบตในประเทศที่กำลังเผชิญวิกฤตเชิงโครงสร้าง
ไม่ควรถามคำถามสวยๆ
ไม่ควรถามคำถามปลอดภัย
และไม่ควรถามคำถามที่เปิดโอกาสให้เลี่ยง
คำถามที่ควรถามแคนดิเดตนายกฯ ควรเจาะให้ถึง 3 ชั้น
หนึ่ง – เงินมาจากไหน
สอง – ใครต้องเสียประโยชน์
สาม – ถ้าพัง ใครรับผิดชอบ
เช่น นโยบายแจกเงินของท่าน ใช้งบประมาณรวมเท่าไรใน 4 ปี?
เงินมาจากการกู้ การเก็บภาษี หรือการตัดงบประมาณ?
ถ้ารายได้รัฐไม่เข้าเป้า จะตัดอะไรทิ้ง?
กลุ่มใดจะเสียประโยชน์จากนโยบายของท่าน?
ท่านพร้อมชนกับกลุ่มนั้นจริงหรือไม่?
และคำถามที่ควรถามที่สุดคือ
“มีนโยบายอะไรบ้างที่ท่านจะไม่ทำ แม้จะช่วยให้ชนะเลือกตั้งง่ายขึ้น?”
เพราะผู้นำประเทศ
ไม่ใช่คนที่สัญญาว่าจะให้ทุกอย่าง
แต่คือคนที่กล้าบอกว่า
บางอย่างให้ไม่ได้ และไม่ควรให้
การไม่ขึ้นเวทีดีเบต คือคำตอบทางการเมืองอย่างหนึ่ง
ทุกการเลือกตั้งจะมีแคนดิเดตบางคนเลือก “ไม่ดีเบต”
เหตุผลอาจฟังดูดี
แต่ในทางการเมือง การไม่ขึ้นเวทีคือการส่งสัญญาณ
สัญญาณว่าไม่พร้อมถูกตรวจสอบ
ไม่ต้องการถูกเปรียบเทียบ
หรือเชื่อว่าคะแนนนิยมสำคัญกว่าความโปร่งใส
ประชาชนควรถามกลับอย่างตรงไปตรงมาว่า
ถ้ายังไม่กล้าตอบคำถามบนเวที
แล้วจะกล้าตัดสินใจแทนประเทศได้อย่างไร
เพราะประเทศไม่ได้ป่วยชั่วคราว แต่ป่วยเรื้อรัง
เหตุผลที่คำถามบนเวทีดีเบตต้อง “โหดขึ้น”
เพราะประเทศไทยวันนี้ไม่ใช่คนไข้ที่เป็นไข้เล็กน้อย
เราเป็นคนไข้เรื้อรัง
ที่อาการทรุดลงอย่างช้าๆ แต่ต่อเนื่อง
เศรษฐกิจไทยในปี 2569
ไม่ใช่แค่ “โตช้า”
แต่กำลังเข้าสู่ภาวะที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า ซึมลึก (Deep Stagnation)
เครื่องยนต์หลักทุกตัวอ่อนแรงพร้อมกัน
ส่งออกถูกกระแทกจากกำแพงภาษีทรัมป์
ท่องเที่ยวฟื้นตัวเชิงปริมาณ แต่รายได้ต่อหัวลดลง
การใช้จ่ายรัฐติดเพดานหนี้และขาดดุลเรื้อรัง
ในสถานการณ์แบบนี้
คำถามบนเวทีดีเบตที่ถามว่า
“ท่านจะทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นอย่างไร”
จึงเป็นคำถามที่ไม่พออีกต่อไป
ประชานิยม Quick Win : ยาแก้ปวดที่กินจนลืมว่าเป็นมะเร็ง
เมื่อฟังนโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองส่วนใหญ่
สิ่งที่เห็นชัดคือ
การแข่งกันแจก
แจกเงิน
พักหนี้
ลดค่าใช้จ่าย
อุดหนุนทุกกลุ่ม
ทั้งหมดอาจช่วยบรรเทาอาการในระยะสั้น
แต่แทบไม่มีพรรคไหนตอบคำถามว่า
หลังแจกแล้ว โครงสร้างเศรษฐกิจเปลี่ยนตรงไหน?
ผลิตภาพแรงงานดีขึ้นอย่างไร?
ความสามารถแข่งขันเพิ่มขึ้นหรือไม่?
ประชานิยมแบบ Quick Win
ได้คะแนนเร็ว
เห็นผลในไตรมาสเดียว
แต่ทิ้งภาระระยะยาวไว้ให้ประเทศ
และที่อันตรายกว่านั้น
คือประชานิยมที่ทำลายบรรทัดฐานการคลัง
เช่น แนวคิด “เป็นหนี้แสน จ่ายหมื่นแล้วจบ”
ดร.สมชัย จิตสุชน แห่ง TDRI เตือนตรงไปตรงมาว่า
นี่คือประชานิยมที่อันตรายมาก
และไม่ควรทำเด็ดขาด
พรรคการเมืองพูดเก่งเรื่องแจก แต่เงียบเรื่องปฏิรูป
ลองฟังเวทีหาเสียงให้ดี
จะพบความเงียบที่น่ากลัว
ไม่มีใครอยากพูดเรื่องปฏิรูปภาษี
ลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น
ปฏิรูประบบราชการ
ยกเลิกกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค
Reskill แรงงานอย่างจริงจัง ขอย้ำว่า “อย่างจริงจัง”
เพราะการปฏิรูปโครงสร้าง
ไม่ใช่นโยบายที่ได้เสียงปรบมือทันที
และอาจไม่เห็นผลในวาระแรกด้วยซ้ำ
แต่ทั้งหมดนี้คือ
สิ่งที่ประเทศต้องการ ไม่ใช่สิ่งที่นักการเมืองอยากขาย
ไทยแพ้เวียดนาม เพราะไม่กล้าปฏิรูป
ประโยคของ ดร.สมชัย ที่สะเทือนใจที่สุดคือ
“เราเริ่มเข้าขั้นเทียบเวียดนามไม่ได้แล้ว ต่อให้เทียบไปกี่ปีก็สู้เขาไม่ได้ เพราะเขาปฏิรูปภาครัฐอย่างเด็ดขาด แต่ของเรานี่ไม่กล้าเลย”
นี่ไม่ใช่เรื่องการเมืองเชิงอุดมการณ์
แต่คือเรื่อง สมรรถนะของรัฐ
เวียดนามกล้าปรับระบบราชการ
กล้าตัดขั้นตอน
กล้าลงโทษ
กล้าให้รางวัลตามผลงาน
ขณะที่ไทยยังติดกับดักระบบราชการอุ้ยอ้าย
นโยบายดีแค่ไหนก็ไปไม่ถึงหน้างาน
คำถามที่เวทีดีเบตควรถามคือ
ท่านจะปฏิรูประบบราชการอย่างไร โดยไม่กลัวแรงต้าน?
การเมืองระบบ “บ้านใหญ่” : ต้นตอรัฐคุณภาพต่ำ
อีกปัญหาเชิงโครงสร้างที่ไม่ค่อยถูกถามบนเวทีดีเบตคือ
การเมืองระบบ “บ้านใหญ่”
ชนะเลือกตั้งคือการเอาเก้าอี้ ส.ส. ไปต่อรอง
ขอ “โควต้ารัฐมนตรี”
ตามมาด้วยการได้ ครม. ที่คัดจากโควต้า ไม่ใช่ความสามารถ
นี่คือเหตุผลที่ประเทศไทยได้รัฐบาลคุณภาพต่ำซ้ำแล้วซ้ำเล่า และไม่มีใครกล้าปฏิรูประบบราชการอย่างจริงจัง
คำถามคือแคนดิเดตนายกฯ กล้าพูดหรือไม่ว่า จะไม่รับระบบโควต้าแบบนี้อีก
กกต.ต้องเลิกเป็น “บุรุษไปรษณีย์”
อีกคำถามที่ควรถามในดีเบตคือ
ใครตรวจสอบนโยบายพรรคการเมือง?
ดร.สมชัยเสนอชัดเจนว่า
กกต.ต้องยกระดับบทบาท
จากผู้รับเอกสาร มาเป็นผู้วิเคราะห์ตัวเลขร่วมกับนักวิชาการ
ถ้านโยบายหาเสียงทำไม่ได้จริง
ต้องกล้าบอกประชาชน
ครั้งนี้ กกต.ออกกติกาควบคุมประชานิยมเข้มขึ้น
กกต.จะเอาจริงแค่ไหนไม่รู้…แต่ประชาชนเอาจริงแล้ว
ภายใต้หลักเกณฑ์และวิธีการตรวจสอบนโยบายที่ต้องใช้จ่ายเงินของพรรคการเมือง พ.ศ.2568 กกต.ให้พรรคการเมืองที่เสนอนโยบายหาเสียงซึ่งต้องใช้เงินงบประมาณของรัฐ ต้องจัดทำรายละเอียดรายงานต่อ กกต.ล่วงหน้าก่อนวันเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 20 วัน
โดยต้องระบุอย่างชัดเจนอย่างน้อย 4 ประเด็นสำคัญ
วงเงินที่จะใช้ในการดำเนินนโยบาย
แหล่งที่มาของเงินหรือวิธีจัดหาเงิน
ความคุ้มค่าและประโยชน์ที่จะเกิดขึ้น
ผลกระทบและความเสี่ยงจากการดำเนินนโยบาย
ไม่แต่เท่านั้น กกต.มีอำนาจแต่งตั้งคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินการคลัง นโยบายสาธารณะ และเศรษฐกิจมหภาค เพื่อตรวจสอบความครบถ้วนและความสมเหตุสมผลของนโยบายแบบ “ลด-แลก-แจก-แถม” ด้วย
สามารถเรียกเอกสารเพิ่มเติม หรือให้พรรคการเมืองชี้แจงได้ หากพบว่ายังไม่ครบถ้วนถูกต้อง ก็สามารถเสนอให้ กกต.สั่งให้แก้ไขภายในเวลาที่กำหนด
และผลการพิจารณาจะต้องเผยแพร่ให้ประชาชนรับทราบ ในแง่หลักการ กติกานี้นี้มุ่งยกระดับนโยบายประชานิยมจาก “คำสัญญาบนเวที” ไปสู่ “ข้อเสนอที่ต้องอธิบายได้ทางการคลัง”
แต่ในทางปฏิบัติ คำถามใหญ่ยังคงอยู่ที่ว่า กกต.จะใช้กติกานี้อย่างจริงจังเพียงใด หรือจะเป็นเพียงกรอบที่มีไว้แต่ไม่ถูกบังคับใช้อย่างเข้มข้น
แต่แม้ กกต.ไม่เอาจริง ประชาชนจะช่วยกันตรวจสอบมากขึ้นแน่นอน
ด้วยการตรวจสอบในพื้นที่สาธารณะ บนโซเชียลมีเดีย และในวงสนทนาทางการเมือง
พรรคการเมืองที่ยังคิดว่าสามารถขายฝันโดยไม่อธิบายต้นทุน อาจไม่ถูกลงโทษด้วยกฎหมาย แต่มีความเสี่ยงสูงที่จะถูกลงโทษด้วยคะแนนเสียง
อีกประเด็นหนึ่งที่ลืมไม่ได้เป็นอันขาดคือการปราบทุนเทา
เพราะคือ “ตัวเปลี่ยนเกม” เดียวที่ยังพอมีหวัง
ท่ามกลางภาพเศรษฐกิจซึมลึก
สิ่งเดียวที่อาจพลิกความเชื่อมั่นได้เร็วคือ
การจัดการทุนเทาและสแกมเมอร์อย่างจริงจัง
เพราะทุนเทาฟอกเงินโดยไม่สนกำไร
ทำให้ธุรกิจสุจริตแข่งขันไม่ได้
ถ้ารัฐบาลใหม่เอาจริงใน 3-4 เดือนแรก
ความเชื่อมั่นอาจกลับมา
และการลงทุนอาจเริ่มขยับ
คำถามบนเวทีดีเบตคือ
ท่านกล้าชนกับทุนเทาแค่ไหน และจะเริ่มวันไหน?
สุดท้าย : เรากำลังเลือกผู้นำ หรือเลือกนักขายนโยบาย?
ก่อนเข้าคูหา 8 กุมภาพันธ์
ประชาชนควรถามตัวเองให้ชัด
พรรคนี้ขายความหวัง หรือขายแผนที่เดินได้จริง?
แคนดิเดตคนนี้กล้าพูดความจริงที่ไม่ถูกใจหรือไม่?
เขากล้ารับความเสี่ยงแทนประเทศหรือไม่?
ถ้าเวทีดีเบตยังไม่ถามคำถามยาก
ถ้าพรรคการเมืองยังขายแต่ Quick Win
ถ้าการปฏิรูปยังเป็นแค่คำสวยหรู
ไม่ว่าใครจะชนะเลือกตั้ง
ประเทศก็จะยังวนอยู่ที่เดิม
และแพ้เวียดนามไปเรื่อยๆ
คำถามสุดท้ายจึงไม่ใช่
“ใครจะเป็นนายกรัฐมนตรี”
แต่คือ
“เรากล้าพอหรือยังที่จะเลือกความจริง
แทนคำสัญญาที่ฟังดูดี” หรือไม่?
