bg-single

จากลัทธิ Monroe สู่ Donroe: โลกจะเปลี่ยนไปตลอดกาล!

16.01.2026

กาแฟดำ | สุทธิชัย หยุ่น

จากลัทธิ Monroe สู่ Donroe
: โลกจะเปลี่ยนไปตลอดกาล!

โลกวันนี้ก้าวเข้าสู่ยุค “Donroe Doctrine” ด้วยคำประกาศของผู้ชายคนนี้คนเดียว

เมื่อโดนัลด์ ทรัมป์ ไม่เพียงเขย่าโลก แต่เขย่าลูกโลกทั้งใบ

แล้วถามว่า “ของใคร?”

ถ้าใครเคยคิดว่าโลกหลังสงครามเย็น (ที่ผมผ่านมาด้วยตนเอง) วุ่นวายแล้ว

ถ้าใครเคยคิดว่าโลกยุคโควิดปั่นป่วนแล้ว

ถ้าใครเคยคิดว่ายุคยูเครน-กาซา-ไต้หวันคือขีดสุดของความไม่แน่นอน

ขอเชิญทุกท่านนั่งลง จับเก้าอี้ให้แน่น

เพราะโลกยุคโดนัลด์ ทรัมป์ เวอร์ชั่นล่าสุด ไม่ได้แค่ “เปลี่ยนกติกา”

แต่มันคือการหยิบกระดานหมากรุกขึ้นมาแล้วถามว่า

“ใครเป็นเจ้าของกระดานนี้?”

หลังจากการ “จับตัว” นิโกลัส มาดูโร แห่งเวเนซุเอลาแบบสายฟ้าแลบ

ทรัมป์ไม่ได้หยุดอยู่แค่การประกาศชัยชนะ

เขาไม่ได้พูดถึงประชาธิปไตย

ไม่ได้พูดถึงสิทธิมนุษยชน

ไม่ได้พูดถึงเสรีภาพของประชาชนเวเนซุเอลาแม้แต่ประโยคเดียว

แต่เขาพูดถึงสิ่งที่เขารักที่สุด

มากกว่าธงชาติ มากกว่ารัฐธรรมนูญ มากกว่าพันธมิตร NATO

คำนั้นคือ “น้ำมัน”

และจากจุดนั้น โลกทั้งใบก็เริ่มเข้าใจตรงกันโดยไม่ต้องประชุม G 7 ว่า

“อ๋อ… นี่คือทรัมป์ตัวจริง”

ก่อนอื่นต้องเข้าใจที่มาที่ไปก่อน…จาก Monroe Doctrine สู่ Donroe Doctrine

เมื่อประวัติศาสตร์ถูกรีแบรนด์เหมือนโครงการอสังหาฯ Monroe Doctrine ปี 1823

เดิมทีคือคำประกาศสุภาพๆ ว่า

“ยุโรปอย่ายุ่งกับลาตินอเมริกาเลยนะครับ เราเพิ่งตั้งประเทศ ยังไม่พร้อมทะเลาะ”

แต่ Donroe Doctrine ปี 2026 (ทรัมป์ตั้งชื่อเอง) คือ “นี่สนามหลังบ้านของผม ใครเข้ามาโดยไม่ขออนุญาต เดี๋ยวเรียก FBI, Navy และ ExxonMobil พร้อมกัน”

ถ้าประธานาธิบดีเจมส์ มอนโร ลุกจากหลุมขึ้นมาเห็นคำว่า “Trump Corollary”

มีสิทธิ์ถามเบาๆ ว่า

“ขอโทษนะ… ผมเขียนแบบนี้ตอนไหน?”

แต่ทรัมป์ไม่สน

เพราะในโลกของเขา ประวัติศาสตร์ไม่ใช่เรื่องของอดีต

แต่เป็นทรัพย์สินทางปัญญาที่สามารถรีมิกซ์ได้

ตัดภาพด่วนมาที่เวเนซุเอลา

จากรัฐล้มเหลว สู่ “แหล่งน้ำมันที่เราสร้างเอง”

ทรัมป์อธิบายเวเนซุเอลาด้วยประโยคที่ฟังดูเหมือนบริษัทก่อสร้างฟ้องลูกค้า :

“We built that whole industry there, and they just took it over.”

แปลไทยแบบบ้านๆ คือ

“ผมสร้างเอง เขายึดไป คืนมาเดี๋ยวนี้”

ไม่มีคำว่า “ประชาชน”

ไม่มีคำว่า “การเลือกตั้ง”

ไม่มีคำว่า “การฟื้นฟูประชาธิปไตย”

มีแต่คำว่า

Oil

Oil

Oil

และ Oil อีกประมาณ 20 ครั้ง

ในโลกของทรัมป์ ประเทศหนึ่งจะมีคุณค่า ไม่ใช่เพราะคน

แต่เพราะสิ่งที่อยู่ใต้ดิน

ถ้าใต้ดินมีน้ำมัน ประเทศนั้นคือ “ทรัพย์สินที่ถูกยึดไป”

ถ้าใต้ดินมีแร่หายาก ประเทศนั้นคือ “ภัยต่อความมั่นคง”

ถ้าใต้ดินไม่มีอะไร ขอแสดงความเสียใจ คุณไม่อยู่ในเรดาร์

ตัดภาพไปที่โคลอมเบียซึ่งเกิดภาพจากประเทศเพื่อนบ้าน สู่ “โรงงานโคเคน”

คำพูดของทรัมป์ต่อประธานาธิบดีโคลอมเบีย Gustavo Petro คือระดับ “การทูตบ้าไปแล้ว” หรือ Diplomacy Gone Wild

ทรัมป์ประกาศเสียงดังต่อหน้านักข่าวทั้งหลายว่าผู้นำโคลอมเบียเป็น “คนป่วยที่ชอบผลิตโคเคน”

“He’s a sick man who likes making cocaine.”

นี่ไม่ใช่ถ้อยแถลงทางการทูต

มันคือการด่ากลางห้องเรียนโลก

และเมื่อถูกถามว่าอเมริกาจะทำปฏิบัติการกับโคลอมเบียไหม

ทรัมป์ตอบว่า “It sounds good to me.”

นี่คือโลกที่คำว่า

วิเคราะห์ความเสี่ยง

การคำนึงถึงผลกระทบ

การทูตพหุภาคี

ถูกแทนที่ด้วย “ฟังดูดีนะ”

คิวบาหรือ? ไม่ต้องบุก เพราะ “มันใกล้จะล้มเอง”

คิวบาโชคดี… ในแบบทรัมป์

เพราะเขามองว่า

“Not worth invading” (ไม่คุ้มค่าที่จะบุกยึด)

ไม่ใช่เพราะเคารพอธิปไตย แต่เพราะมันไม่คุ้มต้นทุน

นี่คือหลักคิดใหม่ของโลกยุคทรัมป์

ภาษาการเงินการลงทุนมี Return on Investment (RoI) แต่สำหรับทรัมป์มันคือ Invasion ROI (Return on Invasion)

บุกแล้วได้อะไร? มีน้ำมันไหม? มีแร่ไหม? มีภาพจำให้ฐานเสียงไหม?

ถ้าคำตอบคือ “ไม่มี”

ประเทศนั้นปลอดภัย… แต่แค่ชั่วคราว

แล้วก็มีถึงดราม่าเรื่อง “กรีนแลนด์” ดินแดนน้ำแข็งที่ร้อนแรงทางการเมือง

ทรัมป์พูดถึงกรีนแลนด์เหมือนพูดถึงคอนโดฯ วิวทะเล : เราต้องการเกาะแห่งนี้ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคง

“We need it for national security.”

เหตุผลคือ มีเรือรัสเซีย มีเรือจีนแล่นอยู่ใกล้ๆ

ทรัมป์ไม่กลัวว่าใครจะหาว่าเขาดูถูกเหยียดหยามเดนมาร์กเพราะเขาบอกว่าเดนมาร์กอย่างเก่งก็เพิ่มหมาลากเลื่อนขึ้นมา “หนึ่งตัว” เพื่อเสริมแสนยานุภาพทางทหารของตน

นี่คือการประเมินความมั่นคงแบบ Google Maps + Fox News

นายกฯ เดนมาร์กตอบกลับแบบสุภาพแต่เย็นยะเยือกว่า

“The U.S. has no right to annex Greenland.”

แปลเป็นภาษาโลกความจริงคือ

“คุณไม่ได้อยู่ในศตวรรษที่ 19 แล้วนะ”

โลกที่ประชาธิปไตยหายไปจากพจนานุกรมนโยบายต่างประเทศ

สิ่งที่น่ากลัวที่สุดในบทสัมภาษณ์นี้

ไม่ใช่การขู่ ไม่ใช่การยึด ไม่ใช่การพูดถึงการใช้กำลัง

แต่คือ การไม่พูดถึงประชาธิปไตยเลยแม้แต่นิดเดียว

ไม่มีศัพท์ที่เราเคยได้ยินจากวอชิงตันบ่อยที่สุดคือ

Free election

Human rights

Democratic transition

แต่วันนี้ ทรัมป์พร่ำแต่

Control

Assets

Compensation

โลกยุคทรัมป์ไม่ใช่โลกที่ “อเมริกานำประชาธิปไตย”

แต่คือโลกที่อเมริกานำ Excel Sheet

คําถามใหญ่มากๆ คือโลกแบบใหม่ภายใต้ Donroe Doctrine นี้จะมีหน้าตาอย่างไร?

ฉากทัศน์ที่ 1 : โลกแบ่งโซนเหมือนแฟรนไชส์

อเมริกาคุม Western Hemisphere

จีนคุมเอเชีย

รัสเซียคุมสิ่งที่เหลือ

สหประชาชาติกลายเป็นพิพิธภัณฑ์

ฉากทัศน์ที่ 2 : โลกแห่งดีล ไม่ใช่โลกแห่งกติกา

ประเทศเล็กอยู่ได้ด้วยแร่ ท่าเรือ เสียงโหวตในสหประชาชาติ

ไม่ใช่ด้วยหลักการอีกต่อไป

ฉากทัศน์ที่ 3 : โลกที่ทุกประเทศต้องถามตัวเองว่า

“ใต้ดินเรามีอะไร?”

แล้วประเทศเล็กๆ อย่างไทยล่ะ?

คำถามสำคัญไม่ใช่

“เราชอบทรัมป์ไหม?”

แต่มันคือ “เราพร้อมอยู่ในโลกที่ไม่มีกติกานี้หรือยัง?”

โลกที่ความเป็นกลางอาจไม่พอ

การไม่เลือกข้างอาจถูกตีความว่า “ไม่มีประโยชน์”

มิตรภาพไม่มีค่าเท่าทรัพยากร

เมื่อทรัมป์แข่งกับมอนโรในสุสานประวัติศาสตร์

โดนัลด์ ทรัมป์ อาจไม่รู้รายละเอียดของ Monroe Doctrine

แต่เขารู้ดีว่าใครมีอำนาจ ใครมีของ ใครควรได้ของนั้น

โลกภายใต้ทรัมป์จะไม่ใช่โลกที่สวยงาม

ไม่ใช่โลกที่ยุติธรรม ไม่ใช่โลกที่มั่นคง

แต่จะเป็นโลกที่พูดตรง ทำแรง และคิดเป็นดีล

และบางที…สิ่งที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่ทรัมป์

แต่คือจำนวนผู้นำโลกที่เริ่มคิดเหมือนทรัมป์

ในโลกใหม่ที่ยังไม่มีใครคาดการณ์ได้ว่าหน้าตาจะเป็นอย่างไรนั้น เราพอจะเดาได้ว่ามันมีแนวโน้มไปในหลายทิศทาง ซึ่งล้วนแต่น่ากังวลทั้งสิ้น

เพราะเมื่อระเบียบโลกเดิมพังลง คำถามไม่ใช่ “ใครผิด”

แต่คือ “แล้วอะไรมาแทน?”

ปัญหาคือเรายังไม่มีชื่อเรียกมัน

แต่พอจะเดาแนวทางได้

ภาพที่หนึ่งคือโลกของผู้นำแข็งกร้าว

ทรัมป์อาจกลายเป็นตัวอย่างหรือแรงบันดาลใจให้กับผู้นำอีกหลายประเทศว่าการทำตัวเหมือนทรัมป์อาจจะเป็นสูตรสำเร็จสำหรับนักการเมืองจากนี้ไป

มีแนวโน้มว่ามหาอำนาจอาจจะแบ่ง “เขตอิทธิพลใครอิทธิพลมัน”

ประเทศเล็กหรือแม้แต่ประเทศระดับกลางก็ต่อรองอะไรไม่ได้

กฎหมายระหว่างประเทศกลายเป็นเรื่องน่ารำคาญ

ทรัมป์พูดเองว่า “สำหรับผมกฎหมายระหว่างประเทศไม่มีความหมาย สิ่งเดียวที่จะตีกรอบผมคือศีลธรรมของผมเอง”

หมายความว่า มาตรฐานความประพฤติของเขาคือมาตรฐานโลกไปแล้ว

แนวโน้มต่อมาคือโลกจะแตกเป็นเสี่ยง

ไม่มีระเบียบเดียว มีแต่ระเบียบย่อยๆ กระจัดกระจายไปตามกลุ่มผลประโยชน์เฉพาะตัว

นั่นแปลว่า เศรษฐกิจโลกจะแบ่งเป็นกลุ่มและความมั่นคงเป็นดีลรายประเทศ

โลกอาจไม่ล่มสลายต่อหน้าต่อตา แต่ไร้ความมั่นคงต่อเนื่องและยืดเยื้อ

อีกแนวโน้มหนึ่งคือโลกอาจะตีกลับ

อาจเกิดการรวมตัวของพันธมิตรสร้างระบบใหม่โดยไม่ต้องรอสหรัฐ

ในสูตรนี้อเมริกาอาจจะยังแรงแต่โดดเดี่ยว

ที่น่ากลัวที่สุดคือโลกไร้สูตรสำเร็จ

ไม่มีระเบียบใหม่ มีแต่การเอาตัวรอด

การทูตคือการดับไฟ

นโยบายคือการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

นี่ไม่ใช่ความโกลาหล

หากแต่เป็นโลกที่ “ความผันผวนเป็นปกติ”!



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ยาใจคนเจ็บ: 4) แสงดาวแห่งศรัทธา
คิดต่อจาก 6 ตุลา (2) : ความชั่วร้ายเกิดขึ้นได้เพราะเราเฉยเมยต่อมันมาก่อน
ทุนนิยม : จาก 2 ศตวรรษที่แล้วถึงโลกวันนี้ (1)
‘อนาคตสังคมไทยในความชอบธรรมที่ล่มสลาย’ : ประวัติศาสตร์ของ ‘กำแพง’ ที่เพิ่งลบ
ไทยปฏิเสธสหรัฐ เรื่องความร่วมมือทางทหาร ทำไมตอนนี้
E-DUANG | ในความหยุดนิ่ง มีการเคลื่อนไหว ในการเคลื่อนไหว มีความหยุดนิ่ง
บทเรียนปฏิรูปราชการ บ้านอื่น : อะไรสำเร็จ? อะไรล้มเหลว?
E-DUANG | ในความหยุดนิ่ง มีการเคลื่อนไหว ในการเคลื่อนไหว มีความหยุดนิ่ง
ปฏิรูปปืนไทย ให้ตรงเป้า
ระบบยุติธรรมพัฒนาเกิน 120 ปี…วันนี้ยังถูกแทรกแซง
เลกเชอร์บาร์ : ความรู้ที่ปรุงให้เข้ากับวัฒนธรรมป๊อป
อสังหาฯ เริ่มมีเชิงรุก