bg-single

ศึกชิงบัลลังก์มังกร ปราบทุจริต หรือ เชือดผู้หาญกล้าท้าทาย?

06.02.2026

กาแฟดำ | สุทธิชัย หยุ่น

ถ้าคุณคิดว่า Game of Thrones คือซีรีส์ที่โหด ดิบ เลือดสาด และหักหลังกันแบบไม่ปรานี

ขอให้เงยหน้าจากจอ Netflix แล้วหันไปมองไปที่กรุงปักกิ่ง ในเวลานี้ดู

เพราะสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในกองทัพปลดแอกประชาชนจีน (PLA) ไม่ใช่แค่ข่าว “จับนายพลโกง” ธรรมดา

แต่มันคือ การเขย่าฐานอำนาจของรัฐที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

และไม่ใช่ใครที่ลงมือ แต่คือสี จิ้นผิง – ชายที่วันนี้ไม่ได้เป็นแค่ประธานาธิบดี

แต่คือผู้ได้ชื่อว่าเป็น “จักรพรรดิยุคใหม่ในเสื้อสูท”

เมื่อกองทัพเดือด…ปรอทการเมืองแตก

ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา โลกเริ่มตั้งคำถามพร้อมกันว่า

“เกิดอะไรขึ้นหลังกำแพงเมืองจีน?”

เพราะอยู่ดีๆ นายพลระดับดาวทองเต็มบ่าหายไปจากหน้าสื่อ หายไปจากที่ประชุม หายไปจากภาพถ่าย

และหายไป…แบบไม่ทิ้งร่องรอย

ตัวละครเอกของเรื่องนี้คือพลเอกอาวุโส จาง โย่วเสีย (Zhang Youxia) วัย 75 ปี

รองประธานคณะกรรมาธิการการทหารส่วนกลาง (CMC) ตำแหน่งนี้แปลเป็นภาษาชาวบ้านง่ายๆ คือ “เบอร์ 2 ของกองทัพจีน รองจากสี จิ้นผิง คนเดียว”

และไม่ใช่แค่จางคนเดียว แต่นายพลระดับสูงหลายสิบคน ถูก “ส่งเข้ากรุ” ในเวลาไล่เลี่ยกันแบบฉับพลันแต่เงียบเชียบเและไร้คำอธิบายเป็นทางการ

นี่ไม่ใช่การจับปลาเล็กแต่มันคือการฟันฉลามกลางทะเล

คำถามคือ…สี จิ้นผิง กำลังคิดอะไรอยู่?

เมื่อเรื่องราวข่าวคราวของเมืองจีนเป็นเรื่องลึกลับซับซ้อนจึงเกิด “ทฤษฎีสมรู้ร่วมคิด” เต็มไปหมด

นักวิเคราะห์ทั่วโลกจึงพยายามต่อจิกซอว์และได้ออกมาเป็น 4 ทฤษฎีหลัก

แต่ละทฤษฎี…ก็โหดพอๆ กัน

ทฤษฎีที่ 1 : “รัฐประหารเงียบ” และศึกชิงอำนาจในเงามืด

นี่คือทฤษฎีที่ “แรง” ที่สุดและถูกพูดถึงมากที่สุดในหมู่นักการเมือง นักข่าว และสายข่าวกรอง

ใจความสั้นๆ คือ นี่ไม่ใช่การปราบโกง แต่มันคือสงครามแย่งชิงอำนาจภายในพรรค

ทำไมต้องเป็น “จาง โย่วเสีย”? ก็เพราะจางไม่ใช่นายพลธรรมดา

เขาเป็น Princeling – ลูกหลานชนชั้นปฏิวัติเหมือนกับสี จิ้นผิง

พ่อของเขาเคยรบ เคยสู้ เคยร่วมก่อตั้งกองทัพปลดแอกประชาชน (PLA) ภายใต้เหมา เจ๋อตง เคียงบ่าเคียงไหล่กับพ่อของสี จิ้นผิง

ทั้งสองเติบโตมาในวงจรอำนาจเดียวกัน รู้จักกันตั้งแต่ยังไม่ขึ้นหิ้ง

และที่สำคัญ…จาง โย่วเสีย คือหนึ่งในไม่กี่นายพลจีนที่เคยรบจริง ยิงจริง ตายจริง

เขาผ่านสงครามจีน-เวียดนาม ปี 1979

มีประสบการณ์สนามรบที่นายพลยุคใหม่ “ไม่มี”

ในกองทัพ ประสบการณ์แบบนี้คือบารมี แต่บารมีที่สูงเกินไปย่อมไม่ปลอดภัยสำหรับเจ้าตัว

เพราะอาจทำให้จักรพรรดิระแวงสงสัย

โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจจีนชะลอตัว อสังหาฯ พัง หนี้ท่วม คนรุ่นใหม่ตกงาน

ทฤษฎีนี้อ้างว่าสี จิ้นผิง อาจจะกลัวว่าอำนาจเก่าในพรรคและกองทัพจับมือกัน

จาง โย่วเสีย คือ “ศูนย์รวมใจ” ของขั้วนั้น

การโค่นจางจึงเปรียบเหมือนการตัดไฟแต่ต้นลม

และยังเป็นการปูทางสู่อำนาจสมัยที่ 4 แบบไร้คู่แข่ง

นักสืบสายนี้บอกว่าจับจุดพิรุธที่ชวนคิดได้บางอย่างที่ชวนสงสัย

ปกติจีนสอบสวนระดับนี้เป็นปี แต่รอบนี้…ไม่กี่วันก็ประกาศโดยไม่มีการแถลง ไม่อธิบายและไม่ไว้หน้า

ย่อมตีความได้ว่าเป็นการปรามอย่างมีนัยสำคัญ

“ใครยังคิดจะขยับ…ดูตัวอย่างนี่ไว้”

ทฤษฎีที่ 2 : คือ “หนอนบ่อนไส้” และความลับนิวเคลียร์

ถ้าทฤษฎีแรกเหมือน House of Cards

ทฤษฎีนี้คือ Mission Impossible เวอร์ชั่นปักกิ่ง

มีข่าวลือ (อ้างอิงแหล่งข่าวตะวันตก เช่น WSJ) ว่า จาง โย่วเสีย อาจเกี่ยวข้องกับการรั่วไหลความลับนิวเคลียร์ให้สหรัฐ ถ้าจริงมันย่อมเป็นเรื่องร้ายแรงมาก…เพราะมันไม่ใช่แค่ผิดวินัย

แต่มันคือข้อหากบฏ โทษสูงสุดคือประหาร

แต่คำถามคือ…มันสมเหตุสมผลแค่ไหน?

นักวิเคราะห์จำนวนมากส่ายหน้าเพราะจางคือคนที่ “ไม่มีเหตุผลจะขายชาติ”

เขามีทุกอย่าง ทั้งอำนาจ ชื่อเสียง และวัยที่ไม่มีอะไรต้องเสี่ยง

หลายคนจึงมองว่า นี่อาจเป็นเพียงข้อหาสุดโหดเพื่อปิดปากและสร้างความชอบธรรม

ทฤษฎีที่ 3 : กองทัพกระดาษ กับภารกิจล้างบางคอร์รัปชั่น ซึ่งอาจเป็นทฤษฎีที่ “ฟังดูสมเหตุสมผลที่สุด”

และเป็นคำอธิบายแบบราชการว่าสี จิ้นผิง ต้องการกองทัพที่ “รบได้จริง”

จุดเริ่มต้นของเรื่องนี้ไม่ได้เริ่มจากจางแต่มาจาก กองกำลังจรวด (Rocket Force)

ตั้งแต่ปี 2023 จีนพบการทุจริตระดับมหาศาล ตั้งแต่จัดซื้อแบบล็อกสเป๊กและคุณภาพต่ำกว่ามาตรฐานของอาวุธที่สั่งซื้อ

สีรับไม่ได้กับเรื่องอย่างนี้โดยเฉพาะในวันที่ “ไต้หวัน” ยังอยู่บนโต๊ะ

การล้างบางครั้งนี้จึงอาจเป็นการตัดเนื้อร้าย เพื่อรักษาร่างกาย

ทฤษฎีที่ 4 : ใครเด่น…คนนั้นตาย

นี่คือทฤษฎีที่น่าจะ “หนาวที่สุด”

เพราะมันอธิบายได้ว่าทำไมแม้แต่ “คนของสี” ก็ไม่รอด

ไม่ใช่แค่จาง แต่นายพลอย่างเหอ เว่ยตง คนสนิทจาก “ก๊วนฝูเจี้ยน” ที่สีปั้นมากับมือก็โดนเชือด

นี่คือสัญญาณชัดว่า ความสนิทส่วนตัวอาจไม่สำคัญเท่ากับความจงรักภักดีที่ต้อง 100% เท่านั้น

นักวิเคราะห์หลายสำนักสรุปเกือบจะตรงกันว่า บทสรุปจากเรื่องราวร้อนแรงนี้คือในระยะสั้น กองทัพจะ “ชะงัก”

เหตุเพราะนายพลไม่กล้าตัดสินใจเพราะกลัวจะเจอชะตากรรมเดียวกัน

นั่นหมายความว่า ความพร้อมรบโดยเฉพาะเรื่องไต้หวันอาจลดลงชั่วคราว

แต่ในระยะยาวถ้าสีทำสำเร็จ เขาจะได้กองทัพที่เชื่อง รวมศูนย์ ฟังคำสั่งคนเดียว

แต่ความเสี่ยงคือไม่มีใครกล้าพูดว่า “ท่านคิดผิด”

รอก่อน…ทฤษฎีสมรู้ร่วมคิดยังไม่จบแค่นี้

ล่าสุด มี “จดหมายลับของจาง โย่วเสีย” โผล่ขึ้นมา

ตอกย้ำว่า สงครามตัวจริงอาจไม่ได้อยู่ในค่ายทหาร แต่อยู่บนโซเชียลมีเดียโดยเฉพาะโลกที่อยู่นอกประเทศจีน

วันที่ 27 มกราคม 2026 หลังข่าวการควบคุมตัวจางแพร่ออกไปได้ไม่นานก็เกิดสิ่งที่ทำให้โลกออนไลน์จีนในต่างประเทศเดือดทันที

มี “จดหมายลับ” ฉบับหนึ่งถูกเผยแพร่บนโลกออนไลน์พร้อมพาดหัวอย่างน่าตื่นเต้นว่า

“หากผมถูกจับกุม ขอให้เผยแพร่จดหมายฉบับนี้ต่อสาธารณะ”

จดหมายฉบับนี้ถูกอ้างว่า ส่งตรงถึง สี จิ้นผิง

คำถามแรกสำหรับผมคือ : ใครเขียน?

ไม่มีใครยืนยันได้ 100% ว่าจดหมายฉบับนี้มาจากใคร

ในโลกข่าวกรอง “ใครเขียน” มีความสำคัญมาก

แต่ “จดหมายสะท้อนความคิดของใคร” สำคัญกว่า

นักวิเคราะห์จึงแตกออกเป็น 3 สมมุติฐานใหญ่

ถ้าจางเขียนเอง นี่คือคำเตือนสุดท้ายจากนายพลอาชีพถึงผู้นำที่เติบโตมาด้วยกัน

ถ้าเขียนโดยกลุ่มต่อต้านสี มันคือเสียงของ “กลุ่มอำนาจเก่า” ที่กำลังส่งสัญญาณว่าเกมยังไม่จบ

ถ้ามาจากไต้หวันหรือ CIA มันก็คือปฏิบัติการสงครามข่าวสารล้วนๆ เพื่อเขย่าความชอบธรรมของสี จิ้นผิง

แต่ไม่ว่าคำตอบจะเป็นข้อไหน ผลลัพธ์เหมือนกันอย่างหนึ่งคือภาพของสี จิ้นผิง ถูกท้าทายต่อสาธารณะ

เนื้อหาในจดหมาย…ไม่ใช่ขอชีวิต

สิ่งที่ทำให้จดหมายฉบับนี้น่าตื่นเต้นไม่ใช่เพราะมันดราม่า

แต่เพราะมัน พูดในสิ่งที่ไม่มีใครในจีนกล้าพูด

ในจดหมายระบุชัดว่าจางไม่เห็นด้วยกับ 3 เรื่องใหญ่

1. ไม่เห็นด้วยกับการบุกไต้หวัน

2. ไม่เห็นด้วยกับความสัมพันธ์ที่ลึกเกินไปกับรัสเซีย

3. ไม่เห็นด้วยกับการที่สี จิ้นผิง แทรกแซงการแต่งตั้ง-ปลดนายทหารทุกระดับ

จดหมายระบุว่า รอยร้าวระหว่างจางกับสีไม่ใช่เพิ่งเกิด แต่ปะทุมาตั้งแต่การประชุม 3rd Plenum (การประชุมใหญ่เต็มคณะของพรรคคอมมิวนิสต์จีน) ปี 2024 ตอนนั้นมีข้อตกลง (ภายใต้แรงสนับสนุนของผู้อาวุโสพรรค) ว่าจะกลับไปสู่หลัก “กระจายอำนาจ” ตามแนวเติ้ง เสี่ยวผิง

แต่…ในการประชุม 4th Plenum ปลายปี 2025 สี จิ้นผิง ไม่ยอมลาออกจากตำแหน่งใดเลย ไม่ว่าจะเป็นเลขาธิการพรรคหรือผู้บัญชาการสูงสุดของกองทัพจีน และยังคงต้องการ “อำนาจเบ็ดเสร็จ”

ประโยคหนึ่งในจดหมายที่คนแชร์กันมากคือ

จดหมายปิดท้ายด้วยประโยคที่สะเทือนใจ

“ผมอาจแพ้อำนาจของผู้นำแต่ในโลกโซเชียลมีเดียผมอาจไม่แพ้สงครามข่าวสาร”

ท้ายสุด ไม่ว่าจดหมายที่ว่านี้จะเป็นของจริงหรือเป็นแค่ข่าวลือ

หรือปฏิบัติการ IO แต่มันสะท้อนความจริงข้อหนึ่งว่า รอยร้าวในอำนาจจีนไม่ได้อยู่ใต้พรมอีกต่อไป

และในยุคที่สงครามข่าวสารเร็วกว่ารถถัง แรงกว่าขีปนาวุธ

นี่อาจจะเป็น “ศึกชิงบัลลังก์มังกร” ที่ดุเดือดเลือดพล่านยิ่งกว่าซีรีส์ Game of Thrones หลายเท่านัก



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ยาใจคนเจ็บ: 4) แสงดาวแห่งศรัทธา
คิดต่อจาก 6 ตุลา (2) : ความชั่วร้ายเกิดขึ้นได้เพราะเราเฉยเมยต่อมันมาก่อน
ทุนนิยม : จาก 2 ศตวรรษที่แล้วถึงโลกวันนี้ (1)
‘อนาคตสังคมไทยในความชอบธรรมที่ล่มสลาย’ : ประวัติศาสตร์ของ ‘กำแพง’ ที่เพิ่งลบ
ไทยปฏิเสธสหรัฐ เรื่องความร่วมมือทางทหาร ทำไมตอนนี้
E-DUANG | ในความหยุดนิ่ง มีการเคลื่อนไหว ในการเคลื่อนไหว มีความหยุดนิ่ง
บทเรียนปฏิรูปราชการ บ้านอื่น : อะไรสำเร็จ? อะไรล้มเหลว?
E-DUANG | ในความหยุดนิ่ง มีการเคลื่อนไหว ในการเคลื่อนไหว มีความหยุดนิ่ง
ปฏิรูปปืนไทย ให้ตรงเป้า
ระบบยุติธรรมพัฒนาเกิน 120 ปี…วันนี้ยังถูกแทรกแซง
เลกเชอร์บาร์ : ความรู้ที่ปรุงให้เข้ากับวัฒนธรรมป๊อป
อสังหาฯ เริ่มมีเชิงรุก