bg-single

ไทยจะกลับสู่จอเรดาร์โลกในฐานะ Middle Power?

13.02.2026

กาแฟดำ | สุทธิชัย หยุ่น

ถ้ารัฐบาลใหม่ที่มีพรรคภูมิใจไทยนำต้องการให้ประเทศไทยกลับสู่จอเรดาร์โลกและไม่ใช่กลับไปธรรมดา แต่กลับไปฐานะ Middle Power ด้วย จะต้องทำอย่างไร?

แค่ประกาศเป็นนโยบายบนกระดาษหรือในแถลงการณ์คงจะทำให้เป็นความจริงไม่ได้

โดยเฉพาะในจังหวะที่โลกกำลังประกอบระเบียบใหม่ที่ยังไม่รู้ว่าหน้าตาจะออกมาอย่างไร

บางคนบอกไทยต้องเลิก “ลู่ลม” แล้วเริ่ม “หมุนกังหัน”

บางคนอ้างถึงที่คุณเตช บุนนาค อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศเคยเล่าไว้ว่า

อดีตนายกฯ สิงคโปร์ ลี กวนยู เคยวิเคราะห์การทูต “ลู่ตามลม” ของไทยว่า “คนทั่วไปมักจะพูดถึงการทูตลู่ตามลมของไทย แต่มันมากกว่านั้น คนไทยลู่ก่อนลมมาเสียอีก”

“People always say that the Thais bend with the wind. It’s more than that. The Thais bend before the wind.”

คุณเตชให้สัมภาษณ์ ดร.อนุสนธิ์ ชินวรรโณ ตีพิมพ์ในหนังสือชื่อ Thai Diplomacy : In Conversation with Tej Bunnag ว่า นักการทูตไทยบางคนได้ยินเรื่องนี้แล้วโกรธลี กวนยู หาว่าดูถูกการทูตไทย

“แต่ผมคิดว่านั่นคือคำชมเชยอย่างดีเลยนะ…การทูตไทยนั้นไม่เพียงแค่ลู่ตามลม แต่คอยเฝ้าดูว่าลมจะพัดไปทางไหน และลู่ไปก่อนที่ลมจะมาถึง” คุณเตชบอก

แต่วันนี้ ปัญหาของโลกที่สับสนอลหม่านก็เพราะเราดูไม่ออกมาลมจะไปทิศทางไหน

เพราะลมพัดมาจากสารทิศ ไม่ใช่ลมธรรมดา หากแต่เป็นพายุหมุนบ้าง ลมบ้าหมูบ้าง

ทำให้การดำเนินนโยบายต่างประเทศไทยตกอยู่ในภาวะที่เผชิญกับความท้าทายอย่างที่ไม่เคยพบไม่เคยเห็นมาก่อน

ระเบียบโลกแบบเดิมที่มหาอำนาจกำหนดกติกาแล้วประเทศเล็ก-กลางเดินตามทันบ้างไม่ทันบ้าง แต่ก็เดินไปในทิศทางที่พอจะประเมินถูก

วันนี้ ระเบียบนั้นกำลังแตกร้าวอย่างเห็นได้ชัด

อย่างที่นายกฯ แคนาดา มาร์ก คาร์นีย์ พูดที่ World Economic Forum ที่ดาวอสเมื่อเดือนที่แล้วว่าจะไม่มีอะไรเหมือนเดิมอีกต่อไป

และที่น่าคิดมากกว่านั้นคือที่แกบอกว่า

If you’re not at the table, you are on the menu

หมายความว่าถ้าเราไม่ได้ที่นั่งบนโต๊ะ (เจรจาต่อรอง) เราก็จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของเมนูอาหาร (ที่รังแต่จะเป็นภักษาหารของประเทศที่มีอำนาจมากกว่า)

คำถามที่คนไทยจำนวนมากเริ่มถามดังขึ้นเรื่อยๆ คือ

“แล้วประเทศไทยอยู่ตรงไหนของโลกใบนี้?”

จากประเทศที่เคยถูกมองว่าเป็นดาวรุ่ง เป็นศูนย์กลางของภูมิภาค เป็นตัวเชื่อมโยงระหว่างมหาอำนาจ วันนี้ชื่อของไทยดูเหมือนจะเลือนหายจากเรดาร์โลก

เราวันนี้ ไม่ใช่ประเทศที่โลกต้องจับตาเป็นพิเศษ และในหลายเวทีสำคัญ เรากลายเป็น “ผู้ตาม” มากกว่าผู้กำหนดทิศทาง

แต่คำถามสำคัญกว่าคือ

นี่คือชะตากรรมที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ หรือเป็นเพียงช่วงเปลี่ยนผ่านที่ไทยยังเลือกทางไม่ชัด?

ถ้าฟังจากวาทะช่วยหาเสียง ดูเหมือนพรรคที่จะเป็นรัฐบาลใหม่ต้องการจะผลักดันให้สร้างศักยภาพที่จะ “กลับมา” ได้และในฐานะ Middle Power หรือ “มหาอำนาจระดับกลาง” ที่มีศักดิ์ศรี มีบทบาท และมีน้ำหนักบนเวทีโลก จะบรรลุเป้าหมายนั้นได้ มีการบ้านสำคัญที่ต้องทำหลายเรื่อง เริ่มต้นต้องกล้าปรับวิธีคิด ปรับยุทธศาสตร์

และเลิกมองการต่างประเทศเป็นเพียงเรื่องประคองตัวให้รอดไปวันๆ

หากย้อนกลับไปช่วงต้นทศวรรษ 2000 ประเทศไทยเคยอยู่ในจุดที่นักการทูตและนักวิชาการต่างชาติพูดถึงด้วยความคาดหวัง

ตอนนั้น เราไม่ใช่มหาอำนาจ แต่เป็นประเทศระดับกลางที่ “คิดเป็น ทำเป็น และกล้าเสนอ”

จุดพีกสำคัญคือการเป็นเจ้าภาพ APEC ปี 2003 ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงงานประชุมระดับโลก แต่เป็นสัญลักษณ์ว่าไทยสามารถจัดการบทบาททางการทูต เศรษฐกิจ และการเมืองระหว่างประเทศได้อย่างน่าเชื่อถือ

หัวใจของความสำเร็จในยุคนั้น ไม่ใช่เพราะไทย “ลู่ลมเก่ง” แต่เพราะเรากล้าสร้างศักยภาพหรือ “ทิศทางลม” ของตัวเอง ผ่านยุทธศาสตร์สำคัญ เช่น

ACD (Asia Cooperation Dialogue) ที่พยายามเชื่อมเอเชียทั้งทวีปเข้าด้วยกัน

ACMECS ที่ดึงประเทศลุ่มน้ำโขงมาร่วมพัฒนาเศรษฐกิจ

FTA เชิงรุก ที่ไทยเป็นฝ่ายเดินเข้าไปหาคู่เจรจา

มันคือช่วงเวลาที่ไทยถูกมองว่าเป็น “agenda setter” มากกว่า agenda taker

คือผู้กำหนดวาระมากกว่าแค่เป็นผู้เดินตามคนอื่น

แต่หลังจากนั้น ความขัดแย้งทางการเมืองภายใน การรัฐประหาร การยุบพรรค และความไม่ต่อเนื่องของรัฐบาล ได้กัดกินศักยภาพของนโยบายต่างประเทศไทยอย่างช้าๆ แต่ลึก

ประเทศไทยเสียพลังไปกับการอธิบายตัวเองให้โลกฟัง (ที่เขาไม่ค่อยจะเชื่อ) มากกว่าสร้างภาพอนาคตให้โลกเห็น

ตลอดเกือบ 20 ปีที่ผ่านมา ไทยไม่ได้ขาดคนเก่ง แต่ขาดเสถียรภาพ ความต่อเนื่อง และความทะเยอทะยานร่วมกัน

หลังจากนั้น เราก็ขยับจากไผ่ลู่ลมสู่ศาสตร์ “แทงกั๊ก” ในโลกสองขั้ว

ในโลกที่สหรัฐ และจีนงัดข้อกันอย่างจริงจัง ประเทศจำนวนมากถูกบีบให้เลือกข้าง แต่ประเทศไทยยังคงมี “พื้นที่หายใจ”

เราเชื่อว่า เรามีความสัมพันธ์ที่ดีกับทั้งสองฝ่าย

นักวิชาการเรียกตำแหน่งนี้ว่า Strategic Sweet Spot

หรือคนไทยอาจเรียกง่ายๆ ว่า “ยังไม่ถูกบังคับให้เลือกข้าง”

นโยบายแบบดั้งเดิมของไทยถูกเรียกว่า Bamboo Diplomacy-ไผ่ลู่ลม ยืดหยุ่น เอาตัวรอดเก่ง

แต่ข้อจำกัดคือมักถูกมองว่า “ไม่มีจุดยืน”

และบ่อยครั้งดูเหมือนว่า เราไม่อยากจะมีจุดยืนเพราะคิดเอาเองว่าถ้าไม่ต้องประกาศจุดยืน เราก็อาจจะประกาศว่าเรา “เป็นกลาง”

ทั้งๆ ที่พอไร้จุดยืนบ่อยๆ เข้า เราก็ถูกมองว่า “ไร้ความคิด” หรือร้ายกว่านั้นคือ “ไร้กระดูกสันหลัง”

กลายเป็นยุทธศาสตร์ (ที่ไม่ได้มาจากการวิเคราะห์หรือถกแถลงกันอย่างเป็นกิจจะลักษณะแต่อย่างไร) “เออออห่อหมก” ลักษณะเอาตัวรอดไปวันๆ หรือเป็นเรื่องๆ ไป

ท่าทีไร้จุดยืนเช่นนี้มิอาจจะเรียกว่าเป็นยุทธศาสตร์ที่ออกแบบจากการวิเคราะห์สถานการณ์อย่างรอบด้านและประเมินข้อดีข้อเสียอย่างรอบคอบที่เรียกว่า Hedging หรือ “การบริหารความเสี่ยง”

บางคนอาจแปลเป็น “แทงกั๊ก” แต่ Hedging ไม่ใช่แนวทางแห่งความความลังเลหรือไร้ความคิดที่ลุ่มลึก

แต่คือการคำนวณอย่างมีสติว่า จะไม่ฝากอนาคตไว้กับใครคนเดียว

หากเราจะเป็น Middle Power เราต้องแน่ใจว่าเรามียุทธศาสตร์ที่จะทำให้แนวทางนี้เป็นจริง ไม่ใช่เป็นเพียง “ความทะเยอทะยาน” ทางการเมืองเพื่อใช้ใส่ในคำปราศรัยของผู้นำไทยเท่านั้น

คำว่า Middle Power ไม่ได้หมายถึงขนาดของประเทศหรือตัวเลขจีดีพอ แต่หมายถึงประเทศที่มีความสามารถในการเชื่อมโยง มีความน่าเชื่อถือ

และมีบทบาทในการสร้างกติกา มากกว่ารอรับกติกา

สําหรับไทย เส้นทางนี้ต้องอาศัยการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ ในหลายๆ มิติ

ยกตัวอย่างที่เราสมัครเป็นสมาชิก OECD ซึ่งเป็นก้าวย่างที่ถูกต้องแต่ต้องทำความเข้าใจให้ตรงกันทั่วประเทศว่า นี่เป็นตัวเร่งปฏิรูปไม่ใช่แค่คิดว่าเพียงแค่จะขอตราสมาชิกมาปะติดหัวจดหมายหรือทำป้ายในงานสัมมนาเท่านั้น

การตั้งเป้าเข้าเป็นสมาชิก OECD ไม่ใช่เรื่องภาพลักษณ์ แต่เป็นเรื่องโครงสร้าง

OECD คือคลับของประเทศที่ระบบเศรษฐกิจโปร่งใส เปิดกว้าง และแข่งขันได้ การสมัครเข้าไม่ได้ง่าย แต่กระบวนการสมัครต่างหากคือ “ของจริง”

มันจะบีบให้ไทยต้องปรับกฎหมาย, เปิดเสรีเศรษฐกิจอย่างมีคุณภาพ, และปฏิรูประบบราชการกับยกระดับความสามารถในการแข่งขันอย่างจริงจัง

หลายประเทศในภูมิภาคนี้เช่นอินโดนีเซียตัดสินใจเดินเส้นนี้แล้ว ไทยจึงไม่ควรปล่อยให้ตัวเองตกขบวน

ในทางกลับกัน การเข้าร่วม BRICS ต้องทำอย่างระมัดระวัง ควรไปพร้อมเพื่อนอาเซียน ไม่ใช่เดินเดี่ยว เพื่อไม่ให้ถูกมองว่าเอนเอียงสู่ขั้วอำนาจนิยม

เสาคือหลักการสากล กฎหมายระหว่างประเทศ

ใบพัดคือความยืดหยุ่นเชิงรุก

ท้ายที่สุดอุปสรรคที่แท้จริงไม่ใช่โลก แต่คือความไม่ลงรอยในบ้าน

ปัญหาใหญ่ที่สุดของไทยไม่ใช่จีนหรือสหรัฐ แต่คือการเมืองภายในที่ขาดฉันทมติระยะยาว

จึงหวังว่า รัฐบาลใหม่จะสามารถระดมสรรพกำลังของทุกภาคส่วนในประเทศลุกขึ้นวางยุทธศาสตร์นี้อย่างจริงจังเพื่อให้ไทยกลับมามีบทบาทในโลกอย่างสง่างามและสมศักดิ์ศรี

สรุปว่าโลกเปลี่ยน ไทยต้อง “ขยับ”

การกลับสู่จอเรดาร์โลกไม่ใช่เรื่องของศักดิ์ศรีอย่างเดียว แต่คือเรื่องปากท้อง อนาคต และความมั่นคงของคนไทย

ไม่ใช่การเลือกข้าง

ไม่ใช่การรอโลกเมตตา

แต่คือการวางตำแหน่งใหม่อย่างมีสติ ทะเยอทะยาน และมั่นใจ

ถ้าเรากล้าขยับ

ลมแรงแค่ไหน กังหันก็หมุนได้

และประเทศไทยก็จะไม่ใช่แค่ “ลู่ลม” อีกต่อไป

แต่จะใช้ลมของโลก หมุนอนาคตของตัวเอง



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ยาใจคนเจ็บ: 4) แสงดาวแห่งศรัทธา
คิดต่อจาก 6 ตุลา (2) : ความชั่วร้ายเกิดขึ้นได้เพราะเราเฉยเมยต่อมันมาก่อน
ทุนนิยม : จาก 2 ศตวรรษที่แล้วถึงโลกวันนี้ (1)
‘อนาคตสังคมไทยในความชอบธรรมที่ล่มสลาย’ : ประวัติศาสตร์ของ ‘กำแพง’ ที่เพิ่งลบ
ไทยปฏิเสธสหรัฐ เรื่องความร่วมมือทางทหาร ทำไมตอนนี้
E-DUANG | ในความหยุดนิ่ง มีการเคลื่อนไหว ในการเคลื่อนไหว มีความหยุดนิ่ง
บทเรียนปฏิรูปราชการ บ้านอื่น : อะไรสำเร็จ? อะไรล้มเหลว?
E-DUANG | ในความหยุดนิ่ง มีการเคลื่อนไหว ในการเคลื่อนไหว มีความหยุดนิ่ง
ปฏิรูปปืนไทย ให้ตรงเป้า
ระบบยุติธรรมพัฒนาเกิน 120 ปี…วันนี้ยังถูกแทรกแซง
เลกเชอร์บาร์ : ความรู้ที่ปรุงให้เข้ากับวัฒนธรรมป๊อป
อสังหาฯ เริ่มมีเชิงรุก