กาแฟดำ | สุทธิชัย หยุ่น
โลกกำลังเข้าสู่ช่วงเวลาที่นักวิเคราะห์ด้านภูมิรัฐศาสตร์จำนวนมากมองว่าเป็น “วิกฤตแห่งยุคสมัย” หรือ Crisis of a Lifetime
สงครามในตะวันออกกลางซึ่งทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่องระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล กับอิหร่าน ไม่ได้เป็นเพียงความขัดแย้งระดับภูมิภาคอีกต่อไป
แต่กำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่สั่นสะเทือนโครงสร้างเศรษฐกิจ การค้า พลังงาน และภูมิรัฐศาสตร์ของโลกทั้งระบบ
ความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นไม่ได้จำกัดอยู่เพียงสมรภูมิในตะวันออกกลาง หากแต่กำลังขยายผลกระทบไปสู่ตลาดพลังงานโลก เส้นทางการขนส่งทางทะเล ระบบการเงินระหว่างประเทศ
ตลอดจนเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ รวมถึงประเทศไทยเราซึ่งมีความเปราะบางอยู่ก่อนแล้ว
ประเด็นที่ทำให้สถานการณ์น่ากังวลยิ่งขึ้นคือการขาดความชัดเจนในเป้าหมายสุดท้ายของสงคราม
หลายฝ่ายตั้งคำถามว่าการดำเนินนโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ต่อสงครามนี้มีแผนการยุติสงครามหรือ Endgame อย่างไร หรือมี Exit Strategy (ยุทธศาสตร์ถอนตัวในจังหวะที่เหมาะสม) ที่ชัดเจนเพียงใด
หากสงครามยืดเยื้อหรือขยายวงกว้าง โลกอาจเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจและการเมืองที่ไม่เคยเผชิญมาก่อนนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามเย็น
สำหรับไทย สถานการณ์เช่นนี้หมายความว่ารัฐบาลไม่สามารถบริหารประเทศด้วยกรอบความคิดแบบเดิมได้อีกต่อไป
การจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่จึงไม่ควรเป็นเพียงการจัดสรรตำแหน่งตามสมดุลทางการเมืองระหว่างพรรคการเมืองต่างๆ เท่านั้น
แต่ควรต้องเป็นการจัดตั้งรัฐบาลที่มีความพร้อมในการบริหารประเทศภายใต้สภาวะวิกฤตระดับโลก แนวคิดที่ผมเรียกว่า “War-Ready Cabinet”
หรือคณะรัฐมนตรีที่พร้อมรับมือสถานการณ์สงครามที่เต็มไปด้วยความผันผวนปั่นป่วนไม่รู้จบ
นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล กำลังเผชิญกับบททดสอบสำคัญที่สุดของภาวะผู้นำทางการเมือง
นั่นคือ การแสดงให้ประชาชนเห็นว่ารัฐบาลของเขาไม่ได้เป็นเพียงรัฐบาลผสมที่เกิดจากการต่อรองผลประโยชน์ทางการเมือง
แต่ต้องเป็นรัฐบาลที่มีความสามารถในการนำประเทศผ่านพ้นวิกฤตของโลกได้อย่างมั่นคง
การจัดตั้ง “War-Ready Cabinet” จึงไม่ใช่เพียงคำขวัญทางการเมือง
หากแต่เป็นแนวคิดเชิงยุทธศาสตร์ที่สะท้อนความจำเป็นในการปรับโครงสร้างการบริหารประเทศให้สอดคล้องกับความเป็นจริงของโลกในปัจจุบัน
คณะรัฐมนตรีชุดใหม่จะต้องประกอบด้วยบุคคลที่มีความรู้ความสามารถในการบริหารจัดการกระทรวงและหน่วยงานต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพ
ต้องเป็นคณะบุคคลที่สามารถตัดสินใจเชิงนโยบายที่ซับซ้อนภายใต้สถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
และสามารถประสานงานระหว่างหน่วยงานรัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
โลกกำลังเข้าสู่ยุคของ “War Economy” หรือเศรษฐกิจในภาวะสงคราม ซึ่งหมายถึงสถานการณ์ที่ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ส่งผลกระทบโดยตรงต่อโครงสร้างเศรษฐกิจโลก ราคาพลังงาน ความมั่นคงทางอาหาร และเส้นทางการค้า
การเปลี่ยนแปลงที่เห็นอยู่นี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วคราว แต่มีแนวโน้มที่จะกำหนดทิศทางของเศรษฐกิจโลกในระยะยาว
ประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจำนวนมาก หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะได้รับผลกระทบโดยตรงจากความผันผวนของราคาน้ำมันโลก
ในภาวะอ่อนไหวอย่างนี้ การตั้งคณะรัฐมนตรีตามระบบโควต้าทางการเมืองแบบเดิมจึงเท่ากับเป็นการไม่รับรู้ความเร่งด่วนและร้อนแรงของสถานการณ์
คุณอนุทินต้องการคนที่มีความรู้ความสามารถและประสบการณ์ในการบริหารจัดการวิกฤตเป็นหลักมาร่วมทีมบริหาร
ไม่ใช่แบ่งสัดส่วนเก้าอี้ในรัฐบาลตามจำนวน ส.ส.ของแต่ละพรรคที่มาร่วมจัดตั้งรัฐบาล
ประชาชนต้องการเห็นทีมบริหารประเทศที่ประกอบด้วย “มืออาชีพ” มากกว่านักการเมืองที่ได้รับตำแหน่งเพียงเพราะสมดุลทางการเมืองระหว่างพรรคการเมือง
บางคนอาจบอกว่ารัฐบาลก็มีทีม “มืออาชีพ” แล้ว เช่น ทีมเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส-ศุภจี สุธรรมพันธุ์-สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว
แต่วิกฤตระดับโลกเช่นนี้มีความซับซ้อนเกินกว่าที่จะพึ่งพาทีมผู้เชี่ยวชาญขนาดเล็กเพียงไม่กี่คน
ในยามนี้ ประเทศจำเป็นต้องมีทีมมืออาชีพขนาดใหญ่ที่สามารถทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบข้ามกระทรวงทบวงกรมต่างๆ
ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงการคลัง กระทรวงพลังงาน กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการต่างประเทศ และหน่วยงานด้านเทคโนโลยีดิจิทัล
อีกประเด็นสำคัญที่รัฐบาลใหม่ต้องพิจารณาอย่างจริงจังคือการปรับรื้อโครงสร้างการจัดทำงบประมาณของประเทศ งบประมาณปี 2570 ที่จะต้องถูกทบทวนใหม่อย่างจริงจังเพื่อให้สอดคล้องกับความเป็นจริงของโลกที่กำลังเผชิญกับความเสี่ยงจากสงครามและความปั่นป่วนทางเศรษฐกิจ ระบบงบประมาณแบบเดิมที่แบ่งสรรงบประมาณตามกระทรวงอาจไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันอีกต่อไป
รัฐบาลควรจัดลำดับความสำคัญของงบประมาณตามปัญหาและความจำเป็นเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ
ตัวอย่างเช่น การจัดตั้งกองทุนเพื่อรักษาเสถียรภาพราคาพลังงาน
การสร้างกลไกช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น
การสนับสนุนการลงทุนในพลังงานทางเลือก
และการเสริมสร้างความมั่นคงด้านอาหาร
ล้วนเป็นมาตรการที่จำเป็นสำหรับการบริหารเศรษฐกิจในภาวะสงคราม
ในขณะเดียวกัน ประเทศไทยต้องเร่งสร้างความเข้มแข็งจากภายในผ่านยุทธศาสตร์ที่อาจเรียกว่า “Insulation Strategy” หรือยุทธศาสตร์การสร้างเกราะป้องกันจากแรงกระแทกภายนอก
แนวคิดนี้เน้นการลดการพึ่งพาปัจจัยจากต่างประเทศในด้านสำคัญ เช่น อาหาร พลังงาน และเวชภัณฑ์ เพื่อให้ประเทศสามารถดำรงเสถียรภาพได้แม้ในช่วงเวลาที่ระบบการค้าโลกเผชิญกับความปั่นป่วน
ประเทศไทยมีศักยภาพสูงในการเป็นศูนย์กลางการผลิตอาหารของโลก หากรัฐบาลสามารถพัฒนาระบบการผลิตและกระจายอาหารในระดับชุมชนให้มีความเข้มแข็ง ประเทศจะสามารถรักษาความมั่นคงด้านอาหารได้แม้ในช่วงเวลาที่การค้าระหว่างประเทศหยุดชะงัก
ในด้านพลังงาน การลงทุนในพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ และการส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า อาจเป็นแนวทางสำคัญในการลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้า
ขณะเดียวกัน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลซึ่งประเทศไทยมีจุดแข็งอยู่แล้ว เช่น ระบบการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์และแพลตฟอร์มการค้าออนไลน์ สามารถช่วยสร้างเศรษฐกิจที่มีความยืดหยุ่นสูงขึ้นในภาวะวิกฤต
อีกมิติหนึ่งที่มีความสำคัญไม่แพ้กันคือ การปรับตำแหน่งเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศไทยในเวทีโลก
ในโลกที่มหาอำนาจแข่งขันกันอย่างเข้มข้น ประเทศขนาดกลางอย่างไทยต้องดำเนินนโยบายต่างประเทศที่รักษาความสมดุลระหว่างฝ่ายต่างๆ
การพึ่งพามหาอำนาจฝ่ายเดียวอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการถูกกดดันทางการเมืองหรือเศรษฐกิจในอนาคต
ในขณะที่โลกกำลังเผชิญกับความไม่แน่นอน ไทยอาจมีโอกาสพิเศษในการสร้างบทบาทใหม่ในระบบเศรษฐกิจโลก
หากประเทศสามารถรักษาเสถียรภาพทางการเมือง ความมั่นคงทางสังคม และความน่าเชื่อถือของระบบกฎหมายได้ ประเทศอาจกลายเป็น “โอเอซิสแห่งเสถียรภาพและความมั่งคั่ง” หรือ Oasis of Stability and Prosperity ในสายตาของนักลงทุนและประชาคมโลก
แต่ “โอกาสในวิกฤต” ไม่เคยเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ
หากรัฐบาลไม่มีวิสัยทัศน์และความสามารถในการดำเนินนโยบายอย่างจริงจัง วิกฤตระดับโลกเช่นนี้อาจกลายเป็นแรงกดดันที่ทำให้เศรษฐกิจและสังคมของประเทศเผชิญกับความยากลำบากมากยิ่งขึ้น
สําหรับนายกรัฐมนตรีอนุทิน ช่วงเวลานี้จึงเป็นบททดสอบสำคัญที่สุดของชีวิตทางการเมือง
ในอดีตคุณอนุทินเคยเผชิญกับวิกฤตหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการบริหารสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 น้ำท่วมหาดใหญ่, แผ่นดินไหว, หรือสงครามกับกัมพูชา
แต่ความท้าทายที่กำลังเผชิญในปัจจุบันมีความซับซ้อนและมีขอบเขตกว้างกว่าวิกฤตใดๆ ที่ผ่านมา
การจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่จึงไม่ใช่เพียงการจัดสรรตำแหน่งทางการเมือง แต่เป็นการกำหนดทิศทางของประเทศในช่วงเวลาที่โลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
หากนายกรัฐมนตรีสามารถแสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญทางการเมืองในการแต่งตั้งบุคคลที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาบริหารประเทศ และสามารถปรับนโยบายเศรษฐกิจและความมั่นคงให้สอดคล้องกับความเป็นจริงของโลกในปัจจุบัน ประเทศไทยอาจสามารถผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้
ในทางตรงกันข้าม หากรัฐบาลยังคงดำเนินการตามรูปแบบเดิมที่เน้นการ “แบ่งเค้ก” ทางการเมืองมากกว่าประสิทธิภาพในการบริหารประเทศ ความเชื่อมั่นของประชาชนและนักลงทุนอาจลดลงอย่างรวดเร็วในช่วงเวลาที่ประเทศต้องการความเชื่อมั่นมากที่สุด
โอกาสทองก็จะกลายเป็นหลุมบ่อแห่งหายนะ
แนวคิดเรื่อง “War-Ready Cabinet” ไม่ได้หมายถึงการเตรียมประเทศเข้าสู่สงคราม หากแต่หมายถึงการเตรียมประเทศให้พร้อมรับมือกับโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนและความขัดแย้ง
วิกฤตใหญ่หลวงครั้งนี้นำมาซึ่งโอกาสที่สร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญได้
อยู่ที่ว่าผู้นำประเทศพร้อมจะฉีกแนวความคิดทางการเมืองแบบเก่าๆ มาสร้างปรากฏการณ์ที่ประชาชนคาดหวังได้เพียงใดเท่านั้น!
