กาแฟดำ | สุทธิชัย หยุ่น
ในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ คำว่า “ชัยชนะ” ในสงครามเคยมีความหมายที่ชัดเจนและตรงไปตรงมา
หากกองทัพหนึ่งสามารถทำลายกองทัพของฝ่ายตรงข้าม ยึดครองดินแดน และบังคับให้ศัตรูยอมจำนน นั่นคือชัยชนะ
ตั้งแต่สงครามของจักรวรรดิโบราณ จนถึงสงครามโลกในศตวรรษที่ 20 นิยามของชัยชนะแทบไม่เปลี่ยนแปลง
กองทัพที่แข็งแกร่งกว่า อาวุธที่เหนือกว่า และการวางแผนที่ดีกว่า มักนำไปสู่ชัยชนะที่เด็ดขาด
แต่โลกในศตวรรษที่ 21 กำลังพิสูจน์ว่าแนวคิดนั้นอาจล้าสมัยไปแล้ว
ปฏิบัติการของสหรัฐที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เลือกชื่อเองว่า Operation Epic Fury (ผมแปลเองว่า “พิโรธสะท้านฟ้า) ที่อเมริกาเปิดศึกร่วมกับอิสราเอลเพื่อ “ทำลายอิหร่านให้ราบคาบ” เป็นหนึ่งในเหตุการณ์ล่าสุดที่สะท้อนให้เห็นว่า “ชัยชนะ” ในสงครามยุคใหม่กำลังถูกนิยามใหม่เสียแล้ว
ในช่วงเริ่มต้นของสงครามรอบนี้ สหรัฐภายใต้การนำของทรัมป์เชื่อมั่นอย่างยิ่งว่า การใช้กำลังทหารอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดจะสามารถบีบให้อิหร่าน “ยอมจำนนอย่างไร้เงื่อนไข) (ทรัมป์ใช้คำว่า Unconditional Surrender) ได้อย่างรวดเร็วและชัดเจนต่อหน้าประชาคมโลกที่ตกอยู่ในสภาวะสับสนงุนงงอย่างกว้างขวาง
สมมุติฐานนี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของประสบการณ์ในอดีตทั้งสิ้น
สหรัฐเคยแสดงให้เห็นหลายครั้งว่า กองทัพที่ทรงพลังที่สุดในโลกสามารถทำลายศัตรูได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ
แต่เมื่อการสู้รบรอบนี้ดำเนินไปเพียงสองสัปดาห์ ความเป็นจริงกลับซับซ้อนกว่าที่วอชิงตันคาดการณ์ไว้มาก
สนามรบที่แท้จริงไม่ได้อยู่เพียงในทะเลหรือในอากาศ
แต่กลับอยู่ในตลาดพลังงานโลก
ในความสัมพันธ์ระหว่างพันธมิตร
และในความรู้สึกของประชาคมโลก
ช่องแคบเล็กๆ ที่เป็น “คอขวดเล็กๆ แต่เป็นเส้นเลือดเศรษฐกิจใหญ่ของโลก” ที่มีชื่อว่า Strait of Hormuz จึงกลายเป็นเวทีที่ท้าทายคำถามพื้นฐานที่สุดของสงครามยุคใหม่
แท้จริงแล้ว “ชัยชนะ” คืออะไร?
เมื่อชัยชนะในสนามรบไม่เท่ากับชัยชนะทางยุทธศาสตร์
หากวัดด้วยตัวชี้วัดทางทหารแบบดั้งเดิม Operation Epic Fury อาจถือว่าประสบความสำเร็จ
รายงานหลายกระแสระบุว่า กองกำลังสหรัฐสามารถทำลายเรือรบของอิหร่านได้จำนวนมาก โครงสร้างพื้นฐานทางทหารถูกโจมตี และผู้นำระดับสูงของอิหร่านหลายคนถูกสังหาร
ในอดีต ตัวเลขเหล่านี้อาจเพียงพอที่จะประกาศชัยชนะ
แต่ในสงครามยุคใหม่ ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้เล่าเรื่องทั้งหมด
เพราะในเวลาเดียวกัน อิหร่านก็สามารถใช้ยุทธศาสตร์ที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
แทนที่จะเผชิญหน้ากับกองทัพเรือสหรัฐแบบตรงๆ อิหร่านเลือกใช้สงครามแบบอสมมาตร (Asymmetric Warfare)
ซึ่งมาในรูปแบบของการวางทุ่นระเบิด
การใช้โดรน
การยิงขีปนาวุธจากชายฝั่ง
การใช้เรือเร็วโจมตีแบบกองโจร
ยุทธศาสตร์เหล่านี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อชนะสงครามในความหมายแบบเดิม
แต่มีเป้าหมายเพื่อทำให้สงครามมีต้นทุนสำหรับฝ่ายตรงกันข้ามให้สูงที่สุด
ผลที่เกิดขึ้นคือ การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดของโลก ต้องเผชิญกับความเสี่ยงทันที
น้ำมันจำนวนมหาศาลของโลกต้องผ่านช่องแคบแห่งนี้
และเมื่อเส้นทางนี้ถูกคุกคาม ผลกระทบจึงไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในสนามรบ
แต่เกิดขึ้นทั่วโลก
ในตลาดหุ้น
ในราคาน้ำมัน
และในเศรษฐกิจของหลายประเทศ
ดังนั้น แม้ฝ่ายหนึ่งจะทำลายเรือรบของอีกฝ่ายได้จำนวนมาก
แต่ถ้าผลลัพธ์คือ เศรษฐกิจโลกปั่นป่วน
คำถามก็เกิดขึ้นทันทีว่า
ใครกันแน่ที่ชนะ?
สงครามในยุคที่เศรษฐกิจสำคัญกว่าปืน
ในศตวรรษที่ 20 สงครามมักตัดสินกันในสนามรบ
แต่ในศตวรรษที่ 21 สนามรบที่แท้จริงอาจอยู่ในตลาดพลังงาน
วิกฤตในช่องแคบฮอร์มุซทำให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและน่าตกใจ
เศรษฐกิจหลายประเทศเริ่มเผชิญกับความเสี่ยงของภาวะ stagflation – เศรษฐกิจชะลอตัวแต่เงินเฟ้อสูง
รัฐบาลสหรัฐต้องตัดสินใจปล่อยน้ำมันจากคลังสำรองยุทธศาสตร์ในปริมาณมหาศาลเพื่อพยุงตลาด
มาตรการนี้ช่วยลดแรงกระแทกได้ชั่วคราว
แต่ก็สะท้อนให้เห็นความจริงที่สำคัญอย่างหนึ่ง
สงครามยุคใหม่สามารถสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกได้เร็วกว่ากระสุนปืนเสียอีก
ดังนั้น คำถามเรื่องชัยชนะวันนี้จึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงว่าใครทำลายอาวุธของใครได้มากกว่า
แต่รวมถึงว่า ใครสามารถรักษาเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจโลกได้ดีกว่า
อีกทั้งสงครามใหญ่ยังมีมิติของสงครามข้อมูลที่ซับซ้อนร้อนแรงเพราะมันมาพร้อมกับคำถามว่า : ใครควบคุมเรื่องเล่า?
สงครามข่าวสารคืออีกหนึ่งมิติของสงครามยุคใหม่อย่างปฏิเสธไม่ได้
ในช่วงที่การสู้รบยังดำเนินอยู่ ทรัมป์ประกาศต่อผู้สนับสนุนอย่างลิงโลดและมั่นใจว่า
“เราชนะแล้ว” ซ้ำแล้วซ้ำอีก
เหมือนจะพยายามน้าวโน้มตัวเองมากกว่าฝูงชนที่ฟังอยู่เชื่อว่ามันคือชัยชนะจริงๆ ในขณะที่ข้อมูลเชิงลึกอาจจะเริ่มชี้ไปในทิศทางของความไม่แน่นอนในหลายๆ ด้าน
คำประกาศ “ชัยชนะ” ของทรัมป์ไม่ได้เป็นเพียงข้อความที่มีนัยทางการเมือง
มันเป็นความพยายามที่จะกำหนดเรื่องเล่าของสงคราม
ในโลกยุคดิจิทัล ภาพของสงครามถูกกำหนดไม่เพียงจากสิ่งที่เกิดขึ้นจริง แต่จากสิ่งที่ผู้คนเชื่อว่าเกิดขึ้น
แต่ปัญหาคือ เมื่อคำประกาศชัยชนะเกิดขึ้นก่อนที่สถานการณ์จะยุติ ความน่าเชื่อถือของผู้นำอาจตกอยู่ในความเสี่ยง
หากสงครามยังดำเนินต่อไป
คำถามก็จะย้อนกลับมาว่า ชัยชนะที่ประกาศไปนั้นคืออะไร
หรือในท้ายที่สุด มันคือสงครามที่ไม่มีเส้นชัย
เพราะนี่คือหนึ่งในความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดของสงครามในศตวรรษที่ 21 และมันมีความหมายว่า สงครามจำนวนมากไม่มีจุดจบที่ชัดเจน
สงครามในอัฟกานิสถาน
สงครามในอิรัก
สงครามในยูเครน
ล้วนเป็นตัวอย่างของความขัดแย้งที่ยืดเยื้อเป็นเวลาหลายปี
บางครั้งหลายทศวรรษ
ในบริบทเช่นนี้ คำว่า “ชัยชนะ” จึงเริ่มมีความหมายที่แตกต่างออกไป
แทนที่จะหมายถึงการทำลายศัตรูจนหมดสิ้น
มันอาจหมายถึงเพียงแค่การป้องกันไม่ให้สถานการณ์เลวร้ายลง
การรักษาเสถียรภาพในระดับหนึ่ง
หรือการหาทางออกทางการทูตที่ยอมรับได้
ปฏิบัติการ Operation Epic Fury จึงเป็นบทเรียนสำคัญของยุทธศาสตร์ในศตวรรษที่ 21
เพราะมันแสดงให้เห็นว่าความเหนือกว่าทางทหาร ไม่ได้รับประกันชัยชนะทางยุทธศาสตร์
และการทำลายอาวุธของศัตรูไม่ได้หมายความว่าความขัดแย้งจะยุติลง
ในทางกลับกัน บางครั้งการใช้กำลังอาจสร้างปัญหาใหม่ที่ซับซ้อนกว่าเดิม
การโจมตีอิหร่านอาจเหมือนกับการ “เตะรังแตน”
มันอาจทำให้ศัตรูเจ็บปวด แต่ก็อาจทำให้สถานการณ์ทั้งระบบปั่นป่วนไปหมด
ในท้ายที่สุด ปฏิบัติการทางทหารของทรัมป์รอบนี้กำลังบังคับให้โลกต้องตั้งคำถามใหม่เกี่ยวกับคำว่า “ชัยชนะ”
ในโลกที่เศรษฐกิจโลกเชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้ง
ในโลกที่ข่าวสารแพร่กระจายภายในไม่กี่วินาที
ในโลกที่สงครามสามารถกระทบตลาดการเงินทั่วโลกได้ทันที
ชัยชนะอาจไม่ใช่การทำลายศัตรู
แต่เป็นการป้องกันไม่ให้โลกเข้าสู่ความโกลาหล
ชัยชนะอาจหมายถึงการรักษาเสถียรภาพ
การหลีกเลี่ยงการยกระดับความขัดแย้ง
และการสร้างทางออกทางการทูต
กล่าวอีกอย่างหนึ่ง ชัยชนะในศตวรรษที่ 21 อาจไม่ได้วัดด้วยจำนวนรถถังที่ถูกทำลาย
แต่ด้วยคำถามที่เรียบง่ายกว่านั้นมาก
หลังสงคราม โลกปลอดภัยขึ้นหรืออันตรายขึ้น?
และคำตอบของคำถามนี้
อาจเป็นสิ่งที่จะกำหนดว่าปฏิบัติการอย่าง Operation Epic Fury จะถูกจดจำในประวัติศาสตร์ว่าเป็น
ชัยชนะ
หรือเป็นเพียงอีกบทหนึ่งของสงครามที่ไม่มีผู้ชนะอย่างแท้จริงกันแน่?
