เงินทดแทนกรณีว่างงาน : ถึงเวลาที่ประกันสังคมไทยต้องจ่ายให้ครบ และจ่ายให้ถูกจุด
คอลัมน์ ฝนไม่ถึงดิน
ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี
ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ระบบประกันการว่างงานของไทยภายใต้สำนักงานประกันสังคม ทำงานบนตรรกะที่เรียบง่ายและไม่ซับซ้อนนัก
นั่นคือ เมื่อผู้ประกันตนตกงาน กองทุนจะจ่ายเงินทดแทนรายเดือนในอัตราที่กำหนด และเมื่อสิ้นสุดระยะเวลา ความสัมพันธ์ก็จบลง
ตรรกะนี้ไม่ได้ผิด แต่มันแคบเกินไป และความแคบนั้นมีราคาที่สังคมต้องจ่าย
ข้อมูลจากสำนักงานประกันสังคม สิ้นปี 2568 ชี้ให้เห็นว่า กรณีว่างงานมีการจ่ายประโยชน์ทดแทนรวม 9,849.30 ล้านบาท ใน 218,467 ครั้ง ตัวเลขนี้ไม่น้อย
แต่เมื่อถามต่อว่าหลังจากได้รับเงินก้อนนั้นแล้ว ผู้ประกันตนเหล่านี้กลับเข้าสู่ตลาดแรงงานในสภาพไหน ได้รับการสนับสนุนอะไรที่ช่วยให้พวกเขาไม่เพียงแค่ “อยู่รอด” แต่ “กลับมาได้อย่างมีคุณภาพ”
คำตอบในระบบปัจจุบันคือแทบไม่มี
ประเทศเดนมาร์กเลือกเส้นทางที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง และผลที่ได้ไม่ใช่แค่ตัวเลขทางเศรษฐกิจที่สวยงาม แต่เป็นหลักฐานเชิงโครงสร้างว่าการคิดใหม่เกี่ยวกับเงินทดแทนการว่างงานนั้นให้ผลตอบแทนมหาศาลต่อสังคมในระยะยาว
เดนมาร์กใช้แนวคิดที่เรียกว่า “Flexicurity” ซึ่งแปลตรงตัวไม่ได้ แต่พอสื่อความได้ว่าคือการสร้างความยืดหยุ่นและความมั่นคงในเวลาเดียวกัน
ภายใต้แนวคิดนี้ ตลาดแรงงานเดนมาร์กอนุญาตให้นายจ้างเลิกจ้างได้ค่อนข้างง่ายเมื่อเทียบกับมาตรฐานยุโรปส่วนใหญ่
แต่ความยืดหยุ่นนั้นไม่ได้หมายถึงการปล่อยให้คนงานตกสู่ความยากลำบาก ตรงกันข้าม ระบบความคุ้มครองที่ตามมาถูกออกแบบให้มีความเข้มข้นและครอบคลุมกว่าระบบส่วนใหญ่ในโลก
สิ่งที่ทำให้เดนมาร์กน่าสนใจอย่างยิ่งไม่ใช่แค่ขนาดของเงินทดแทน แม้ว่าจะสูงถึงประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ก่อนตกงานและให้ได้นานถึง 2 ปี
แต่คือปรัชญาเบื้องหลังการออกแบบว่า “จ่าย” หมายความว่าอะไรกันแน่
เดนมาร์กลงทุนในนโยบายตลาดแรงงานเชิงรุก หรือที่เรียกในวรรณกรรมวิชาการว่า Active Labor Market Policy (ALMP) ในสัดส่วนสูงที่สุดแห่งหนึ่งในกลุ่ม OECD ราวร้อยละ 2 ของ GDP ต่อปี
ตัวเลขนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่มาจากความเชื่อทางนโยบายที่ว่า การจ่ายเงินให้คนตกงานอยู่เฉยๆ นั้นแพงกว่าการจ่ายให้พวกเขากลับมาทำงานได้อีกครั้งอย่างมีคุณภาพ
แต่ที่น่าสนใจคือ เดนมาร์กไม่ได้สร้างสถาบันฝึกอบรมขนาดใหญ่หรือองค์กรใหม่ขึ้นมารองรับแนวคิดนี้เสมอไป
สิ่งที่ระบบทำคือขยายนิยามของสิ่งที่ “ควรจ่าย” ให้กว้างและลึกขึ้น ให้ครอบคลุมสิ่งที่แรงงานต้องการจริงในชีวิตจริงระหว่างที่ยังไม่มีงาน
ตั้งแต่ค่าใช้จ่ายในการฝึกทักษะใหม่กับผู้ให้บริการที่มีอยู่แล้วในตลาด ไปจนถึงค่าเดินทางไปสัมภาษณ์งาน ค่าดูแลเด็กระหว่างที่ผู้ปกครองเข้ารับการอบรม หรือเงินสนับสนุนเพิ่มเติมตามสภาวะของครอบครัวที่แต่ละคนแบกรับอยู่
กลับมาที่ประเทศไทย สิ่งที่น่าคิดไม่ใช่ว่าเราจะสร้างสถาบันหรือโครงสร้างใหม่ขึ้นมาขนาดไหน
แต่คือเราจะทำให้สำนักงานประกันสังคมในฐานะ “ผู้จ่าย” ทำหน้าที่นั้นได้อย่างครบถ้วนและชาญฉลาดมากขึ้นได้อย่างไร
บทบาทของประกันสังคมไม่จำเป็นต้องเปลี่ยน ยังคงเป็นผู้จ่าย แต่ที่ต้องเปลี่ยนคือเราจ่ายอะไร และจ่ายให้ครอบคลุมชีวิตจริงของคนตกงานมากแค่ไหน
ในปัจจุบัน ผู้ประกันตนที่ตกงานได้รับเงินทดแทนรายเดือน แต่ค่าใช้จ่ายที่ตามมาในชีวิตจริงของการ “หางานใหม่” กลับไม่ถูกนับเป็นสิ่งที่กองทุนควรดูแล ค่าเดินทางไปสัมภาษณ์งานต่างจังหวัดหรือแม้แต่ข้ามเขตในกรุงเทพฯ ค่าลงทะเบียนเรียนทักษะใหม่กับสถาบันที่มีคุณภาพในตลาด ค่าซื้ออุปกรณ์เพื่อทำงานรูปแบบใหม่ หรือค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมสำหรับครอบครัวที่ต้องแบกรับระหว่างช่วงเปลี่ยนผ่าน
สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นต้นทุนจริงของการกลับเข้าสู่ตลาดแรงงาน แต่ระบบปัจจุบันมองไม่เห็นและไม่ได้ออกแบบมาเพื่อรองรับ
แนวคิดเรื่อง top-up ตามความจำเป็นของชีวิตและครอบครัวนั้นสำคัญมากในแง่นี้ เพราะการตกงานไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตของ “คนโสดไม่มีภาระ”
แรงงานส่วนใหญ่มีครอบครัวที่ต้องดูแล มีค่าเช่า ค่าผ่อน ค่าเรียนลูก ที่ไม่หยุดรอให้ชีวิตจัดการตัวเองก่อน
เงินทดแทนรายเดือนแบบเดิมตั้งอยู่บนสมมุติฐานที่ว่าค่าใช้จ่ายของทุกคนเหมือนกัน ซึ่งในความเป็นจริงมันไม่เคยใช่
มีหน้าต่างแห่งโอกาสที่เปิดขึ้นในยุคที่ปัญญาประดิษฐ์กำลังเปลี่ยนโครงสร้างการจ้างงานอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
งานจำนวนมากที่ผู้ประกันตนไทยทำอยู่วันนี้มีความเสี่ยงสูงที่จะถูกทดแทนในทศวรรษหน้า ทั้งงานในสายการผลิต งานเอกสารและธุรการ งานบริการลูกค้าบางประเภท ไปจนถึงงานที่พึ่งพาความซ้ำซากเป็นหลัก
การพัฒนาทักษะใหม่ๆ จึงไม่ใช่ทางเลือกส่วนตัว แต่เป็นความจำเป็นที่ระบบต้องรองรับ และถ้าประกันสังคมไม่ขยายนิยามของสิ่งที่ควรจ่ายให้ครอบคลุมความจำเป็นนี้ กองทุนที่แรงงานส่งเงินสมทบมาตลอดชีวิตการทำงาน ก็จะไม่ได้ช่วยรับมือกับอนาคตที่เปลี่ยนไปอย่างที่ควรจะเป็น
สิ่งที่ต้องเกิดขึ้นจึงไม่ใช่การสร้างระบบใหม่ทั้งหมด แต่คือการทำให้ประกันสังคมในฐานะผู้จ่ายนั้น จ่ายได้ฉลาดขึ้น ลึกขึ้น และตอบสนองต่อชีวิตจริงของแรงงานได้มากขึ้น
ซึ่งหมายความว่าต้องออกแบบกลไกที่ยืดหยุ่น สามารถ top-up ตามสถานการณ์ของแต่ละคน และเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกันตนใช้เงินส่วนนั้นกับผู้ให้บริการที่มีอยู่แล้วในตลาด ไม่ว่าจะเป็นสถาบันฝึกอบรม แพลตฟอร์มออนไลน์ หรือผู้เชี่ยวชาญด้านอาชีพที่แรงงานเลือกเอง
แบบจำลองเดนมาร์กสอนว่า ความมั่นคงที่แท้จริงไม่ได้มาจากการรับประกันว่าจะมีเงินจ่ายได้ตลอด
แต่มาจากการรับประกันว่าแรงงานจะสามารถปรับตัวและกลับมาทำงานได้อีกครั้ง
ความแตกต่างระหว่างสองสิ่งนี้ดูเหมือนปลีกย่อย แต่ในทางนโยบายมันคือความแตกต่างระหว่างระบบที่จ่ายเพื่อให้คนตกงานรอดชีวิต กับระบบที่จ่ายเพื่อให้คนตกงานกลับมาใช้ชีวิตได้จริง
ถึงเวลาแล้วที่ประกันสังคมไทยต้องตั้งคำถามกับตัวเองว่า สิ่งที่ควรจ่ายในกรณีว่างงานนั้น มีขอบเขตที่ควรกว้างกว่าที่เราทำอยู่มากแค่ไหน
คำตอบของคำถามนั้นไม่ต้องรอให้มีสถาบันใหม่เกิดขึ้น
มันเริ่มได้จากการออกแบบนโยบายที่เห็นชีวิตจริงของแรงงานในฐานะจุดตั้งต้น ไม่ใช่เห็นแค่ตัวเลขเงินทดแทนรายเดือนที่หักออกจากกองทุน
