bg-single

‘สงครามอสมมาตร’ มันเป็นเช่นไร?

27.03.2026

กาแฟดำ | สุทธิชัย หนุ่ย

ผมติดตามสงครามอิหร่านรอบใหม่นี้จากมุมมองนักข่าวที่ทุกวันนี้จะเพียงแค่ตอบคำถามว่าเกิดอะไรที่ไหนเมื่อไหร่เท่านั้นไม่ได้อีกต่อไป

ต้องเพ่งพินิจเชิงลึกว่าด้วยเบื้องหน้าเบื้องหลังและความเปลี่ยนแปลงแบบเขย่าโลกของสงครามในยุคนี้

ทำให้ต้องทำความเข้าใจความหมายของคำว่า “สงครามอสมมาตรในศตวรรษที่ 21” อย่างน่าตื่นตาตื่นใจยิ่ง

บางมิติใหม่ถอดด้าม แต่อีกบางเรื่องก็เหมือนของเก่าโผล่มาใหม่ แต่ในรูปโฉมและคำนิยามใหม่

“สงครามอสมมาตร” ที่มาจากคำว่า Asymmetric Warfare นั้นทำให้ผมย้อนกลับไปพิเคราะห์สงครามยุคของเหมา เจ๋อตุงของจีนได้ด้วยซ้ำ

จึงต้องย้อนกลับไปแกะรอยใหม่…จากกองโจรของ “เหมา” สู่ยุทธศาสตร์เงาของอิหร่าน

และเชื่อหรือไม่ว่าทำให้ผมโยงมาถึงประเด็นสังคมและการเมืองเรื่องความเหลื่อมล้ำ 1% กับ 99% อย่างน่าพิศวง

ภาพจำของสงครามแบบดั้งเดิม-กองทัพเผชิญหน้ากันตามแนวรบที่ชัดเจน รถถังเคลื่อนพล เครื่องบินรบครองน่านฟ้า-กำลังกลายเป็นภาพที่ล้าสมัยมากขึ้นทุกที

ความขัดแย้งที่กำหนดทิศทางของโลกในศตวรรษที่ 21 ไม่ได้ถูกตัดสินด้วยกำลังทหารเพียงอย่างเดียว แต่ถูกขับเคลื่อนด้วยตรรกะที่ซับซ้อนและแยบยลกว่า

นั่นคือที่มาของ “สงครามอสมมาตร”

สงครามรูปแบบนี้มาจากสภาพความเป็นจริงที่ฝ่ายที่อ่อนแอกว่าใช้วิธีการที่แตกต่างเพื่อเจาะจุดอ่อนของฝ่ายที่แข็งแกร่งกว่า แทนการเผชิญหน้าโดยตรง

เป็นพัฒนาการจากการสู้รบแบบกองโจรในชนบทไปสู่ยุทธศาสตร์หลายมิติที่ครอบคลุมไซเบอร์ เศรษฐกิจ เครือข่ายตัวแทน และสงครามข้อมูลข่าวสาร

และที่สำคัญยิ่งกว่านั้น มันกำลังขยายตัวออกจากสนามรบไปสู่พื้นที่ทางการเมืองและสังคม

หากเราต้องการเข้าใจโลกปัจจุบัน-ตั้งแต่ความตึงเครียดกับอิหร่าน สงครามในยูเครน ไปจนถึงความแตกแยกภายในสังคม-เราจำเป็นต้องย้อนกลับไปทำความเข้าใจวิวัฒนาการของสงครามอสมมาตรตั้งแต่จุดกำเนิดจนถึงรูปแบบที่กำลังก่อตัวในวันนี้

ในความเป็นจริง รากฐานทางความคิดของสงครามอสมมาตรมันเกิดมานานแล้ว

ในบริบทของสงครามต่อต้านญี่ปุ่นและสงครามกลางเมืองจีน เหมาได้เสนอแนวคิดที่ปฏิวัติวิธีคิดเรื่องสงคราม ในงานเขียน On Guerrilla Warfare (1937)

ซึ่งเสนอว่าฝ่ายที่อ่อนแอกว่าไม่ควรพยายามเอาชนะด้วยการเผชิญหน้าโดยตรง

แต่ควรใช้ยุทธศาสตร์ระยะยาว อาศัยความคล่องตัว การพรางตัว และการระดมพลังทางการเมือง

หัวใจของแนวคิดเหมาอยู่ที่ข้อเสนอหลักหลายประการ

ประการแรก “ประชาชนคือสนามรบ” กองโจรต้องผสมกลมกลืนกับประชาชนดุจปลาในน้ำ

ประการที่สอง “เวลาเป็นอาวุธ” ยิ่งสงครามยืดเยื้อ ฝ่ายที่แข็งแกร่งยิ่งสูญเสียความอดทนและต้นทุนเพิ่มสูงขึ้น

ประการที่สาม “ชัยชนะทางการเมืองสำคัญกว่าทางทหาร” และการครองใจประชาชนสำคัญกว่าการชนะในสนามรบ

แนวคิดเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงทฤษฎี แต่กลายเป็นเครื่องมือที่นำไปสู่ชัยชนะของพรรคคอมมิวนิสต์จีน และต่อมาได้กลายเป็นต้นแบบของการต่อสู้ทั่วโลก

ช่วงกลางศตวรรษที่ 20 ให้บทเรียนสำคัญเกี่ยวกับพลังของสงครามอสมมาตรในอีกรูปแบบหนึ่ง

ในเวียดนาม กองกำลังที่มีอาวุธเบากว่าสามารถเอาชนะมหาอำนาจได้

ในอัฟกานิสถาน นักรบท้องถิ่นสามารถทำให้มหาอำนาจต้องถอย

ในคิวบา กลุ่มปฏิวัติขนาดเล็กสามารถโค่นล้มรัฐบาลที่แข็งแกร่งกว่า

รูปแบบที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าคือ

ฝ่ายที่แข็งแกร่งชนะในเชิงยุทธวิธี แต่แพ้ในเชิงยุทธศาสตร์

เหตุผลสำคัญคือ “ชัยชนะ” ในสงครามอสมมาตรไม่ได้ถูกนิยามด้วยการยึดพื้นที่หรือทำลายกองทัพฝ่ายตรงข้ามเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการทำให้ฝ่ายตรงข้าม “ไม่สามารถชนะได้”

และจากกองโจรก็แปรรูปเป็นสงครามลูกผสม (Hybrid Warfare)

ถึงวันนี้ สงครามอสมมาตรได้ขยายตัวไปสู่รูปแบบที่ซับซ้อนมากขึ้น เรียกว่า “สงครามลูกผสม” ซึ่งผสมผสานเครื่องมือหลากหลายเข้าด้วยกัน

สนามรบไม่ได้จำกัดอยู่แค่ภูมิประเทศอีกต่อไป แต่รวมถึง

ไซเบอร์สเปซ

ระบบการเงิน

ห่วงโซ่อุปทาน

พื้นที่ข้อมูลข่าวสาร

เส้นแบ่งระหว่างสงครามกับสันติภาพเริ่มเลือนราง

รัฐสามารถเผชิญหน้ากันได้โดยไม่ต้องประกาศสงครามอย่างเป็นทางการ

การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนความจริงใหม่ของอำนาจในโลกยุคดิจิทัล-ผู้เล่นขนาดเล็กสามารถสร้างผลกระทบขนาดใหญ่ได้

อิหร่านถือเป็นหนึ่งในประเทศที่พัฒนายุทธศาสตร์อสมมาตรได้อย่างลึกซึ้งที่สุด

แม้จะด้อยกว่าในด้านกำลังรบแบบดั้งเดิม แต่อิหร่านได้สร้างระบบที่สามารถถ่วงดุลมหาอำนาจได้ผ่านหลายกลไก

หนึ่ง เครือข่ายตัวแทน (Proxy Networks)

อิหร่านใช้กลุ่มพันธมิตรในภูมิภาคเป็นเครื่องมือขยายอิทธิพล ทำให้สามารถดำเนินการโดยไม่ต้องเผชิญหน้าโดยตรง

สองคือยุทธศาสตร์ช่องแคบ

ช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางพลังงานสำคัญของโลก ไม่จำเป็นต้องถูก “ควบคุม” แค่เพียงทำให้ “ไม่ปลอดภัย” ก็เพียงพอที่จะสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อเศรษฐกิจโลก

สาม ขีปนาวุธและโดรน

อาวุธที่ต้นทุนต่ำแต่มีความแม่นยำสูง ช่วยลดความได้เปรียบของฝ่ายที่มีเทคโนโลยีสูงกว่า

สี่ สงครามจิตวิทยาและข้อมูลข่าวสาร

การส่งสัญญาณ การสร้างความไม่แน่นอน และการกระทบตลาดโลก เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์

จุดแข็งที่แท้จริงของอิหร่านจึงไม่ใช่กองทัพ แต่คือ “ความสามารถในการทำให้ศัตรูต้องจ่ายราคาที่สูงเกินไป”

ถอยกลับไปไม่นานนัก ยูเครนก็คือสมรภูมิสงครามอสมมาตรในยุคเทคโนโลยี

สงครามในยูเครนสะท้อนการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของสงครามอสมมาตร

ยูเครนใช้เทคโนโลยีเพื่อถ่วงดุลอำนาจที่เหนือกว่าของรัสเซีย

โดรนราคาถูกสามารถทำลายยุทโธปกรณ์ราคาแพง

หน่วยรบขนาดเล็กมีความยืดหยุ่นสูง

ประชาชนมีส่วนร่วมในสงครามผ่านข้อมูลข่าวสาร

ที่สำคัญ สงครามนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในสนามรบ แต่ยังเกิดขึ้นในโลกออนไลน์ ซึ่งการควบคุม “เรื่องเล่า” มีความสำคัญไม่แพ้การควบคุมพื้นที่

คําถามสำคัญคือทำไมสงครามอสมมาตรจึงได้ผล?

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้สงครามอสมมาตรยังคงมีประสิทธิภาพคือ

ข้อจำกัดทางการเมืองของประเทศมหาอำนาจและต้นทุนทางเศรษฐกิจของสงครามระยะยาว

อีกทั้งยังมีข้อจำกัดด้านกฎหมายและจริยธรรม

และที่มองข้ามไม่ได้คือความได้เปรียบด้านเวลา

ผสมกับความเหนื่อยล้าทางจิตวิทยาของสังคม

สงครามอสมมาตรจึงไม่ใช่แค่การสู้รบ แต่เป็น “การต่อสู้เพื่อความชอบธรรม”

และการขยายตัวสู่มิติทางสังคมและการเมือง

พัฒนาการที่สำคัญที่สุดคือ การที่ตรรกะของสงครามอสมมาตรได้ขยายออกจากสนามรบไปสู่สังคม

ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น ทำให้เกิดความไม่สมดุลระหว่าง “1%” กับ “99%”

ซึ่งสะท้อนรูปแบบเดียวกับความขัดแย้งแบบอสมมาตร

ฝ่ายหนึ่งมีอำนาจและทรัพยากร

อีกฝ่ายมีจำนวนและศักยภาพในการรวมตัว

คงไม่เกินเลยจินตนาการของการเมืองเปรียบเทียบการเมือง 99% กับยอดบน 1% เป็นสงครามอสมมาตรในสังคม

ขบวนการเคลื่อนไหวในปัจจุบันมีลักษณะคล้ายกับการก่อความไม่สงบแต่ปราศจากอาวุธ

ไม่มีผู้นำที่ชัดเจนแต่เคลื่อนไหวรวดเร็วผ่านโซเชียลมีเดีย

อีกทั้งยังใช้ “เรื่องเล่า” เป็นอาวุธและสมทบด้วยการสร้างแรงกดดันทางเศรษฐกิจ

เพื่อท้าทายความชอบธรรมของชนชั้นนำ

เป้าหมายไม่ใช่การยึดอำนาจโดยตรง แต่คือการเปลี่ยน “เงื่อนไขของอำนาจ”

ที่เป็นปัจจัยชี้ขาดของสมการนี้คือเทคโนโลยีดิจิทัลที่ช่วยขยายอำนาจแบบอสมมาตร

เทคโนโลยีทำให้ความไม่สมดุลกลายเป็นพลัง

บุคคลหรือกลุ่มเล็กสามารถสร้างผลกระทบระดับโลกได้

แต่ในขณะเดียวกัน ก็เพิ่มความเปราะบาง

การบิดเบือนข้อมูล การโจมตีไซเบอร์ และการชักจูงทางอัลกอริธึ่ม สามารถสร้างความปั่นป่วนไร้เสถียรภาพให้แก่สังคมได้

แต่ในอีกด้านหนึ่งก็มีความเสี่ยงของสมการใหม่นี้…นั่นคือความไม่มั่นคงถาวร

เพราะลักษณะสำคัญของสงครามอสมมาตรคือ “ไม่มีจุดจบที่ชัดเจน”

เมื่อถูกนำมาใช้ในสังคม อาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อ นำไปสู่ความเชื่อมั่นในสถาบันการเมืองและสังคมที่ลดลง และเกิดวงจรของการประท้วงและการตอบโต้

แต่ไม่ว่าจะมองในแง่ใด วันนี้เรากำลังอยู่ในโลกในยุคของความไม่สมมาตร

ตั้งแต่ “เหมา” ถึงอิหร่าน จากยูเครนสู่การเมืองของ 99%

สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือ “อำนาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับความแข็งแกร่งเพียงอย่างเดียว”

แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการใช้ “ความอ่อนแอ” ให้เป็นข้อได้เปรียบ

ในโลกที่เทคโนโลยีแพร่กระจาย ความเหลื่อมล้ำเพิ่มขึ้น และสังคมแตกแยก

สงครามอสมมาตรจะไม่ใช่ข้อยกเว้นอีกต่อไป

แต่มันจะกลายเป็น “สภาพปกติใหม่” ของโลก

และในโลกเช่นนี้

สนามรบที่สำคัญที่สุดอาจไม่ใช่แผ่นดินหรือทะเล

แต่คือ “ความคิด ความเชื่อ และการรับรู้ของผู้คน”

ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว นั่นอาจจะเป็นปัจจัยตัดสินชัยชนะที่แท้จริง!



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ยาใจคนเจ็บ: 4) แสงดาวแห่งศรัทธา
คิดต่อจาก 6 ตุลา (2) : ความชั่วร้ายเกิดขึ้นได้เพราะเราเฉยเมยต่อมันมาก่อน
ทุนนิยม : จาก 2 ศตวรรษที่แล้วถึงโลกวันนี้ (1)
‘อนาคตสังคมไทยในความชอบธรรมที่ล่มสลาย’ : ประวัติศาสตร์ของ ‘กำแพง’ ที่เพิ่งลบ
ไทยปฏิเสธสหรัฐ เรื่องความร่วมมือทางทหาร ทำไมตอนนี้
E-DUANG | ในความหยุดนิ่ง มีการเคลื่อนไหว ในการเคลื่อนไหว มีความหยุดนิ่ง
บทเรียนปฏิรูปราชการ บ้านอื่น : อะไรสำเร็จ? อะไรล้มเหลว?
E-DUANG | ในความหยุดนิ่ง มีการเคลื่อนไหว ในการเคลื่อนไหว มีความหยุดนิ่ง
ปฏิรูปปืนไทย ให้ตรงเป้า
ระบบยุติธรรมพัฒนาเกิน 120 ปี…วันนี้ยังถูกแทรกแซง
เลกเชอร์บาร์ : ความรู้ที่ปรุงให้เข้ากับวัฒนธรรมป๊อป
อสังหาฯ เริ่มมีเชิงรุก