กาแฟดำ | สุทธิชัย หนุ่ย
ผมติดตามสงครามอิหร่านรอบใหม่นี้จากมุมมองนักข่าวที่ทุกวันนี้จะเพียงแค่ตอบคำถามว่าเกิดอะไรที่ไหนเมื่อไหร่เท่านั้นไม่ได้อีกต่อไป
ต้องเพ่งพินิจเชิงลึกว่าด้วยเบื้องหน้าเบื้องหลังและความเปลี่ยนแปลงแบบเขย่าโลกของสงครามในยุคนี้
ทำให้ต้องทำความเข้าใจความหมายของคำว่า “สงครามอสมมาตรในศตวรรษที่ 21” อย่างน่าตื่นตาตื่นใจยิ่ง
บางมิติใหม่ถอดด้าม แต่อีกบางเรื่องก็เหมือนของเก่าโผล่มาใหม่ แต่ในรูปโฉมและคำนิยามใหม่
“สงครามอสมมาตร” ที่มาจากคำว่า Asymmetric Warfare นั้นทำให้ผมย้อนกลับไปพิเคราะห์สงครามยุคของเหมา เจ๋อตุงของจีนได้ด้วยซ้ำ
จึงต้องย้อนกลับไปแกะรอยใหม่…จากกองโจรของ “เหมา” สู่ยุทธศาสตร์เงาของอิหร่าน
และเชื่อหรือไม่ว่าทำให้ผมโยงมาถึงประเด็นสังคมและการเมืองเรื่องความเหลื่อมล้ำ 1% กับ 99% อย่างน่าพิศวง
ภาพจำของสงครามแบบดั้งเดิม-กองทัพเผชิญหน้ากันตามแนวรบที่ชัดเจน รถถังเคลื่อนพล เครื่องบินรบครองน่านฟ้า-กำลังกลายเป็นภาพที่ล้าสมัยมากขึ้นทุกที
ความขัดแย้งที่กำหนดทิศทางของโลกในศตวรรษที่ 21 ไม่ได้ถูกตัดสินด้วยกำลังทหารเพียงอย่างเดียว แต่ถูกขับเคลื่อนด้วยตรรกะที่ซับซ้อนและแยบยลกว่า
นั่นคือที่มาของ “สงครามอสมมาตร”
สงครามรูปแบบนี้มาจากสภาพความเป็นจริงที่ฝ่ายที่อ่อนแอกว่าใช้วิธีการที่แตกต่างเพื่อเจาะจุดอ่อนของฝ่ายที่แข็งแกร่งกว่า แทนการเผชิญหน้าโดยตรง
เป็นพัฒนาการจากการสู้รบแบบกองโจรในชนบทไปสู่ยุทธศาสตร์หลายมิติที่ครอบคลุมไซเบอร์ เศรษฐกิจ เครือข่ายตัวแทน และสงครามข้อมูลข่าวสาร
และที่สำคัญยิ่งกว่านั้น มันกำลังขยายตัวออกจากสนามรบไปสู่พื้นที่ทางการเมืองและสังคม
หากเราต้องการเข้าใจโลกปัจจุบัน-ตั้งแต่ความตึงเครียดกับอิหร่าน สงครามในยูเครน ไปจนถึงความแตกแยกภายในสังคม-เราจำเป็นต้องย้อนกลับไปทำความเข้าใจวิวัฒนาการของสงครามอสมมาตรตั้งแต่จุดกำเนิดจนถึงรูปแบบที่กำลังก่อตัวในวันนี้
ในความเป็นจริง รากฐานทางความคิดของสงครามอสมมาตรมันเกิดมานานแล้ว
ในบริบทของสงครามต่อต้านญี่ปุ่นและสงครามกลางเมืองจีน เหมาได้เสนอแนวคิดที่ปฏิวัติวิธีคิดเรื่องสงคราม ในงานเขียน On Guerrilla Warfare (1937)
ซึ่งเสนอว่าฝ่ายที่อ่อนแอกว่าไม่ควรพยายามเอาชนะด้วยการเผชิญหน้าโดยตรง
แต่ควรใช้ยุทธศาสตร์ระยะยาว อาศัยความคล่องตัว การพรางตัว และการระดมพลังทางการเมือง
หัวใจของแนวคิดเหมาอยู่ที่ข้อเสนอหลักหลายประการ
ประการแรก “ประชาชนคือสนามรบ” กองโจรต้องผสมกลมกลืนกับประชาชนดุจปลาในน้ำ
ประการที่สอง “เวลาเป็นอาวุธ” ยิ่งสงครามยืดเยื้อ ฝ่ายที่แข็งแกร่งยิ่งสูญเสียความอดทนและต้นทุนเพิ่มสูงขึ้น
ประการที่สาม “ชัยชนะทางการเมืองสำคัญกว่าทางทหาร” และการครองใจประชาชนสำคัญกว่าการชนะในสนามรบ
แนวคิดเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงทฤษฎี แต่กลายเป็นเครื่องมือที่นำไปสู่ชัยชนะของพรรคคอมมิวนิสต์จีน และต่อมาได้กลายเป็นต้นแบบของการต่อสู้ทั่วโลก
ช่วงกลางศตวรรษที่ 20 ให้บทเรียนสำคัญเกี่ยวกับพลังของสงครามอสมมาตรในอีกรูปแบบหนึ่ง
ในเวียดนาม กองกำลังที่มีอาวุธเบากว่าสามารถเอาชนะมหาอำนาจได้
ในอัฟกานิสถาน นักรบท้องถิ่นสามารถทำให้มหาอำนาจต้องถอย
ในคิวบา กลุ่มปฏิวัติขนาดเล็กสามารถโค่นล้มรัฐบาลที่แข็งแกร่งกว่า
รูปแบบที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าคือ
ฝ่ายที่แข็งแกร่งชนะในเชิงยุทธวิธี แต่แพ้ในเชิงยุทธศาสตร์
เหตุผลสำคัญคือ “ชัยชนะ” ในสงครามอสมมาตรไม่ได้ถูกนิยามด้วยการยึดพื้นที่หรือทำลายกองทัพฝ่ายตรงข้ามเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการทำให้ฝ่ายตรงข้าม “ไม่สามารถชนะได้”
และจากกองโจรก็แปรรูปเป็นสงครามลูกผสม (Hybrid Warfare)
ถึงวันนี้ สงครามอสมมาตรได้ขยายตัวไปสู่รูปแบบที่ซับซ้อนมากขึ้น เรียกว่า “สงครามลูกผสม” ซึ่งผสมผสานเครื่องมือหลากหลายเข้าด้วยกัน
สนามรบไม่ได้จำกัดอยู่แค่ภูมิประเทศอีกต่อไป แต่รวมถึง
ไซเบอร์สเปซ
ระบบการเงิน
ห่วงโซ่อุปทาน
พื้นที่ข้อมูลข่าวสาร
เส้นแบ่งระหว่างสงครามกับสันติภาพเริ่มเลือนราง
รัฐสามารถเผชิญหน้ากันได้โดยไม่ต้องประกาศสงครามอย่างเป็นทางการ
การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนความจริงใหม่ของอำนาจในโลกยุคดิจิทัล-ผู้เล่นขนาดเล็กสามารถสร้างผลกระทบขนาดใหญ่ได้
อิหร่านถือเป็นหนึ่งในประเทศที่พัฒนายุทธศาสตร์อสมมาตรได้อย่างลึกซึ้งที่สุด
แม้จะด้อยกว่าในด้านกำลังรบแบบดั้งเดิม แต่อิหร่านได้สร้างระบบที่สามารถถ่วงดุลมหาอำนาจได้ผ่านหลายกลไก
หนึ่ง เครือข่ายตัวแทน (Proxy Networks)
อิหร่านใช้กลุ่มพันธมิตรในภูมิภาคเป็นเครื่องมือขยายอิทธิพล ทำให้สามารถดำเนินการโดยไม่ต้องเผชิญหน้าโดยตรง
สองคือยุทธศาสตร์ช่องแคบ
ช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางพลังงานสำคัญของโลก ไม่จำเป็นต้องถูก “ควบคุม” แค่เพียงทำให้ “ไม่ปลอดภัย” ก็เพียงพอที่จะสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อเศรษฐกิจโลก
สาม ขีปนาวุธและโดรน
อาวุธที่ต้นทุนต่ำแต่มีความแม่นยำสูง ช่วยลดความได้เปรียบของฝ่ายที่มีเทคโนโลยีสูงกว่า
สี่ สงครามจิตวิทยาและข้อมูลข่าวสาร
การส่งสัญญาณ การสร้างความไม่แน่นอน และการกระทบตลาดโลก เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์
จุดแข็งที่แท้จริงของอิหร่านจึงไม่ใช่กองทัพ แต่คือ “ความสามารถในการทำให้ศัตรูต้องจ่ายราคาที่สูงเกินไป”
ถอยกลับไปไม่นานนัก ยูเครนก็คือสมรภูมิสงครามอสมมาตรในยุคเทคโนโลยี
สงครามในยูเครนสะท้อนการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของสงครามอสมมาตร
ยูเครนใช้เทคโนโลยีเพื่อถ่วงดุลอำนาจที่เหนือกว่าของรัสเซีย
โดรนราคาถูกสามารถทำลายยุทโธปกรณ์ราคาแพง
หน่วยรบขนาดเล็กมีความยืดหยุ่นสูง
ประชาชนมีส่วนร่วมในสงครามผ่านข้อมูลข่าวสาร
ที่สำคัญ สงครามนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในสนามรบ แต่ยังเกิดขึ้นในโลกออนไลน์ ซึ่งการควบคุม “เรื่องเล่า” มีความสำคัญไม่แพ้การควบคุมพื้นที่
คําถามสำคัญคือทำไมสงครามอสมมาตรจึงได้ผล?
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้สงครามอสมมาตรยังคงมีประสิทธิภาพคือ
ข้อจำกัดทางการเมืองของประเทศมหาอำนาจและต้นทุนทางเศรษฐกิจของสงครามระยะยาว
อีกทั้งยังมีข้อจำกัดด้านกฎหมายและจริยธรรม
และที่มองข้ามไม่ได้คือความได้เปรียบด้านเวลา
ผสมกับความเหนื่อยล้าทางจิตวิทยาของสังคม
สงครามอสมมาตรจึงไม่ใช่แค่การสู้รบ แต่เป็น “การต่อสู้เพื่อความชอบธรรม”
และการขยายตัวสู่มิติทางสังคมและการเมือง
พัฒนาการที่สำคัญที่สุดคือ การที่ตรรกะของสงครามอสมมาตรได้ขยายออกจากสนามรบไปสู่สังคม
ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น ทำให้เกิดความไม่สมดุลระหว่าง “1%” กับ “99%”
ซึ่งสะท้อนรูปแบบเดียวกับความขัดแย้งแบบอสมมาตร
ฝ่ายหนึ่งมีอำนาจและทรัพยากร
อีกฝ่ายมีจำนวนและศักยภาพในการรวมตัว
คงไม่เกินเลยจินตนาการของการเมืองเปรียบเทียบการเมือง 99% กับยอดบน 1% เป็นสงครามอสมมาตรในสังคม
ขบวนการเคลื่อนไหวในปัจจุบันมีลักษณะคล้ายกับการก่อความไม่สงบแต่ปราศจากอาวุธ
ไม่มีผู้นำที่ชัดเจนแต่เคลื่อนไหวรวดเร็วผ่านโซเชียลมีเดีย
อีกทั้งยังใช้ “เรื่องเล่า” เป็นอาวุธและสมทบด้วยการสร้างแรงกดดันทางเศรษฐกิจ
เพื่อท้าทายความชอบธรรมของชนชั้นนำ
เป้าหมายไม่ใช่การยึดอำนาจโดยตรง แต่คือการเปลี่ยน “เงื่อนไขของอำนาจ”
ที่เป็นปัจจัยชี้ขาดของสมการนี้คือเทคโนโลยีดิจิทัลที่ช่วยขยายอำนาจแบบอสมมาตร
เทคโนโลยีทำให้ความไม่สมดุลกลายเป็นพลัง
บุคคลหรือกลุ่มเล็กสามารถสร้างผลกระทบระดับโลกได้
แต่ในขณะเดียวกัน ก็เพิ่มความเปราะบาง
การบิดเบือนข้อมูล การโจมตีไซเบอร์ และการชักจูงทางอัลกอริธึ่ม สามารถสร้างความปั่นป่วนไร้เสถียรภาพให้แก่สังคมได้
แต่ในอีกด้านหนึ่งก็มีความเสี่ยงของสมการใหม่นี้…นั่นคือความไม่มั่นคงถาวร
เพราะลักษณะสำคัญของสงครามอสมมาตรคือ “ไม่มีจุดจบที่ชัดเจน”
เมื่อถูกนำมาใช้ในสังคม อาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อ นำไปสู่ความเชื่อมั่นในสถาบันการเมืองและสังคมที่ลดลง และเกิดวงจรของการประท้วงและการตอบโต้
แต่ไม่ว่าจะมองในแง่ใด วันนี้เรากำลังอยู่ในโลกในยุคของความไม่สมมาตร
ตั้งแต่ “เหมา” ถึงอิหร่าน จากยูเครนสู่การเมืองของ 99%
สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือ “อำนาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับความแข็งแกร่งเพียงอย่างเดียว”
แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการใช้ “ความอ่อนแอ” ให้เป็นข้อได้เปรียบ
ในโลกที่เทคโนโลยีแพร่กระจาย ความเหลื่อมล้ำเพิ่มขึ้น และสังคมแตกแยก
สงครามอสมมาตรจะไม่ใช่ข้อยกเว้นอีกต่อไป
แต่มันจะกลายเป็น “สภาพปกติใหม่” ของโลก
และในโลกเช่นนี้
สนามรบที่สำคัญที่สุดอาจไม่ใช่แผ่นดินหรือทะเล
แต่คือ “ความคิด ความเชื่อ และการรับรู้ของผู้คน”
ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว นั่นอาจจะเป็นปัจจัยตัดสินชัยชนะที่แท้จริง!
