บทความถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน สามข้อ ห้าประเด็น และอนาคตที่รอท่านอยู่
ฝนไม่ถึงดิน | ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี
คุณจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานท่านใหม่ ผมไม่แน่ใจว่าท่านรับรู้หรือเปล่าว่าเก้าอี้ที่ท่านนั่งอยู่นั้น มีน้ำหนักมากแค่ไหน
ไม่ใช่เพราะมันหนักในเชิงพิธีรีตอง แต่เพราะด้านหลังเก้าอี้นั้น มีผู้ประกันตนหลักสิบล้านคนในมาตรา 33, 39 และ 40 ซึ่งส่งเงินสมทบเดือนแล้วเดือนเล่า โดยไม่เคยได้การตอบแทนที่คุ้มค่ากลับมาเลย
ปีงบประมาณ 2567 สำนักงานประกันสังคมจ่ายสิทธิประโยชน์ทดแทนทั้งเจ็ดกรณีรวมกัน 135,586 ล้านบาท จากเงินสมทบที่เก็บได้
หมายความว่าอัตราส่วนเงินสิทธิประโยชน์ต่อเงินสมทบอยู่ที่ร้อยละ 58 เท่านั้น
เงินที่เหลืออยู่ที่ไหน คำตอบนั้น ท่านจะพบได้ในสิ่งที่ผมอยากให้ท่านทำ
และผมเชื่อว่าท่านทำได้ เพราะมันไม่ใช่เรื่องที่ยากเกินไปสำหรับรัฐมนตรีที่มีเจตนาบริสุทธิ์
ขอเริ่มจากเรื่องที่ค้างคาใจคนในวงการประกันสังคมมาตั้งแต่รัฐบาลชุดก่อน
นั่นคือตึก SKYY9 หรือที่ถูกบันทึกในเอกสารทางการว่า SKY91 ซึ่งกองทุนประกันสังคมลงทุนซื้อไปในราคาที่ถูกตั้งคำถามมาโดยตลอด ตั้งแต่ความโปร่งใสของผู้ขาย ซึ่งมีรายงานว่าเป็นการซื้อขายผ่านคนกลางนานาชาติที่ไม่สามารถตรวจสอบได้ ไปจนถึงกระบวนการตัดสินใจภายในคณะกรรมการที่ไม่เคยถูกเปิดเผยต่อสาธารณะอย่างครบถ้วน
ท่านอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะรัฐมนตรีมหาดไทย ได้สั่งให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนเรื่องนี้มากว่าหนึ่งปีแล้ว แต่ผลการสอบสวนยังคงลอยอยู่ในอากาศ ไม่มีใครถูกนำมารับผิดชอบ ไม่มีใครต้องโต้แย้งต่อสาธารณะ
และที่สำคัญที่สุดคือ ผู้ประกันตนยังคงไม่รู้ว่าเงินของพวกเขาถูกนำไปใช้อย่างเหมาะสมหรือเปล่า
ความน่าเชื่อถือของสถาบันไม่ได้สร้างจากการปิดบัง แต่สร้างจากการเปิดเผยความผิดพลาดและแสดงให้เห็นว่าระบบยังทำงานได้
ในฐานะรัฐมนตรีแรงงานคนใหม่ ท่านมีอำนาจและหน้าที่โดยตรงในการเร่งรัดให้กระบวนการสอบสวนนี้มีคำตอบที่ชัดเจน
ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร สิ่งที่ผู้ประกันตนต้องการไม่ใช่ผลลัพธ์ที่ดูดี แต่คือความจริง
และความจริงนั้นจะเป็นพื้นฐานสำคัญที่ทำให้ความเชื่อมั่นในสำนักงานประกันสังคมเริ่มกลับคืนมาได้
ควบคู่ไปกับการเปิดเผยรายงานการประชุมของคณะกรรมการและอนุกรรมการทุกชุด ที่ไม่อยู่ในหมวดหมู่ความลับ ให้ประชาชนสามารถเข้าถึงได้จริง
เพราะถ้าสำนักงานนี้เป็นของผู้ประกันตน ผู้ประกันตนก็มีสิทธิ์รู้ว่าผู้แทนของตนตัดสินใจอะไรบ้างในห้องประชุม
ประเด็นที่สองที่ผมอยากพูดถึงคือโครงการปรับปรุงระบบไอทีกลาง หรือที่เรียกว่า Core IT ซึ่งมีมูลค่าสัญญาประมาณ 848 ล้านบาท
เป็นโครงการที่มีเจตนาดีในการเปลี่ยนระบบ Mainframe อายุสามสิบปีที่ล้าหลังและเปราะบาง
แต่ปัญหาคือมีรายงานว่าโครงการนี้ถูกตรวจรับงานก่อนที่จะแล้วเสร็จจริง มีการสะสมความเสียหายจากการล่าช้าและการยกเว้นค่าปรับรวมกันแล้วกว่าหนึ่งพันห้าร้อยล้านบาท
นี่คือตัวอย่างที่เจ็บปวดที่สุดของความเชื่อมโยงระหว่างการบริหารที่รั่วไหลกับสิทธิประโยชน์ที่ผู้ประกันตนควรได้รับ
ถ้าเงินที่สูญเสียไปในการบริหารโครงการไม่มีประสิทธิภาพนั้น ถูกนำมาใช้จ่ายสิทธิประโยชน์แทน มันคือเงินที่ผู้ป่วยอีกหลายหมื่นรายจะได้รับการชดเชยค่ารักษาพยาบาล
มันคือเงินที่แม่ที่เพิ่งคลอดลูกจะได้รับการสนับสนุน
มันคือเงินที่ผู้ชราภาพจะได้รับเป็นบำนาญ
การบริหารและสิทธิประโยชน์ไม่ใช่คนละเรื่อง มันคือเรื่องเดียวกัน
และรัฐมนตรีแรงงานที่เข้าใจเรื่องนี้ คือรัฐมนตรีที่จะเปลี่ยนแปลงสำนักงานแห่งนี้ได้จริง
ประเด็นที่สาม ซึ่งเร่งด่วนที่สุดในเชิงสถาบัน คือการเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคม บอร์ดชุดปัจจุบันหมดวาระมาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2569 แล้ว แต่กระบวนการเลือกตั้งยังไม่ถูกประกาศออกมา ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีความพยายามจากบางฝ่ายที่จะเปลี่ยนกติกาการเลือกตั้งจากระบบเดิมที่ให้ผู้ประกันตนเลือกได้เจ็ดคน ไปเป็นระบบใหม่ที่เลือกได้เพียงคนเดียว ซึ่งหมายความว่าอำนาจในการเลือกตัวแทนของผู้ประกันตนจะลดลงถึงร้อยละแปดสิบหก
การเปลี่ยนกติกาในลักษณะนี้ ในช่วงเวลาที่บอร์ดกำลังจะต้องเผชิญกับการปฏิรูปครั้งใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นการออกนอกระบบราชการของสำนักงาน การปรับสูตรบำนาญ หรือการกำกับดูแลการลงทุน ย่อมส่งผลให้ฝ่ายที่ต้องการรักษาสถานะเดิมมีความได้เปรียบอย่างไม่เป็นธรรม
สุญญากาศของบอร์ดไม่ใช่แค่ปัญหาทางเทคนิค มันคือช่องว่างที่การตัดสินใจสำคัญจะถูกทำโดยไม่มีตัวแทนที่ผู้ประกันตนเลือกมา
ผมขอเรียกร้องอย่างตรงไปตรงมาว่า ท่านรัฐมนตรีควรประกาศอย่างเป็นทางการว่าจะใช้กติกาการเลือกตั้งเดิม และกำหนดให้มีการเลือกตั้งภายในไม่เกินสี่สิบห้าวันนับจากวันนี้
เพราะทุกวันที่ผ่านไปโดยไม่มีบอร์ดที่มาจากการเลือกตั้ง คือทุกวันที่เงินและนโยบายของผู้ประกันตนอยู่ในสุญญากาศที่ไม่มีความชอบธรรมเต็มที่
และมาถึงสิ่งที่ผมเชื่อว่าจะเป็นมรดกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของท่าน หากท่านตัดสินใจผลักดันมัน
นั่นคือสูตรคำนวณบำนาญ CARE หรือ Career Average Revalued Earnings ซึ่งออกแบบโดยอิงหลักการจาก Rentenpunkte ของเยอรมนี และได้ผ่านการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะไปแล้วด้วยคะแนนสนับสนุนร้อยละ 77.93
สูตรนี้จะส่งผลให้ผู้รับบำนาญจากระบบมาตรา 33 และ 39 จำนวนประมาณห้าแสนเจ็ดหมื่นคน จากทั้งหมดราวแปดแสนคน ได้รับบำนาญเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 291 บาทต่อเดือน
ตัวเลข 291 บาทอาจฟังดูน้อย แต่สำหรับคนที่มีรายได้หลักอยู่กับบำนาญสองสามพันบาทต่อเดือน นั่นคือร้อยละสิบหรือมากกว่า
มันคือค่าข้าวอีกสิบมื้อ
มันคือค่าเดินทางไปพบแพทย์อีกสองสามครั้ง
มันคือเงินที่บอกว่า ระบบยังจำพวกเขาอยู่
ประวัติศาสตร์ของประกันสังคมไทยไม่เคยมีรัฐมนตรีแรงงานคนไหนที่สามารถผลักดันการเปลี่ยนแปลงสูตรบำนาญได้สำเร็จ
ท่านมีโอกาสนั้นอยู่ในมือแล้วตอนนี้ ขอเพียงนำมันเข้า ครม. และประกาศใช้โดยเร็ว ชื่อของท่านจะถูกจารึกในประวัติศาสตร์ของแรงงานไทยในฐานะผู้ที่ทำให้สิ่งที่เคยเป็นแค่ตัวเลขในรายงานกลายเป็นความจริงสำหรับคนอีกหลายแสนชีวิต
ทั้งหมดที่ผมพูดมา ไม่ว่าจะเป็นการสอบสวนตึก SKYY9 การตรวจสอบโครงการไอทีที่รับงานก่อนเสร็จ การเลือกตั้งบอร์ดด้วยกติกาเดิม การผลักดันสูตร CARE หรือการปฏิรูปโครงสร้างสำนักงานในระยะยาว
ล้วนเชื่อมโยงกันด้วยตรรกะเดียว
คือ สิทธิประโยชน์ การบริหาร และการลงทุน
ไม่ใช่คนละเรื่อง มันคือสามด้านของสิ่งเดียวกัน
เมื่อการบริหารรั่วไหล สิทธิประโยชน์ก็หดหาย เมื่อการลงทุนไม่โปร่งใส ความเชื่อมั่นก็พังทลาย และเมื่อกระบวนการเลือกตั้งถูกบิดเบือน การตรวจสอบทั้งหมดก็เป็นแค่พิธีกรรม
ครอบครัวอมรวิวัฒน์มีรัฐมนตรีแรงงานสองท่านในยุคเดียวกัน นั่นหมายความว่าประวัติศาสตร์จะจำท่านทั้งสองในฐานะผู้ที่มีโอกาสสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์แรงงานไทย หรือเป็นผู้ที่ปล่อยให้โอกาสนั้นผ่านไป
กราฟประกันสังคมของเรารอวันที่จะผงกหัวขึ้นมานานพอแล้ว
เพราะคนที่อยู่ในระบบนี้ไม่ใช่ตัวเลข พวกเขามีลมหายใจ มีเลือดเนื้อ มีลูกที่ต้องเลี้ยง มีแม่ที่ต้องดูแล มีวันเกษียณที่รอคอย
และพวกเขาสมควรได้มากกว่าที่ระบบให้พวกเขามาตลอดสามสิบปีที่ผ่านมา
ผมเขียนถึงท่านด้วยความหวัง ไม่ใช่ด้วยการเรียกร้องที่ว่างเปล่า เพราะสิ่งที่ผมพูดถึงทั้งหมดนี้ ทำได้จริง ทำได้เร็ว และทำได้ภายในวาระที่ท่านดำรงตำแหน่งอยู่
ขอเพียงท่านตัดสินใจว่า ท่านจะเป็นรัฐมนตรีที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป
หรือจะเป็นรัฐมนตรีที่ผู้ประกันตนทุกคนอยากจดจำชื่อ
