กาแฟดำ | สุทธิชัย หยุ่น
นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ปราศรัยต่อข้าราชการมหาดไทยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า ประเทศไทยยังคงเผชิญกับปัญหาการทุจริตในระดับที่น่ากังวล
เพราะทุกครั้งที่มีการทำโพลถามความเห็น ปัญหาที่ประชาชนกังวลมากเป็นอันดับต้นๆ ยังคงเป็นเรื่องคอร์รัปชั่นเสมอ
หมายความว่าเรายังไม่สามารถแก้ปัญหาได้จริง สะท้อนผ่านค่าดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI : Corruption Perceptions Index) ที่ยังจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน
นายกฯ อนุทินย้ำว่า CPI ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขเชิงสถิติ แต่เป็นตัวชี้วัดสำคัญที่สะท้อนภาพลักษณ์ ความเชื่อมั่นของนักลงทุน และขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในเวทีโลก
ท่านยอมรับว่าตัวเลขจากการจัดอันดับน่าตกใจ
ผลการประเมินล่าสุด ปีที่ผ่านมาประเทศไทยได้คะแนน CPI 33 คะแนน อยู่ในอันดับที่ 116 จาก 182 ประเทศ และอยู่ในลำดับที่ 8 ของอาเซียน ถือว่าอยู่ในอันดับท้ายๆ ของภูมิภาค และของโลก
“ในฐานะคนไทยถือว่าเป็นเรื่องน่าอาย” นายกฯ ประกาศ
แต่ในขณะเดียวกัน พอมาถึงเรื่องวิกฤตราคาน้ำมัน ก็มีประเด็นเรื่อง “พ่อค้าน้ำมัน” มาเป็นรัฐมนตรีที่มาเกี่ยวโยงกับการกำหนดนโยบายบริหารน้ำมันที่มีความน่าสงสัยว่ามีการ “กักตุน” เพื่อทำกำไรอย่างผิดกฎหมาย
เกิดประเด็นเรื่อง “ผลประโยชน์ทับซ้อน” หรือ Conflict of Interests (CoI)
ที่ดูเหมือนนายกฯ กับคุณพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และรัฐมนตรีคมนาคม ไม่คิดว่าเป็นประเด็นที่โยงกับ “การรับรู้เรื่องคอร์รัปชั่น” หรือ CPI
ทั้งๆ ที่เรื่อง CoI กับ CPI เป็นเรื่องเดียวกัน แยกจากกันไม่ได้เลย
ในช่วงเวลาที่ประเทศไทยกำลังเผชิญแรงกดดันทางเศรษฐกิจจากวิกฤตราคาพลังงาน ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก และความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ สิ่งหนึ่งที่ควรเป็น “เสาหลัก” ของประเทศคือความเชื่อมั่นในรัฐบาล
แต่ในความเป็นจริง เสาหลักนี้กลับสั่นคลอนด้วยปัญหาที่ดูเหมือนเล็ก แต่มีผลกระทบมหาศาล นั่นคือ “ผลประโยชน์ทับซ้อน”
ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ และไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่กลับเป็น “จุดบอด” ที่นักการเมืองไทยจำนวนไม่น้อยยังไม่ตระหนักถึงความร้ายแรงอย่างแท้จริง
ทั้งๆ ที่ในมาตรฐานสากล ผลประโยชน์ทับซ้อนถือเป็นส่วนหนึ่งของ “คอร์รัปชั่น” ในภาพใหญ่ ไม่ใช่แค่เรื่องจริยธรรมส่วนบุคคล
การที่อันดับ CPI ของไทยอยู่อันดับท้ายๆ ของอาเซียน ไม่ได้เกิดจากการโกงกินอย่างโจ่งแจ้งเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก “ความรู้สึกของสังคม” ว่าระบบการเมืองยังเต็มไปด้วยความคลุมเครือเรื่องผลประโยชน์
แท้จริงแล้ว ผลประโยชน์ทับซ้อนคือคอร์รัปชั่นในรูปแบบที่มองไม่เห็น
เมื่อพูดถึงคอร์รัปชั่น คนส่วนใหญ่มักนึกถึงการรับสินบน การยักยอก หรือการใช้อำนาจในทางมิชอบอย่างชัดเจน
แต่ในโลกยุคใหม่ คอร์รัปชั่นไม่ได้มีแค่รูปแบบตรงไปตรงมา
“ผลประโยชน์ทับซ้อน” คือรูปแบบที่ซับซ้อนและอันตรายไม่แพ้กัน
มันเกิดขึ้นเมื่อผู้มีอำนาจตัดสินใจในนโยบายสาธารณะมี “ผลประโยชน์ส่วนตัว” ที่อาจได้รับผลกระทบจากการตัดสินใจนั้น ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจของตนเอง ครอบครัว หุ้นส่วน หรือเครือข่ายทางการเมือง
ที่สำคัญคือ แม้จะไม่มีการโกง ไม่มีการรับเงินใต้โต๊ะ แต่ถ้าการตัดสินใจ “เอื้อประโยชน์” ต่อผลประโยชน์ของตัวเองหรือพวกพ้อง ก็ถือว่าเป็นการบิดเบือนระบบ
และนั่นก็คือ “คอร์รัปชั่นเชิงโครงสร้าง”
ปัญหาใหญ่ไม่ใช่แค่การกระทำ แต่คือ “การไม่สำเหนียก” สิ่งที่น่ากังวลที่สุดในสังคมไทยไม่ใช่แค่การมีผลประโยชน์ทับซ้อน แต่คือการที่นักการเมืองจำนวนหนึ่ง “ไม่เห็นว่าเป็นปัญหา”
ในหลายกรณี เรามักได้ยินคำอธิบายว่า
“ไม่ได้ทำอะไรผิดกฎหมาย”
“ไม่มีหลักฐานว่าทุจริต”
“เป็นเรื่องส่วนตัว”
หรือที่นายกฯ อนุทินบอกว่าท่านรับประกันว่าคุณพิพัฒน์และรัฐมนตรีทั้งคณะไม่มีเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน
แสดงว่านายกฯ ไม่เข้าใจว่าเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่ใครจะรับรองใครว่าอย่างไร แต่อยู่ที่ว่าสังคมมองอย่างไร
เหมือนครูตรวจข้อสอบลูกของตัวเอง ไม่ว่าจะพยายามวางตัวไม่เข้าข้างลูกของตัวเองอย่างไร นักเรียนในห้องคนอื่นๆ รวมถึงผู้ปกครองคนอื่นก็ย่อมระแวงสงสัยว่านี่คือความไม่ถูกต้อง ไม่เป็นธรรม
แม้ “ครูใหญ่” ของโรงเรียนจะ “รับประกัน” ว่าครูประจำชั้นคนนี้เป็นคนดีเพียงใดก็ตาม
นักการเมืองและข้าราชการจำนวนไม่น้อยมีความเข้าใจที่ “ผิดจุด”
เพราะในมาตรฐานสากล ความผิดไม่ได้เริ่มต้นที่การกระทำผิดกฎหมาย แต่เริ่มตั้งแต่ “สถานการณ์ที่เปิดช่องให้เกิดความลำเอียง”
หรือพูดง่ายๆ คือ
ยังไม่โกง…แต่มีโอกาสโกง และดูเหมือนจะโกง
แค่นี้ก็เพียงพอที่จะทำลายความเชื่อมั่นแล้ว
บทเรียนจากหลักการสากลคือต้องไม่เพียงยุติธรรม แต่ต้อง “เห็นได้ว่ายุติธรรม”
ในวงการกฎหมาย มีหลักการสำคัญที่ถูกอ้างอิงมานานว่า
“ความยุติธรรมไม่เพียงต้องเกิดขึ้น แต่ต้องมองเห็นเป็นที่ประจักษ์ว่ามันเกิดขึ้นจริง”
Justice must not only be done, but must also be seen to be done
หลักการนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในศาล แต่ควรใช้กับการบริหารประเทศด้วย
เพราะการเมืองคือเรื่องของ “ความไว้วางใจ”
และความไว้วางใจเกิดจาก “ภาพที่ประชาชนเห็น”
หากรัฐมนตรีคนหนึ่งมีครอบครัวทำธุรกิจน้ำมัน และยังมีบทบาทในการกำหนดนโยบายพลังงาน แม้จะพยายามอ้างว่าตัดสินใจอย่างเป็นธรรมและไม่มีอำนาจกำหนดราคาน้ำมัน แต่ประชาชนก็ย่อมตั้งคำถาม
และเมื่อคำถามนั้นไม่มีคำตอบที่ชัดเจน ความเชื่อมั่นก็จะค่อยๆ พังลง
ดังนั้นเมื่อ CPI ต่ำก็เกิดคำถามที่เราต้องถามตัวเองว่าโลกกำลังมองเราแบบไหน?
ดัชนี CPI ของ Transparency International ไม่ได้วัดแค่ “การโกงจริง” แต่สะท้อน “ภาพลักษณ์” ของประเทศในสายตานักธุรกิจ นักลงทุน และผู้เชี่ยวชาญทั่วโลก
คำถามคือ ทำไมประเทศไทยถึงได้คะแนนต่ำ?
คำตอบหนึ่งคือ โลกกำลังมองว่าระบบตรวจสอบยังไม่เข้มแข็ง
การเปิดเผยข้อมูลยังไม่โปร่งใส
และที่สำคัญ…นักการเมืองยังไม่จริงจังกับการหลีกเลี่ยงผลประโยชน์ทับซ้อน
ในสายตานักลงทุน สิ่งนี้แปลว่า “ความเสี่ยง”
ในสายตาประชาชน มันแปลว่า “ความไม่ยุติธรรม”
ลองนึกภาพสถานการณ์ต่อไปนี้ สมมุติว่ารัฐมนตรีคมนาคมมีครอบครัวทำธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง
รัฐมนตรีสาธารณสุขเคยเป็นผู้บริหารบริษัทยา
รัฐมนตรีพลังงานมีหุ้นในบริษัทน้ำมัน
และสมมุติต่อว่าทุกคนมีความสามารถ และไม่มีใครโกง
แต่เมื่อพวกเขาต้องตัดสินใจเรื่องนโยบายที่มีผลกระทบต่อธุรกิจเหล่านั้นไม่ว่าจะเป็นทางบวกหรือลบ ความน่าเชื่อถือจะถูกตั้งคำถามทันที
นี่ไม่ใช่เรื่องของ “เจตนา”
แต่เป็นเรื่องของ “โครงสร้างความสัมพันธ์”
ผลประโยชน์ทับซ้อนไม่ได้แค่ทำให้ภาพลักษณ์เสีย แต่ส่งผลกระทบจริงต่อประเทศ
(1) นโยบายบิดเบือน
การตัดสินใจอาจไม่ได้ยึดประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก
(2) การแข่งขันไม่เป็นธรรม
ธุรกิจที่ไม่มีเส้นสายเสียเปรียบ
(3) ความเชื่อมั่นลดลง
ทั้งจากประชาชนและนักลงทุน
(4) วงจรคอร์รัปชั่นฝังลึก
เมื่อไม่มีใครมองว่าเป็นปัญหา มันก็จะกลายเป็น “เรื่องปกติ”
การแก้ปัญหานี้ไม่ใช่แค่การออกกฎหมายเพิ่ม แต่ต้องเปลี่ยน “วิธีคิด”
(1) เปิดเผยอย่างโปร่งใส
นักการเมืองต้องแสดงบัญชีทรัพย์สินและความเกี่ยวข้องทางธุรกิจอย่างชัดเจน
(2) ถอนตัวเมื่อมีความเกี่ยวข้อง
ไม่ใช่แค่บอกว่า “จะยุติธรรม” แต่ต้อง “ไม่เข้าไปเกี่ยวข้องเลย”
(3) สร้างระบบตรวจสอบอิสระ
องค์กรอิสระต้องมีอำนาจและความน่าเชื่อถือ
(4) สร้างวัฒนธรรมความรับผิดชอบ
สังคมต้องคาดหวังมาตรฐานที่สูงขึ้น
ท้ายที่สุด ความโปร่งใสคือทุนของประเทศ
ในโลกยุคใหม่ ประเทศที่แข่งขันได้ไม่ใช่แค่ประเทศที่มีทรัพยากรหรือเทคโนโลยี แต่คือประเทศที่มี “ความน่าเชื่อถือ”
และความน่าเชื่อถือเริ่มต้นจากสิ่งง่ายๆ
นักการเมืองต้องไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน-และต้องทำให้ประชาชนเห็นว่าไม่มีจริง
หากประเทศไทยยังปล่อยให้ปัญหานี้ดำรงอยู่ คะแนน CPI ก็จะไม่ดีขึ้น
ความเชื่อมั่นก็จะไม่กลับมา
และโอกาสทางเศรษฐกิจก็จะค่อยๆ หลุดลอยไป
ถึงเวลาแล้วที่เราต้องยอมรับว่า
“ผลประโยชน์ทับซ้อน” ไม่ใช่เรื่องเล็ก
แต่คือ “รากของปัญหาใหญ่”
และหากไม่แก้ที่ราก
เราก็ยังหาคำตอบไม่ได้บ่อยครั้งเข้า คนข้างนอกเขาก็จะมองว่าเรา “ขี้โกง” อย่างที่นายกฯ กล่าวเตือนคนของมหาดไทยวันก่อนนั่นแล!
