bg-single

‘ทฤษฎีความสับสน’ ในยุคโลกไร้ระเบียบ!

22.05.2026

กาแฟดำ | สุทธิชัย หยุ่น

สารภาพว่าผมกำลังหมกมุ่นอยู่กับการวาดภาพระเบียบโลกใหม่ที่ขณะนี้กำลังอยู่ในระยะหัวเลี้ยวหัวต่อ

ที่ไม่มีใครรู้ว่าจะออกหัวหรือออกก้อย…หรือเหรียญมันยังหมุนติ้วอยู่ ไม่รู้ว่าฝุ่นจะจางเมื่อไหร่

ทำให้ผมคิดถึง Chaos Theory ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นหัวข้อที่อยู่ในความสนใจของผู้คน

เรียกมันว่า “ยุทธศาสตร์แห่งความโกลาหล”

ปรัชญาอำนาจในโลกที่ไร้ความแน่นอน

ในประวัติศาสตร์การเมืองและสงครามของมนุษยชาติ มีความเข้าใจพื้นฐานที่ฝังลึกมาอย่างยาวนานว่า “ระเบียบ” คือสภาวะปกติของโลก

ส่วน “ความโกลาหล” เป็นเพียงความผิดพลาด เป็นสัญญาณของความล้มเหลวของผู้นำ หรือเป็นผลจากสถานการณ์ที่ควบคุมไม่ได้

แต่เอาเข้าจริงๆ ทั้งสิ้นทั้งปวงนี้อาจเป็นภาพลวงตาที่ทำให้เรามองไม่เห็นความจริงที่สำคัญยิ่งกว่า โดยเฉพาะในโลก “ไร้ระเบียบ” ที่เรากำลังเผชิญอยู่ทุกวันนี้

ยิ่งนับวันผมก็ยิ่งเชื่อว่าความโกลาหลมิใช่เพียงสิ่งที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ

หากแต่ในหลายกรณีมันถูกสร้าง ถูกหล่อหลอม และถูกใช้เป็นเครื่องมือของอำนาจอย่างมีแบบแผน

และในโลกสมัยใหม่ที่เต็มไปด้วยความซับซ้อนและการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ความโกลาหลได้กลายเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์ที่ผู้นำยุคนี้นำมาใช้เพื่อตอบโจทย์แห่งความวุ่นวายสับสนก็เป็นไปได้

ผมถามเพื่อนที่เป็นนักวิชาการด้านนโยบายต่างประเทศที่กำลังพยายามทำความเข้าใจกับโลกที่ปั่นป่วนอยู่วันนี้ หลายคนบอกว่าทุกวันนี้ เราอยู่บนสภาพ “อนาธิปไตย” อย่างแท้จริง

แต่นั่นไม่ได้หมายถึงความวุ่นวายไร้ระเบียบโดยสิ้นเชิง หากแต่หมายถึงการไม่มีอำนาจสูงสุดที่อยู่เหนือรัฐชาติทั้งหมด

หรืออีกความหมายหนึ่งคือไม่มีองค์กรใดที่สามารถบังคับใช้กฎเกณฑ์ได้อย่างแท้จริงในทุกสถานการณ์

โลกจึงเป็นพื้นที่ที่รัฐต่างๆ ต้องพึ่งพาตนเอง ต้องตัดสินใจภายใต้ความไม่แน่นอน และต้องอยู่กับความเป็นไปได้ของความขัดแย้งอยู่ตลอดเวลา

อาจารย์ด้านรัฐศาสตร์หลายคนบอกผมว่าตอนนี้ต้องฉีกตำราเก่าๆ ทิ้งหมดเพราะสภาพจริงที่เกิดขึ้นวันนี้ผิดเพี้ยนไปจากทฤษฎีเก่าๆ มากมาย

หลัง “ระบอบทรัมป์” ผงาดในเวทีระหว่างประเทศ ความโกลาหลมิใช่สิ่งแปลกปลอมอีกต่อไป

ตรงกันข้าม เราอาจจะต้องเรียนรู้ที่จะยอมรับความจริงว่าความ “ไม่สามารถคาดคะเนได้” นั้นได้กลายเป็นสภาพพื้นฐานของระเบียบโลกใหม่เสียแล้ว

การเมืองระหว่างประเทศจึงมิใช่ศิลปะของการสร้างระเบียบที่มั่นคง หากแต่เป็นศิลปะของการจัดการกับความไม่แน่นอนอย่างมีชั้นเชิง

และในหลายกรณี ต้องเรียนรู้ศิลปะแห่งการใช้ประโยชน์จากความไม่แน่นอนนั้นเพื่อสร้างความได้เปรียบเหนือผู้อื่นด้วยซ้ำ

ดังนั้น อย่าได้ประหลาดใจหากจะมีผู้รู้วันนี้เปรียบเทียบให้ฟังว่า

แนวคิดนี้สอดคล้องกับภูมิปัญญาทางยุทธศาสตร์ที่มีมาอย่างยาวนาน

ตั้งแต่ ซุนวู ผู้เขียน “พิชัยสงคราม” ที่เน้นย้ำว่าศิลปะของสงครามคือการทำให้ศัตรูสับสน การปกปิดเจตนา และการสร้างความไม่แน่นอนในสายตาของฝ่ายตรงข้าม

ไปจนถึง นิโคโล มาคิอาเวลลี ผู้เสนอว่าผู้นำที่ประสบความสำเร็จไม่จำเป็นต้องยึดมั่นในศีลธรรมแบบเดิม

หากแต่ต้องเข้าใจธรรมชาติของอำนาจและสามารถปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

สองปราชญ์ในประวัติศาสตร์ตอกย้ำแนวคิดนี้ตรงกันที่ว่าจะต้องยอมรับว่าโลกมิได้ดำเนินไปตามกฎเกณฑ์ที่แน่นอน และผู้ที่สามารถใช้ประโยชน์จากความไม่แน่นอนนั้นได้ ย่อมมีโอกาสครอบงำสถานการณ์เหนือผู้อื่น

ผมไม่แน่ใจว่าทรัมป์อ่านหนังสือสองเล่มนี้หรือไม่ หรืออ่านแบบลึกซึ้งเพื่อนำมาปฏิบัติหรือไม่

แต่จะด้วยเหตุบังเอิญหรือไม่ก็ตาม แนวคิดเรื่อง “ความโกลาหลในฐานะยุทธศาสตร์” ได้ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนผ่านสไตล์การนำของเขา

ทรัมป์ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางว่าเป็นผู้นำที่คาดเดาไม่ได้ เปลี่ยนแปลงจุดยืนอย่างรวดเร็ว และสร้างความสับสนทั้งในระดับภายในประเทศและในเวทีระหว่างประเทศ แต่บ่อยครั้ง เขาก็อ้างว่ามันคือยุทธศาสตร์ที่วางแผนมาอย่างดีของเขา

นั่นคือการใช้ “ความไม่แน่นอน” เป็นเครื่องมือในการครอบงำพื้นที่ทางการเมืองและการรับรู้ของสาธารณะ

แนวคิด “Flood the zone” ของสตีฟ แบนนอน อดีตที่ปรึกษาคนสนิทของทรัมป์มุ่งสร้างข้อมูลจำนวนมหาศาลจนไม่สามารถควบคุมหรือแยกแยะได้อย่างชัดเจน เป็นตัวอย่างของการใช้ความโกลาหลในเชิงข้อมูลเพื่อทำลายความสามารถของฝ่ายตรงข้ามในการตอบสนองอย่างมีประสิทธิภาพ

ฟังดูอาจจะประหลาด แต่มีความเป็นจริงในโลกที่โซเชียลมีเดียครอบงำชีวิตของผู้คนไม่น้อย นั่นคือเมื่อข้อมูลมีมากเกินไป ความจริงจะถูกกลืนหายไปในกระแสของความสับสน

และผู้ที่ควบคุมจังหวะของการสร้างข้อมูลย่อมมีอำนาจเหนือการรับรู้ของสังคม

ผมติดตามข่าวสงครามอิหร่านก็ตระหนักว่ามีการใช้ความโกลาหลในระดับที่ลึกซึ้งยิ่ง

และนั่นไม่เพียงแต่ในมิติของการทหาร หากแต่รวมถึงมิติของเศรษฐกิจ การทูต และการสื่อสาร

สงครามนี้มิได้มีเส้นแบ่งที่ชัดเจนระหว่างชัยชนะและความพ่ายแพ้ ไม่มีนิยามที่แน่นอนของเป้าหมาย และไม่มีเส้นทางที่ชัดเจนไปสู่จุดสิ้นสุด

ความคลุมเครือนี้อาจถือได้ว่าป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ของทุกฝ่ายในความขัดแย้งด้วยซ้ำ

เพราะมันเปิดโอกาสให้ผู้มีอำนาจสามารถปรับเปลี่ยนเป้าหมายได้ตามสถานการณ์

และยังสามารถอ้างความสำเร็จในเงื่อนไขที่ปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลา

อีกทั้งยังสามารถหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ที่ไม่พึงประสงค์ได้

ความไม่แน่นอนนี้ยังสร้างแรงกดดันต่อฝ่ายตรงข้าม ทำให้พวกเขาต้องตัดสินใจภายใต้ข้อมูลที่ไม่ครบถ้วน และเพิ่มความเสี่ยงของการตัดสินใจผิดพลาด

แต่การใช้ความโกลาหลเป็นยุทธศาสตร์ก็เต็มไปด้วยความเสี่ยงเพราะมันเป็นอาวุธที่อันตรายแม้แต่ต่อผู้ใช้เอง

ความไม่แน่นอนที่ถูกสร้างขึ้นอาจย้อนกลับมาทำลายความน่าเชื่อถือของผู้นำ ทำให้พันธมิตรเกิดความลังเล และเพิ่มความเสี่ยงของความขัดแย้งที่บานปลายโดยไม่ตั้งใจ

คำถามคือในท้ายที่สุดแล้วมนุษย์สามารถควบคุมมันได้จริงเพียงใด

เพราะในโลกแห่งความเป็นจริง เส้นแบ่งระหว่าง “ความโกลาหลที่ถูกออกแบบ” กับ “ความโกลาหลที่เกิดขึ้นเอง” มักจะเลือนราง

และในหลายกรณี สิ่งที่ถูกนำเสนอว่าเป็นยุทธศาสตร์อาจเป็นเพียงความพยายามในการให้ความหมายกับความไร้ระเบียบที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ

เมื่อความโกลาหลกลายเป็นทั้งเครื่องมือและสภาพแวดล้อม การแยกแยะระหว่างการควบคุมกับการถูกควบคุมจึงยิ่งยากขึ้น

สงครามอิหร่านจึงมิได้เป็นเพียงความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ หากแต่เป็นภาพสะท้อนของการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของโลก

จากโลกที่เคยพยายามสร้างระเบียบและความแน่นอน ไปสู่โลกที่ยอมรับความไม่แน่นอนเป็นส่วนหนึ่งของความเป็นจริง

ในบางกรณี มันยังถูกใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างอำนาจต่อรองอย่างไร้กติกา

ในโลกเช่นนี้ ผู้ที่มีอำนาจมิใช่ผู้ที่สามารถกำหนดทุกอย่างได้อย่างสมบูรณ์ หากแต่เป็นผู้ที่สามารถดำรงอยู่และเคลื่อนไหวได้อย่างมีประสิทธิภาพท่ามกลางความไม่แน่นอน สามารถใช้ประโยชน์จากความสับสน และสามารถกำหนดความหมายของเหตุการณ์ได้ดีกว่าผู้อื่น

ในท้ายที่สุด ความโกลาหลในฐานะยุทธศาสตร์จึงมิใช่เพียงเทคนิคหรือกลวิธี หากแต่เป็นปรัชญาของอำนาจในโลกยุคใหม่ เป็นการยอมรับว่าความแน่นอนเป็นสิ่งหายาก

และผู้ที่พยายามยึดติดกับมันอาจตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ ในขณะที่ผู้ที่สามารถโอบรับความไม่แน่นอน ใช้มัน และแม้กระทั่งสร้างมันขึ้นมา อาจกลายเป็นผู้กำหนดทิศทางของประวัติศาสตร์

แต่เส้นแบ่งระหว่าง “ความเฉียบคม” ทางยุทธศาสตร์กับความ “วิกลจริต” ยังคงบางอย่างน่าหวาดหวั่น

สุดท้าย ในการหาข้อสรุปในการถกแถลงของผมกับเหล่าบรรดา “กูรูแห่งความสับสน” คำถามที่สำคัญที่สุดก็คือ มนุษย์ยังคงเป็นผู้ควบคุมความโกลาหล หรือได้กลายเป็นเพียงส่วนหนึ่งของมันไปแล้วโดยไม่รู้ตัว?

ซึ่งก็แปลว่าเราต้องงุนงงและสับสนกันต่อไป!



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

520 วันบันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (23)
50 ปี 6 ตุลา (5) ความรุนแรงในบริบททางภูมิรัฐศาสตร์
เทศกาล ‘เดาผล’ : The Nobel Prize in Literature 2026
สร้างพื้นฐานอาชีพยาก ด้วยจอยเกม
E-DUANG | “อนิจจัง” แห่ง “อำนาจ” ศึกษา ถนอม กิตติขจร
รมช.เกษตรฯ ลงพื้นที่ อ.สามโคก ติดตามน้ำ-วางแผนรับฝน พร้อมเปิดข้อมูลเยียวยาเกษตรกร-ประมงที่ได้รับความเสียหายแล้ว – แนะเร่งเก็บผลผลิต-ย้ายสัตว์เลี้ยงป้องกันได้ทันที
ปลัด มท. สนองข้อสั่งการนายกฯ อนุทิน สั่งผู้ว่าฯ – นายอำเภอ – โยธาฯ จังหวัด สนับสนุนท้องถิ่น – ท้องที่ ปูพรมเร่งสำรวจความเสียหายอุทกภัยรายครัวเรือนโดยทันที ไม่ต้องรอ
ความก้าวหน้า ของระบบนิเวศโดรนของยูเครน อาจทำให้สงครามขยายตัวแบบที่ไม่ได้ตั้งใจ
ดินแดง ราชปรารภ น้ำใจ ไมตรี ชาว ราชปรารภ ท่ามกลาง เสียงปืน กึกก้อง
มีเหตุอันควรให้เชื่อ…
Songs in the Key of Life : ค่ำคืนแห่งฝัน
‘ปฏิกิริยา’ นักข่าว-พิธีกรดัง ถล่มทรัมป์แกว่งเท้าหาเสี้ยน เปิดศึกห้าม CNN, MSNOW และ POLITICO