กาแฟดำ | สุทธิชัย หยุ่น
สารภาพว่าผมกำลังหมกมุ่นอยู่กับการวาดภาพระเบียบโลกใหม่ที่ขณะนี้กำลังอยู่ในระยะหัวเลี้ยวหัวต่อ
ที่ไม่มีใครรู้ว่าจะออกหัวหรือออกก้อย…หรือเหรียญมันยังหมุนติ้วอยู่ ไม่รู้ว่าฝุ่นจะจางเมื่อไหร่
ทำให้ผมคิดถึง Chaos Theory ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นหัวข้อที่อยู่ในความสนใจของผู้คน
เรียกมันว่า “ยุทธศาสตร์แห่งความโกลาหล”
ปรัชญาอำนาจในโลกที่ไร้ความแน่นอน
ในประวัติศาสตร์การเมืองและสงครามของมนุษยชาติ มีความเข้าใจพื้นฐานที่ฝังลึกมาอย่างยาวนานว่า “ระเบียบ” คือสภาวะปกติของโลก
ส่วน “ความโกลาหล” เป็นเพียงความผิดพลาด เป็นสัญญาณของความล้มเหลวของผู้นำ หรือเป็นผลจากสถานการณ์ที่ควบคุมไม่ได้
แต่เอาเข้าจริงๆ ทั้งสิ้นทั้งปวงนี้อาจเป็นภาพลวงตาที่ทำให้เรามองไม่เห็นความจริงที่สำคัญยิ่งกว่า โดยเฉพาะในโลก “ไร้ระเบียบ” ที่เรากำลังเผชิญอยู่ทุกวันนี้
ยิ่งนับวันผมก็ยิ่งเชื่อว่าความโกลาหลมิใช่เพียงสิ่งที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ
หากแต่ในหลายกรณีมันถูกสร้าง ถูกหล่อหลอม และถูกใช้เป็นเครื่องมือของอำนาจอย่างมีแบบแผน
และในโลกสมัยใหม่ที่เต็มไปด้วยความซับซ้อนและการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ความโกลาหลได้กลายเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์ที่ผู้นำยุคนี้นำมาใช้เพื่อตอบโจทย์แห่งความวุ่นวายสับสนก็เป็นไปได้
ผมถามเพื่อนที่เป็นนักวิชาการด้านนโยบายต่างประเทศที่กำลังพยายามทำความเข้าใจกับโลกที่ปั่นป่วนอยู่วันนี้ หลายคนบอกว่าทุกวันนี้ เราอยู่บนสภาพ “อนาธิปไตย” อย่างแท้จริง
แต่นั่นไม่ได้หมายถึงความวุ่นวายไร้ระเบียบโดยสิ้นเชิง หากแต่หมายถึงการไม่มีอำนาจสูงสุดที่อยู่เหนือรัฐชาติทั้งหมด
หรืออีกความหมายหนึ่งคือไม่มีองค์กรใดที่สามารถบังคับใช้กฎเกณฑ์ได้อย่างแท้จริงในทุกสถานการณ์
โลกจึงเป็นพื้นที่ที่รัฐต่างๆ ต้องพึ่งพาตนเอง ต้องตัดสินใจภายใต้ความไม่แน่นอน และต้องอยู่กับความเป็นไปได้ของความขัดแย้งอยู่ตลอดเวลา
อาจารย์ด้านรัฐศาสตร์หลายคนบอกผมว่าตอนนี้ต้องฉีกตำราเก่าๆ ทิ้งหมดเพราะสภาพจริงที่เกิดขึ้นวันนี้ผิดเพี้ยนไปจากทฤษฎีเก่าๆ มากมาย
หลัง “ระบอบทรัมป์” ผงาดในเวทีระหว่างประเทศ ความโกลาหลมิใช่สิ่งแปลกปลอมอีกต่อไป
ตรงกันข้าม เราอาจจะต้องเรียนรู้ที่จะยอมรับความจริงว่าความ “ไม่สามารถคาดคะเนได้” นั้นได้กลายเป็นสภาพพื้นฐานของระเบียบโลกใหม่เสียแล้ว
การเมืองระหว่างประเทศจึงมิใช่ศิลปะของการสร้างระเบียบที่มั่นคง หากแต่เป็นศิลปะของการจัดการกับความไม่แน่นอนอย่างมีชั้นเชิง
และในหลายกรณี ต้องเรียนรู้ศิลปะแห่งการใช้ประโยชน์จากความไม่แน่นอนนั้นเพื่อสร้างความได้เปรียบเหนือผู้อื่นด้วยซ้ำ
ดังนั้น อย่าได้ประหลาดใจหากจะมีผู้รู้วันนี้เปรียบเทียบให้ฟังว่า
แนวคิดนี้สอดคล้องกับภูมิปัญญาทางยุทธศาสตร์ที่มีมาอย่างยาวนาน
ตั้งแต่ ซุนวู ผู้เขียน “พิชัยสงคราม” ที่เน้นย้ำว่าศิลปะของสงครามคือการทำให้ศัตรูสับสน การปกปิดเจตนา และการสร้างความไม่แน่นอนในสายตาของฝ่ายตรงข้าม
ไปจนถึง นิโคโล มาคิอาเวลลี ผู้เสนอว่าผู้นำที่ประสบความสำเร็จไม่จำเป็นต้องยึดมั่นในศีลธรรมแบบเดิม
หากแต่ต้องเข้าใจธรรมชาติของอำนาจและสามารถปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
สองปราชญ์ในประวัติศาสตร์ตอกย้ำแนวคิดนี้ตรงกันที่ว่าจะต้องยอมรับว่าโลกมิได้ดำเนินไปตามกฎเกณฑ์ที่แน่นอน และผู้ที่สามารถใช้ประโยชน์จากความไม่แน่นอนนั้นได้ ย่อมมีโอกาสครอบงำสถานการณ์เหนือผู้อื่น
ผมไม่แน่ใจว่าทรัมป์อ่านหนังสือสองเล่มนี้หรือไม่ หรืออ่านแบบลึกซึ้งเพื่อนำมาปฏิบัติหรือไม่
แต่จะด้วยเหตุบังเอิญหรือไม่ก็ตาม แนวคิดเรื่อง “ความโกลาหลในฐานะยุทธศาสตร์” ได้ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนผ่านสไตล์การนำของเขา
ทรัมป์ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางว่าเป็นผู้นำที่คาดเดาไม่ได้ เปลี่ยนแปลงจุดยืนอย่างรวดเร็ว และสร้างความสับสนทั้งในระดับภายในประเทศและในเวทีระหว่างประเทศ แต่บ่อยครั้ง เขาก็อ้างว่ามันคือยุทธศาสตร์ที่วางแผนมาอย่างดีของเขา
นั่นคือการใช้ “ความไม่แน่นอน” เป็นเครื่องมือในการครอบงำพื้นที่ทางการเมืองและการรับรู้ของสาธารณะ
แนวคิด “Flood the zone” ของสตีฟ แบนนอน อดีตที่ปรึกษาคนสนิทของทรัมป์มุ่งสร้างข้อมูลจำนวนมหาศาลจนไม่สามารถควบคุมหรือแยกแยะได้อย่างชัดเจน เป็นตัวอย่างของการใช้ความโกลาหลในเชิงข้อมูลเพื่อทำลายความสามารถของฝ่ายตรงข้ามในการตอบสนองอย่างมีประสิทธิภาพ
ฟังดูอาจจะประหลาด แต่มีความเป็นจริงในโลกที่โซเชียลมีเดียครอบงำชีวิตของผู้คนไม่น้อย นั่นคือเมื่อข้อมูลมีมากเกินไป ความจริงจะถูกกลืนหายไปในกระแสของความสับสน
และผู้ที่ควบคุมจังหวะของการสร้างข้อมูลย่อมมีอำนาจเหนือการรับรู้ของสังคม
ผมติดตามข่าวสงครามอิหร่านก็ตระหนักว่ามีการใช้ความโกลาหลในระดับที่ลึกซึ้งยิ่ง
และนั่นไม่เพียงแต่ในมิติของการทหาร หากแต่รวมถึงมิติของเศรษฐกิจ การทูต และการสื่อสาร
สงครามนี้มิได้มีเส้นแบ่งที่ชัดเจนระหว่างชัยชนะและความพ่ายแพ้ ไม่มีนิยามที่แน่นอนของเป้าหมาย และไม่มีเส้นทางที่ชัดเจนไปสู่จุดสิ้นสุด
ความคลุมเครือนี้อาจถือได้ว่าป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ของทุกฝ่ายในความขัดแย้งด้วยซ้ำ
เพราะมันเปิดโอกาสให้ผู้มีอำนาจสามารถปรับเปลี่ยนเป้าหมายได้ตามสถานการณ์
และยังสามารถอ้างความสำเร็จในเงื่อนไขที่ปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลา
อีกทั้งยังสามารถหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ที่ไม่พึงประสงค์ได้
ความไม่แน่นอนนี้ยังสร้างแรงกดดันต่อฝ่ายตรงข้าม ทำให้พวกเขาต้องตัดสินใจภายใต้ข้อมูลที่ไม่ครบถ้วน และเพิ่มความเสี่ยงของการตัดสินใจผิดพลาด
แต่การใช้ความโกลาหลเป็นยุทธศาสตร์ก็เต็มไปด้วยความเสี่ยงเพราะมันเป็นอาวุธที่อันตรายแม้แต่ต่อผู้ใช้เอง
ความไม่แน่นอนที่ถูกสร้างขึ้นอาจย้อนกลับมาทำลายความน่าเชื่อถือของผู้นำ ทำให้พันธมิตรเกิดความลังเล และเพิ่มความเสี่ยงของความขัดแย้งที่บานปลายโดยไม่ตั้งใจ
คำถามคือในท้ายที่สุดแล้วมนุษย์สามารถควบคุมมันได้จริงเพียงใด
เพราะในโลกแห่งความเป็นจริง เส้นแบ่งระหว่าง “ความโกลาหลที่ถูกออกแบบ” กับ “ความโกลาหลที่เกิดขึ้นเอง” มักจะเลือนราง
และในหลายกรณี สิ่งที่ถูกนำเสนอว่าเป็นยุทธศาสตร์อาจเป็นเพียงความพยายามในการให้ความหมายกับความไร้ระเบียบที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ
เมื่อความโกลาหลกลายเป็นทั้งเครื่องมือและสภาพแวดล้อม การแยกแยะระหว่างการควบคุมกับการถูกควบคุมจึงยิ่งยากขึ้น
สงครามอิหร่านจึงมิได้เป็นเพียงความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ หากแต่เป็นภาพสะท้อนของการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของโลก
จากโลกที่เคยพยายามสร้างระเบียบและความแน่นอน ไปสู่โลกที่ยอมรับความไม่แน่นอนเป็นส่วนหนึ่งของความเป็นจริง
ในบางกรณี มันยังถูกใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างอำนาจต่อรองอย่างไร้กติกา
ในโลกเช่นนี้ ผู้ที่มีอำนาจมิใช่ผู้ที่สามารถกำหนดทุกอย่างได้อย่างสมบูรณ์ หากแต่เป็นผู้ที่สามารถดำรงอยู่และเคลื่อนไหวได้อย่างมีประสิทธิภาพท่ามกลางความไม่แน่นอน สามารถใช้ประโยชน์จากความสับสน และสามารถกำหนดความหมายของเหตุการณ์ได้ดีกว่าผู้อื่น
ในท้ายที่สุด ความโกลาหลในฐานะยุทธศาสตร์จึงมิใช่เพียงเทคนิคหรือกลวิธี หากแต่เป็นปรัชญาของอำนาจในโลกยุคใหม่ เป็นการยอมรับว่าความแน่นอนเป็นสิ่งหายาก
และผู้ที่พยายามยึดติดกับมันอาจตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ ในขณะที่ผู้ที่สามารถโอบรับความไม่แน่นอน ใช้มัน และแม้กระทั่งสร้างมันขึ้นมา อาจกลายเป็นผู้กำหนดทิศทางของประวัติศาสตร์
แต่เส้นแบ่งระหว่าง “ความเฉียบคม” ทางยุทธศาสตร์กับความ “วิกลจริต” ยังคงบางอย่างน่าหวาดหวั่น
สุดท้าย ในการหาข้อสรุปในการถกแถลงของผมกับเหล่าบรรดา “กูรูแห่งความสับสน” คำถามที่สำคัญที่สุดก็คือ มนุษย์ยังคงเป็นผู้ควบคุมความโกลาหล หรือได้กลายเป็นเพียงส่วนหนึ่งของมันไปแล้วโดยไม่รู้ตัว?
ซึ่งก็แปลว่าเราต้องงุนงงและสับสนกันต่อไป!
