E-DUANG : “บทเรียน” จาก “ความพ่ายแพ้” ภายใน ”วิกฤต” ย่อมมี ”โอกาส”

หากเทียบกับ 3 หมื่นเศษที่ น.ส.จุมพิตา จันทรขจร ได้ในการเลือกตั้งเมื่อเดือนมีนาคม กับ 2 หมื่นเศษที่นายไพรัฎฐก์โชติ จันทรขจร ได้ในการเลือกตั้งเดือนตุลาคม
อาจมีผลชี้ในด้านชัยชนะหรือพ่ายแพ้ แต่ถามว่าเป็นปริมาณที่ขี้ริ้วขี้เหร่หรือไม่
ตอบได้ว่า ไม่
เพราะอย่างน้อยคะแนนของพรรคอนาคตใหม่ก็ยังเหนือกว่าคะแนนของพรรคประชาธิปัตย์
และความสลับซับซ้อนของ”สภาพการณ์”อันมีผลสะเทือนต่อคะแนน นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ เป็นอย่างไรก็กระจ่างสว่างแจ้งอย่างที่สุด
ตรงกันข้าม ความพ่ายแพ้ครั้งนี้น่าจะเป็น”ผลดี”ด้วยซ้ำไป
ต้องยอมรับว่า อาการต่างๆอันเป็น “ปัญหา” ไม่ว่าจะมองผ่านร่างกาย อันเป็นวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ ไม่ว่าจะมองผ่านสภาพแวดล้อมรอบๆอันเป็นวิทยาศาสตร์สังคม
มักสะท้อนออกและสำแดงตัวในห้วงแห่ง “วิกฤต”
ต้องยอมรับว่าพรรคอนาคตใหม่เผชิญวิกฤตมากมายอย่างยิ่งตั้งแต่เมื่อแรกก่อตั้งและโดยเฉพาะภายหลังจากประสบความสำเร็จ เหนือความคาดหมายในการเลือกตั้งเมื่อเดือนมีนาคม
เป็นวิกฤตทั้งจากปัจจัย”ภายนอก”ก่อขึ้น เป็นวิกฤตทั้งจากปัจจัย “ภายใน”อันดำรงอยู่
เมื่ออยู่ใน”อุณหภูมิ”อันเหมาะสมก็เกิดสภาพ”เปลี่ยนแปลง”
เป็นอุณหภูมิอันเนื่องจาก”พระราชกำหนด” เป็นอุณหภูมิอันเนื่องจาก”ร่างพรบ.งบประมาณ” และรวมถึง”การเลือกตั้งซ่อม”
ตัวตนของ “วิกฤต” ตัวตนของ”ปัญหา”จึงปรากฏ
ไม่ว่า “ปัญหา” ไม่ว่า”ความพ่ายแพ้” เหมือนจะเป็นเรื่องเลวร้าย คล้ายกับจะสะท้อนลักษณะอันเป็น “วิกฤต”
แต่นั่นก็ขึ้นอยู่กับ “มุมมอง” และ “บทสรุป”
ก็อย่างที่ภาษิตจีนที่เน้นย้ำอย่างหนักแน่นว่าภายใน”วิกฤต”ย่อมนำไปสู่ “โอกาส”
มิเช่นนั้นบทเพลงคงไม่ยืนยัน “พ่ายแพ้ สู้ใหม่ พ่ายแพ้ สู้ใหม่”
ความพ่ายแพ้คือบทเรียนบทใหญ่ ปัญหาคือบทเรียนบทใหญ่เป็นเหมือนสัญญาณเตือน
นั่นก็ขึ้นอยู่กับ”มุมมอง”และ”บทสรุป”
