E-DUANG : การต่อสู้ วันที่ 14 ตุลาคม 2563 ไสยศาสตร์ ปะทะ วิทยาศาสตร์

หากดูจาก “สดมภ์”หลักแห่งความเชื่อระหว่างรัฐบาลอันมีรากฐานมาจากรัฐประหาร กับ กลุ่มเยาวชน นักเรียน นิสิตนักศึกษา ก็จะสัม ผัสได้ในความแตกต่าง
ตัวอย่างหนึ่งแห่งความเชื่อที่จำหลักหนักแน่นภายในคณะนาย ทหารแห่ง”บูรพาพยัคฆ์”คือโหรอันเป็นเจ้าสำนักสุขิโต เชียงใหม่
เป็นความเชื่อเพราะเจ้าสำนักผู้นี้ทำนายได้ถูกต้องตั้งแต่ก่อนเข้ารับตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการทหารบก และก็มีคำชี้แนะออกมาสม่ำเสมอในทางการเมือง
ตั้งแต่ก่อนรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549 ต่อเนื่องไปยังรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557
ด้วยการเสนอคำทำนายในแบบ”โยนหินถามทาง”
ทั้งๆที่หลักมูลฐานแห่งคำทำนายทั้งหมดมิได้มาจากเลขผานาทีของศาสตร์แห่งโหร หากแต่มาจากการนั่งทางในสอบถามผ่านฤาษีเกวาลันแห่งเทือกเขาหิมาลัย
ขณะที่แหล่งที่มาแห่งความรู้ของรัฐบาลคือฤาษีแห่งหิมาลัย ถามว่าแหล่งที่มาแห่งความรู้ของเยาวชนมาจากที่ใด
อย่าตอบว่ามาจากบางคนในปารีส มาจากบางคนในเกียวโต มาจากบางคนในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มาจากบางคนมหาวิทยา ลัยธรรมศาสตร์
หรือมองเห็นนักการเมืองบางคนจากบางพรรคการเมืองเป็นดั่ง “ท่อน้ำเลี้ยง”ในการส่งกำลังบำรุง
คำเฉลยจาก ดร.สุรชาติ บำรุงสุข แจ่มชัดคมคายยิ่ง
นั่นก็คือ ระบุว่าผู้อยู่เบื้องหลังการลุกขึ้นมาของเยาวชน นักเรียน นิสิตนักศึกษา นับแต่เดือนกุมภาพันธ์เรื่อยมาจนถึงเดือนตุลาคมมีชื่อและตัวตนอันเป็นที่รู้กัน
นั่นก็คือ 1 นายเฟซบุ๊ค 1 นายทวิตเตอร์ 1 นางยูทูบ และ 1 นางไลน์
ความหมายก็คือบทบาทของอินเตอร์เน็ต บทบาทของออนไลน์
ในที่สุดแล้ว นี่คือการปะทะระหว่างฤาษีเกวาลันจากเทือกเขาหิมาลัยกับ เฟซบุ๊ค ทวิตเตอร์ ยูทูบ ไลน์
สภาพการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นและดำรงอยู่ในสังคมไทยนับแต่ยุคหลังรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549 เป็นต้นมา จึงเป็นการปะทะระหว่างอำนาจเก่ากับอำนาจใหม่
อำนาจเก่ามีฐานอยู่กับ”ไสยศาสตร์” อำนาจใหม่มีฐานอยู่กับ วิทยาศาสตร์และ”เทคโนโลยี”
ใครจะชนะ ใครจะพ่ายแพ้ คำตอบมีอยู่แล้ว
