E-DUANG : ทำไม “พรรคการเมือง” จึงวางเฉยต่อ “คสช.”

แม้จะมีความเชื่อสูงเป็นอย่างยิ่งว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีโอกาสสูงเป็นอย่างยิ่ง
ที่จะเป็น “นายกรัฐมนตรี” ต่อไป
เหมือนที่ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ และ นายถาวร เสนเนียม ออกมา “เชียร์”
อย่างน้อยก็อีก 4-5 ปีข้างหน้า
แต่กล่าวสำหรับ “พรรคการเมือง” นอกเหนือจากพรรคของ นายไพบูลย์ นิติตะวัน แล้ว
ก็ไม่มี “พรรคการเมือง” ใดออกโรง “เชียร์”
แม้กระทั่งพรรคภูมิใจไทยของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งถือว่าแนบแน่นอย่างยิ่งกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ยังวางเฉยไม่กระดี้กระด้า
ทำไม
บทสรุป 1 จากความจัดเจนของพรรคการเมืองและนักการเมือง คือบทสรุปจากความพ่ายแพ้ของฝ่ายรัฐบาล
หลัง นายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี
เมื่อต้องยุบสภาจากกรณี “ส.ป.ก. 4-01” ก็ต้องพ่ายแพ้แก่พรรคชาติไทยในการเลือกตั้งเดือนกรกฎาคม 2538
หลัง นายบรรหาร ศิลปอาชา เป็นนายกรัฐมนตรี
เมื่อต้องยุบสภาจากกรณี “สูติบัตร” ก็ต้องพ่ายแพ้แก่พรรคความหวังใหม่ในการเลือกตั้งเดือนพฤศจิกายน 2539
หลัง นายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี
หลังจากประกาศยุบสภาก็ต้องพ่ายแพ้แก่พรรคไทยรักไทย ในการเลือกตั้งเดือนมกราคม 2544
นี่คือชะตากรรมของ “รัฐบาล”
แม้ “คสช.” ไม่ถือว่าเป็น “พรรคการเมือง” ตามพรบ.พรรคการเมือง แต่นับจากรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 เป็นต้นมา
ถือว่า “คสช.” อยู่ในฐานะ “รัฐบาล”
การบริหารราชการแผ่นดิน การตระเตรียมกฎกติกาต่างๆที่ดำเนินการผ่าน “แม่น้ำ 5 สาย” ล้วนอยู่ในความรับผิดชอบของ “คสช.”
ระยะเวลาจากเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 มายังเดือนพฤษภาคม 2560 จึงสะท้อน “ผลงาน” อย่างเด่นชัด
เด่นชัดจาก “คะแนน” และความรู้สึกของ “ประชาชน”
