ฉบับประจำวันที่ 14-20 กรกฎาคม 2560

การสนทนาทางโทรศัพท์ 5 นาที
ระหว่าง กับนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เมื่อเดือนเมษายน ที่ผ่านมา
ซึ่งจบลงที่การเชื้อเชิญให้ ผู้นำไทยไปเยือนสหรัฐนั้น
หลายคนมองว่า “ทรัมป์” ติดกับ “ตู่”
เพราะเมื่อมองผลได้ ผลเสีย แล้ว
บิ๊กตู่ น่าจะได้มากกว่า
เนื่องจากการได้ไปปรากฏตัวที่ทำเนียบขาว ทั้งที่เป็นผู้นำมาจากรัฐประหาร-ย่อมไม่ธรรมดา
เป็นประหนึ่ง “มหาอำนาจโลก” ยอมมองข้าม “ค่านิยมประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน” ที่ถือเป็น “คัมภีร์”สั่งสอนคนไปทั้งโลก แต่มายกเว้นให้กับพล.อ.ประยุทธ์
เพื่อแลกกับการสนับสนุนการแก้ไขปัญหาเกาหลีเหนือ และ ถ่วงดุลกับจีน
ดูไม่คุ้มกันเลย
แต่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งมักทำอะไรเหนือความคาดหมาย ก็ยอม
แน่นอนว่า ย่อมป็นเรื่องน่ายินดีของรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์
จึงมีการตอบรับ และเตรียมตัวไปเยือนสหรัฐอย่างกระตือรือร้น
เพราะไม่เพียง ได้โชว์โรดเแมบ ที่จะกลับสู่ประชาธิปไตย เท่านั้น
พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ยังสั่งกองทัพตรวจสอบ ความต้องการ “อาวุธ” เพื่อจะหิ้วไป ขอซื้อจากสหรัฐ อย่างเต็มที่
อย่างน้อยที่สุด ก็ควรได้ เฮลิคอปเตอร์แบล็คฮอล์ค 4 เครื่อง ติดไม้ติดมือกลับมาให้ได้ครบ 1 ฝูงบิน จำนวน 16 เครื่อง หลังจากหยุดชะงักไปหลังการปฏิวัติ
—
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลาง ความใจจดใจจ่อ จากฝ่ายไทยว่าเมื่อไหร่สหรัฐจะคลอดกำหนดการ “เยือน” ออกมาเสียที
ฝ่ายไทยก็เริ่มสัมผัสได้ถึง “ความเฉื่อยชา” จากสหรัฐ
เป็นความเฉื่อยชา ที่ทำให้ วันที่ฝ่ายไทยคาดไว้ที่จะมีการพบปะกันของ 2 ผู้นำ จะมีขึ้นวันที่ 19 กรกฏาคม น่าจะถูกเลื่อนออกไป
พร้อมกับกระแสข่าว ที่แรงขึ้นทุกทีว่า การพบปะ อาจจะไม่มีขึ้นเลยก็ได้
ไม่มี เพราะ “ค่านิยมประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน” เกิดกลับมาในจิตวิญญานนายนทรัมป์อย่างกระทันหัน
หรืออาจเพราะความไม่อยู่ในร่องในรอยของผู้นำสหรัฐ ประกอบกับกำลังเจอมรสุมการเมืองอย่างหนัก
เลยทำให้นายทรัมป์ มองข้ามคำมั่นกับไทยไปเฉยๆ
ซึ่งจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม การ “ยกเลิกการพบปะ” สหรัฐก็ไม่เสียอะไรเท่าไหร่
แต่กับไทย ย่อมเป็นความผิดหวังอย่างแรง
—
ในท่ามกลางความไม่แน่นอน ดังกล่าว
นายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ พยายามมองในแง่ดี
นั่นคือ ถึงตอนนี้กำหนดการพบปะยังมีอยู่ ไม่ได้ยกเลิก
เพียงแต่อาจจะรอให้ทั้งสองฝ่าย พร้อมก่อน
โดยอาจจะลากยาวไปถึงปีหน้า
ซึ่งก็ต้องลุ้นกันต่อไป ว่าจะต้อง “หวังเหวิด” หรือไม่
แต่ที่แน่ๆ เสียงที่ว่า ทรัมป์ติดกับบิ๊กตู่ ก็เริ่มมีคำถาม และแผ่วลงตามลำดับ
—————-
