
ผ่านไปแล้ว 1 ปีเศษ ที่นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กลับมาบ้านเก่าที่คุ้นเคยอย่าง ‘กระทรวงคมนาคม’ อีกครั้ง
ในยุคของ 2 นายกรัฐมนตรี ทั้ง เศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี และ แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี
ครั้งนี้ รัฐมนตรีสุริยะ มุ่งเน้นขับเคลื่อนงานภายใต้กรอบแนวคิด “คมนาคมเพื่อโอกาสประเทศไทย” กลไกสำคัญขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยอย่างยั่งยืน
การกลับมาในรอบ 19 ปีครั้งนี้ไฟแรงใช่เล่น เพราะช่วง 1 ปี ได้เร่งสร้างผลงานชิ้นโบแดงต่อเนื่อง
เริ่มจากนโยบาย “รถไฟฟ้า 20 บาท” ตลอดเส้นทาง เป็นนโยบายหลักที่พรรคเพื่อไทยหาเสียงไว้แต่แรก และเป็นนโยบายหัวใจหลักที่จะพิสูจน์ฝีมือ เจ้ากระทรวงหูกวาง
โดยคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบ 16 ตุลาคม 2566 เดินหน้าค่าโดยสารรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดเส้นทาง กระทรวงคมนาคมจึงกดปุ่มนำร่องรถไฟฟ้า 2 สาย 2 สีแรกสังกัดรัฐวิสาหกิจ คือ โครงการรถไฟฟ้าสายสีแดง และสายสีม่วง ระยะเวลา 1 ปี ตั้งแต่ช่วงกลางปี 2566
หลังจากกดปุ่มเดินหน้า ปริมาณผู้โดยสารทั้ง 2 เส้นทาง ทำสถิติ “นิวไฮ หรือ ยอดผู้โดยสารทะลุตามเป้าสูงสุด” ต่อเนื่อง ปริมาณผู้โดยสารเพิ่มขึ้น 26.59% เดิมปริมาณผู้โดยสารรวม 26.3 ล้านคนต่อปี รวมเพิ่มขึ้นเป็น 33.4 ล้านคนต่อปี
แสดงถึงผลตอบรับจากประชาชน เพราะลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางได้จริง คาดจะจูงใจประชาชนให้เปลี่ยนมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะเพิ่มมากขึ้น
ส่งผลให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติ 29 พฤศจิกายน 2567 ต่ออายุนโยบายนี้ออกไปอีก 1 ปี รวมทั้งเร่งขยายผลให้ครอบคลุมรถไฟฟ้าสายอื่นๆ ต่อไป
นอกจากนี้ รัฐมนตรีสุริยะยังปิดตำนานยืดเวลาโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงบางขุนนนท์-มีนบุรี (สุวินทวงศ์) สำเร็จ พร้อมผลักดันเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) และผ่านการเห็นชอบจาก ครม.จนนำมาสู่การลงนามสัญญาระหว่าง รฟม.และบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM เป็นที่เรียบร้อยวันที่ 18 กรกฎาคม 2567
ทั้งนี้ ยังมีหลายโครงการที่เด่นชัดปี 2567 ดังนี้
สะพานทศมราชัน (สะพานคู่ขนานสะพานพระราม 9) โดยช่วยระบายรถที่ปัจจุบันติดขัดเป็นคอขวดที่สะพานพระราม 9 ทั้งฝั่งขาเข้าและขาออก
มอเตอร์เวย์ 81 (M81) สายบางใหญ่-กาญจนบุรี โดยได้เร่งรัดก่อสร้างจนแล้วเสร็จ สามารถเปิดให้ประชาชนทดลองใช้ได้ ตลอดทั้งเส้นทาง ในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2568 เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย
โครงการท่าเรือโดยสารอัจฉริยะ (Smart Pier) ในแม่น้ำเจ้าพระยา โดยในปี 2567 สามารถเปิดให้บริการท่าเรือพระปิ่นเกล้า ท่าเรือพระราม 5 และในปี 2568 จะเปิดให้บริการเพิ่มอีก 5 ท่า คือ ท่าปากเกร็ด ท่าพระราม 7 ท่าเกียกกาย ท่าโอเรียนเต็ล และท่าเทเวศร์
รถไฟทางคู่สายใต้ ตั้งแต่ช่วงนครปฐม-หัวหิน-ชุมพร โดยทยอยเปิดให้บริการมาตั้งแต่เดือนมิถุนายน2567 ทำให้ระยะเวลาเดินทางลดลงเฉลี่ยประมาณ 25%
เนรมิตความสวยงามของอาคารเทียบเครื่องบินรองหลังที่ 1 (SAT-1) ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ การันตีด้วยรางวัล พรี วีร์ซายส์ (Prix Versailles) ในฐานะสนามบินสวยที่สุดในโลกจากองค์การยูเนสโก (UNESCO)
การเปิดใช้งานทางวิ่งเส้นที่ 3 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับเที่ยวบิน จากเดิม 68 เที่ยวบินต่อชั่วโมง เป็น 94 เที่ยวบินต่อชั่วโมง
การเปิดใช้ระบบไบโอเมตริก 100% ภายในท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่ง ของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จํากัด (มหาชน) หรือ ทอท. โดยการนำเทคโนโลยีสแกนใบหน้ามาใช้ในการระบุตัวตนของผู้โดยสาร เพื่ออำนวยความสะดวกในการรองรับนักท่องเที่ยวจากทั้งในและต่างประเทศ ช่วยลดระยะเวลาในการรอคิวของแต่ละจุดบริการ
สําหรับปี 2568 กระทรวงคมนาคมมีหลายโครงการ และแผนงานสำคัญที่น่าจับตามองต่อเนื่อง อาทิ โครงการรถไฟทางคู่ระยะที่ 2 อีก 6 เส้นทาง ระยะทางรวม 1,312 กิโลเมตร (ก.ม.) วงเงินรวม 298,060 ล้านบาท
โครงการรถไฟชานเมืองสายสีแดง รวมวงเงินกว่า 2.1 หมื่นล้านบาท ประกอบด้วย รถไฟชานเมืองสายสีแดงเข้ม ช่วงรังสิต-มธ. ศูนย์รังสิต วงเงิน 6,468 ล้านบาท และรถไฟชานเมืองสายสีแดงช่วงศิริราช-ตลิ่งชัน-ศาลายา วงเงิน 15,286 ล้านบาท
โครงการรถไฟความเร็วสูง นครราชสีมา-หนองคาย ระยะทาง 357.12 กิโลเมตร วงเงิน 341,351 ล้านบาท
โครงการก่อสร้างส่วนต่อขยายด้านทิศตะวันออก (East Expansion) ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดย ทอท.กำหนดจะเริ่มการก่อสร้างให้ได้ ภายในปี 2568 และกำหนดเปิดให้บริการได้ในปี 2570
นอกจากนี้ ในส่วนของโครงการใหญ่ อย่าง ‘แลนด์บริดจ์’ นายสุริยะ ยืนยันว่าทางกระทรวงไม่ได้เงียบ หรือพักโครงการแต่อย่างใด
ความคืบหน้าระหว่างนี้อยู่ในช่วงของการผลักดันพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ระเบียงเขตเศรษฐกิจภาคใต้หรือ พ.ร.บ.เอสอีซี (SEC) จะมีผลต่อการกำหนดข้อกฎหมายต่างๆ ที่จะมาใช้ในเขตเศรษฐกิจพิเศษเอสอีซี (SEC) มีลักษณะคล้ายกับพระราชบัญญัติเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ.2561 (โครงการการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ ภาคตะวันออก (EEC) หรืออีอีซี)
เมื่อ พ.ร.บ.เอสอีซี (SEC) ผ่าน จะมีการจัดตั้งสำนักงานเอสอีซี (SEC) ตามแผนงานจะเสร็จไตรมาส 2/2568
ในส่วนการออกแบบทางรถไฟ และทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) รวมถึงการจัดทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) คาดว่าสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) พิจารณา EIA แล้วเสร็จในปี 2568 สอดคล้องกับการออกแบบท่าเรือ และการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ส่งให้ สผ.พิจารณาแล้วเสร็จภายในปี 2568 เช่นเดียวกัน
จากนั้นจะเริ่มกระบวนการคัดเลือกเอกชน ตั้งเป้าจัดทำร่างเอกสารเชิญชวนผู้ลงทุนในการร่วมลงทุนโครงการ (RFP) คาดแล้วเสร็จปี 2568 ก่อนคัดเลือกผู้ลงทุนในไตรมาส 3/2568 จากนั้นจะเสนอเข้า ครม.อนุมัติโครงการในปี 2568
อีกหนึ่งโครงการสำคัญที่รัฐมนตรีสุริยะมุ่งมั่นตั้งใจจะสานต่อให้สำเร็จภายในปี 2568 คือ การเร่งรัดการก่อสร้างบนถนนพระราม 2 ทั้งหมด ตั้งใจปิดตำนาน รถติดพระราม 2 ฉายา “ถนน 7 ชั่วโคตร”
หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยืนยันแล้วว่า การก่อสร้างทั้งหมดบนทางสายหลักของถนนพระราม 2 จะต้องแล้วเสร็จภายในปี 2568
นอกจากนี้ รัฐมนตรีสุริยะยังยืนยันให้ความสำคัญกับความปลอดภัยเป็นอันดับ 1 จึงเดินหน้ายกระดับมาตรการด้านความปลอดภัย กำหนดมาตรการ “สมุดพกผู้รับเหมา”
ปัจจุบันอยู่ระหว่างหารือกับกรมบัญชีกลาง เพื่อยกระดับไปสู่การลดชั้นผู้รับเหมา รวมทั้งมาตรการลงโทษที่ดำเนินการได้ตามกฎหมายต่อไป คาดว่ากรมบัญชีกลางจะออกระเบียบที่เกี่ยวข้องได้ภายในปี 2568
คมนาคมยุค ‘สุริยะ 2.0’ จะดีกว่าเดิม ดีที่สุดหรือไม่ รอติดตาม!!
สะดวก ฉับไว คุ้มค่า สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ได้ที่นี่https://t.co/KYFMEpsHWj
— MatichonWeekly มติชนสุดสัปดาห์ (@matichonweekly) July 27, 2022
