ทรัมป์- ผู้เขย่าโลก ! | ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร. สุรชาติ บำรุงสุข
หนึ่งปีของการดำรงตำแหน่งของทรัมป์ผ่านไปด้วยการเปิดประเด็นในเวทีโลกอย่างที่ทำให้หลายคนต้องหันกลับมามองการเมืองโลกด้วยความใส่ใจ เพราะการดำเนินนโยบายของเขาเสมือนกับการ “เขย่าโลก” ในแบบที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน
ในสภาวะเช่นนี้ ย่อมทำให้เกิดคำถามตามมาในปีที่ 2 ของทรัมป์ว่า จะเกิดอะไร “เขย่าโลก” อีก เพราะหนึ่งปีแรกที่ผ่านมา สังคมโลกได้เห็นความ “ปั่นป่วนและผันผวน” ในแบบที่เราไม่คาดคิดมาก่อน
ทรัมป์เป็นผู้นำอเมริกันในกระแส “อำนาจนิยม-ประชานิยม” ที่พร้อมจะทำทุกสิ่งทุกอย่างที่แตกต่างไปจากแนวคิดในนโยบายต่างประเทศกระแสหลักแบบเดิม โดยเฉพาะ สิ่งที่ผู้นำอเมริกันทุกคนต้องทำ และถือเป็นมาตรฐานของความเป็นรัฐมหาอำนาจใหญ่คือการรับบทบาทเป็น “ผู้นำโลก” โดยเฉพาะการเป็นผู้นำของค่ายตะวันตกในเวทีโลก
แต่ดูเหมือนว่า สิ่งที่ทรัมป์เลือกทำในนโยบายต่างประเทศอเมริกันในปัจจุบันคือ “การไม่เป็นผู้นำโลก” และละทิ้งสิ่งที่เป็นพื้นฐานของอำนาจของสหรัฐในการเมืองโลกไปอย่างนึกไม่ถึง เช่น ทรัมป์และทีมในรัฐบาลของเขา จะละทิ้งหลักการของโลกตะวันตกไปอย่างสิ้นเชิง ด้วยการหันมาสร้างความเป็นศัตรูกับบรรดาชาติในยุโรป จากความต้องการที่จะผนวกกรีนแลนด์เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐ จนทำให้เกิดข้อสังเกตอย่างมากว่า แล้วระบบพันธมิตรยุโรปที่ถูกสร้างมาอย่างเข้มแข็งผ่านเนโต้ ที่สหรัฐเคยเป็นสปอนเซอร์ใหญ่นั้น จะดำรงอยู่อย่างไรในอนาคต
การสร้างความเป็นศัตรูเช่นนี้ นอกจากจะเกิดกับบรรดาชาติพันธมิตรยุโรปแล้ว ยังเห็นถึงท่าทีของนโยบายในยุคทรัมป์ต่อแคนาดาและเม็กซิโก ซึ่งดูจะเป็นการปฏิบัติในแบบที่ไม่มีความเป็นมิตรเท่าใดนัก
นอกจากนี้ การที่ทรัมป์ตัดสินใจส่งกำลังทางทหารบุกเข้าไปจับตัวผู้นำรัฐบาลเวเนซุเอลา และขยายไปสู่การมีบทบาทใน “ภูมิภาคตะวันตก” (Western Hemisphere) ซึ่งผู้นำสหรัฐมองว่า เป็นพื้นที่ที่เป็นเขตอิทธิพลของตน และไม่ต้องการให้มหาอำนาจอื่นนอกภูมิภาคเข้ามามีบทบาทในพื้นที่นี้ อันเป็นแนวคิดพื้นฐานของ “หลักการมอนโร” ที่ประกาศใช้เป็นแนวนโยบายของสหรัฐต่อภูมิภาคลาตินอเมริกาในปี 1823
ทรัมป์เปิดปีใหม่ 2026 ด้วยนโยบายที่ร้อนแรงเป็นอย่างยิ่ง และยังสมทบด้วยความผันผวนทางการเมืองในตะวันออกกลาง สถานการณ์การเมืองในอิหร่านเองก็ล่อแหลมพร้อมที่จะขยายตัวเป็นปัญหาใหญ่ เพราะการต่อต้านรัฐบาลขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และการปราบปรามอย่างรุนแรงของรัฐบาล “ศาสนานิยม” ไม่น่าจะหยุดยั้งความไม่พอใจของประชาชนได้
สถานการณ์เช่นนี้ ทำให้เกิดคำถามตามมาว่า ทรัมป์จะตัดสินใจเข้าแทรกแซงวิกฤตการเมืองอิหร่านหรือไม่ เนื่องจากทรัมป์ได้แสดงท่าทีที่จะเข้าไปจัดการกับปัญหาภายในของอิหร่านมาก่อน และถ้าสหรัฐตัดสินใจในแบบเวเนซุเอลากับอิหร่านแล้ว อะไรจะเกิดขึ้น … แน่นอนว่า การใช้กำลังทหารอเมริกันเข้าไปจัดการปัญหาอิหร่านนั้น อาจจะไม่ง่ายเช่นในแบบของเวเนซุเอลา
นอกจากนี้ การใช้แนวคิดแบบ “America First” ของความเป็นประชานิยมปีกขวาที่มีนัยถึงการยึดแนวทางแบบ “โดดเดี่ยวนิยม” (Isolationism) ทำให้สหรัฐมีทิศทางที่จะ “ตัดตัวเองออกจากโลก” ดังจะเห็นจากการถอนตัวออกจากองค์การระหว่างประเทศ หรือไม่ให้ความสำคัญกับการมีบทบาทในแบบพหุภาคีผ่านองค์กรเหล่านี้ รวมทั้งการไม่ให้ความสำคัญกับสหประชาชาติ ถึงกับมีข้อเสนอใหม่ในการจัดตั้ง “บอร์ดแห่งสันติภาพ” (Board of Peace) เพื่อที่จะทำหน้าที่ในการดูแลและรักษาสันติภาพของโลก
การตั้งบอร์ดนี้มีนัยเท่ากับเป็นการลดบทบาทของสหประชาชาติในเรื่องเช่นนี้ลงโดยตรง ซึ่งเท่ากับเป็นสัญญาณว่า “ทรัมป์จะขอดูแลโลกเอง” แต่ก็มิได้หมายความว่า ทรัมป์จะดำเนินนโยบายตามครรลอง ที่จะมีการสื่อสารและปรึกษาหารือกับผู้นำชาติพันธมิตรหลัก เช่น พันธมิตรเนโต้ ในความเป็นจริง ผู้นำสหรัฐชอบดำเนินนโยบายแบบเป็น “เอกเทศ” อย่างมาก และให้ความสนใจน้อยมากในการผนึกกำลังกับพันธมิตรยุโรป
ดังนั้น เมื่อ 1 ปีแรกของการดำรงตำแหน่งของทรัมป์ผ่านไป พร้อมกับการมีปัญหาในเวทีระหว่างประเทศในหลายเรื่องที่เป็นผลจากนโยบายของทรัมป์ จึงเกิดคำถามอย่างมากสำหรับปีที่ 2 แล้ว ทรัมป์จะเขย่าโลกต่อไปอย่างไร เนื่องจากนับจากการฉลองปีใหม่ 2026 แล้ว ทรัมป์ได้เปิดประเด็นมาอย่างต่อเนื่อง และในการดำเนินนโยบายของทรัมป์ เครื่องมือที่จะแสดงให้สังคมเห็นถึงนโยบายใหม่คือ การโพสต์ของทรัมป์ลงในโลกโซเชียลคือ “Truth Social” จนอาจกล่าวได้ว่า การโพสต์ของทรัมป์ลง ”X” คือ การประกาศตัวของนโยบายใหม่ที่สำคัญเสมอ ซึ่งส่วนหนึ่งก็อาจจะเป็นบุคลิกส่วนตัวของคนชอบ “เล่นโซเชียล” ที่ทุกอย่างจะถูกนำเสนอผ่านเวทีของ X สู่สังคมอเมริกันและโลก
สำหรับนักความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแล้ว สิ่งที่ทรัมป์ทำมาอย่างต่อเนื่อง และกำลังส่งสัญญาณว่า สหรัฐอาจกลายเป็นผู้ต้องการล้ม “ระเบียบโลกแบบเสรีนิยม” เสียเอง ซึ่งสมมตฐานในทางทฤษฎีแต่เดิมคือ “รัฐมหาอำนาจใหม่” เช่นในกรณีของจีน ซึ่งเป็นผู้ท้าทายระเบียบเดิมนั้น ควรต้องเป็นผู้ล้มระเบียบนี้ แต่กลับเป็นว่า ทุกคนในฝ่ายที่นิยมระเบียบแบบเสรีนิยมกลับกังวลอย่างมากว่า ผู้ที่จะล้มระเบียบนี้ทำท่าจะเป็นผู้นำสหรัฐ
อีกทั้ง น่าสนใจในเชิงมุมมองอย่างมากว่า ทรัมป์อาจจะไม่ได้มองเห็นจีนและรัสเซียเป็น “ศัตรู” ในทางการเมืองระหว่างประเทศ ที่มีนัยถึงการเป็น “ภัยคุกคาม” ทางด้านความมั่นคง ทรัมป์อาจมองในอีกทางว่า ทั้ง 2 ประเทศอาจจะเป็น “คู่แข่งทางการค้า” มากกว่า ดังนั้น จึงไม่แปลกที่จะเห็นถึง “นโยบายต่อรองแลกเปลี่ยนแบบชาตินิยม” คือ “Transactional Nationalism” ที่ทรัมป์ใช้เป็นทิศทางหลักในความสัมพันธ์กับจีนและรัสเซีย
การดำเนินแบบต่อรองแลกเปลี่ยนในเวทีระหว่างประเทศเช่นนี้ จึงทำให้ผู้นำสหรัฐยิ่งเน้นถึงนโยบายที่จะเอาประโยชน์มาให้แก่สหรัฐฝ่ายเดียว ซึ่งก็สอดรับกับความเชื่อเรื่อง “America First” ซึ่งสหรัฐจะทำในสิ่งที่เป็นผลตอบแทนแก่สหรัฐเป็นด้านหลัก มากกว่าคำนึงถึงผลประโยชน์ร่วมของประเทศพันธมิตร
ฉะนั้น สิ่งกำลังเป็นผลด้านกลับอย่างมีนัยสำคัญจากการ “เขย่าโลก” ของทรัมป์ คือ การที่พันธมิตรเก่าของสหรัฐเริ่มต้องหาทางปรับทิศทางปรับนโยบายต่างประเทศของตนเอง และทั้งหันไปหาความร่วมมือกับจีนมากขึ้น เช่นในกรณีของแคนาดา รวมถึงบรรดาชาติพันธมิตรเนโต้ ที่ถูกกดดันให้ต้องคิดมากขึ้น พร้อมกันนี้เอง สหรัฐก็มีท่าทีถดถอยจากพันธกรณีในเวทีระหว่างประเทศมากขึ้นด้วย
ภาวะเช่นนี้ ทำให้เกิดคำถามอย่างมากว่า เมื่อสหรัฐเริ่มทอดทิ้งระเบียบโลกแบบเสรีนิยมแล้ว ระเบียบในอนาคตจะปรากฏในรูปแบบใด แล้วประเทศต่างๆ จะเตรียมตัวรับมือกับภาวะความผันผวนนี้เช่นไร … ผู้นำไทยหลังเลือกตั้ง อาจต้องสนใจเรื่องนี้มากขึ้น ไม่ใช่คิดแต่เรื่องชายแดนไทย-กัมพูชาเท่านั้น !
