เอกภาพ | พิชัย แก้ววิชิต
สายฝนยังคงโปรยปรายลงมา คนสองคนกับร่มเพียงหนึ่ง เธอและเขาดูสดชื่นเบิกบาน ท่ามกลางสายลมบางเบา
สำหรับผมในวันนั้น คือคนรีบที่ไร้ร่ม แม้ว่าฝนจะไม่ตกหนักแล้ว แต่ฝนก็ยังคงโปรยปรายค้างคาไม่ขาดระยะ และไม่มีทีท่าว่าจะยอมหยุดง่ายๆ ในเวลาอันใกล้
แม้ว่ากล้องของผมจะไม่กลัวฝน แต่ก็อย่างที่รู้ มันไม่ทนเปียก และไม่คุ้มเสี่ยงหากจะวิ่งฝ่าสายฝนออกไปนอกชายคาของศาลเจ้า ว่ากันว่าฝนมักตกไม่ทั่วฟ้า แต่กลับตกทั่วหน้าหรือหวังท่วมท้าชะตาคน
เพราะฝนตกโปรยปรายไปทั่ว เกินเลยไปถึงซอกซอยที่ผมกำลังจะมุ่งหน้าไป ถึงคราวจำยอมคอยฟ้าคอยฝน ด้วยอาการกระวนกระวาย เพราะเวลาที่มีเหลือน้อยอยู่เต็มที ก่อนที่จะหมดแสงของวัน
เวลาคล้อยบ่ายใกล้เย็นมาพอควร ผมทำได้แค่ฟังเสียงฝน บ่นในใจ และมองเหม่อลอยด้วยสายตาของคนที่เฝ้ารอ ความเมื่อยขบผลักไสให้เปลี่ยนท่าทาง ผุดลุกผุดนั่ง ยืนมองดูท้องฟ้าสีขาวขุ่นชุ่มน้ำดูละมุนตาก็ให้เริ่มรู้สึกผ่อนคลายลงไปบ้าง ในแบบคนที่เริ่มทำใจได้
กับฝนยังคงโปรยปรายลงมาจนพื้นเริ่มเจิ่งนอง

เบื้องหน้าเป็นลานปูนกว้าง ตรงพื้นมีน้ำขังให้เห็นเป็นหย่อมๆ บนผิวน้ำตื้นเตี้ยมีภาพสะท้อนเงาคนกับร่มสีสวย ภาพบอกเล่าเรื่องราวที่ดูจะไกลเกินจริง และลึกซึ้งเกินกว่าที่ผมจะคิดอ่านหาคำใดมาบรรยายในสิ่งที่เห็น และจะเป็นการดีต่อใจเป็นอย่างยิ่ง หากผมจะสารภาพเมื่อถึงคราวจนมุมกับความตื้นเขินของตัวเองกับภาพๆ นี้ จะดีกว่าหากผมปล่อยให้ภาพบอกเล่าเรื่องราวของตัวมันเอง ผ่านสายตาแห่งจินตนาการของใครสักคนที่รู้สึก และเข้าถึงความหมายได้ในแบบฉบับตัวเอง
ผมบอกได้แต่เพียงว่า ผมอยู่ใต้ฟ้า และฝนก็ตกถูกต้องแล้วตามฤดูกาล ด้วยความจำเป็นของเราเองต่างหากที่ทำให้ต้องหลบฝน และรอคอยอยู่นานจนกว่าฝนจะหยุดตก มันเสียเวลาไปมากในวันนั้น นั่นเพราะไปไหนมาไหนดื้อดันไม่พกร่มไปด้วยต่างหาก ถึงอย่างนั้นกับอีกด้านของเหรียญ การได้เห็นใครสักคนสองคนซาบซึ้งยินดีกับสายฝนที่กำลังโปรยปราย จึงรู้สึกสงสัยในตัวเองว่า เราหลงลืมเบิกบานใจไปกับสายฝนนานแค่ไหนแล้ว
ขอบคุณมากมายครับ
