bg-single

ผ่าคดี ‘ป๋อง’ อำมหิต 5 ศพ เพิ่งพ้นคุก-ก่อเหตุซ้ำซาก โยงปมสายข่าว ตร.สีเทา จุดชนวนรื้อระบบลดโทษ!

07.08.2026

คอลัมน์ อาชญากรรม | อาชญา ข่าวสด

เมื่อบทลงโทษในอดีตไม่อาจเปลี่ยนพฤติกรรม และระบบติดตามผู้พ้นโทษปรากฏช่องโหว่

โศกนาฏกรรม 5 ชีวิตกำลังตั้งคำถามสำคัญ สังคมควรชั่งน้ำหนักอย่างไร

ระหว่างโอกาสในการแก้ไขตัวของผู้กระทำผิด กับมาตรการเด็ดขาด

เพื่อปกป้องชีวิตและความปลอดภัยของผู้บริสุทธิ์?

คดีสะเทือนขวัญเริ่มต้นขึ้นการแชร์ข่าวตามหา น.ส.ไดอานา นัคซีโมว่า อายุ 22 ปี และนายโรมัน นัคซีโมว่า อายุ 17 ปี สองพี่น้องชาวรัสเซียที่หายตัวไปอย่างมีเงื่อนงำ เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2569

หลัง น.ส.ซารีน่า นัคซีโมว่า อายุ 40 ปี แม่เลี้ยงเดี่ยวที่พาลูกมาอาศัยในประเทศไทย ได้เข้าแจ้งความกับตำรวจ สภ.ห้วยใหญ่ ว่าทั้งคู่ขี่รถจักรยานยนต์ออกจากบ้านพักในพื้นที่หมู่ 7 ต.ห้วยใหญ่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ตั้งแต่มืดค่ำเวลาประมาณ 04.00 น. ของวันที่ 26 กรกฎาคม แล้วไม่กลับมาอีกเลย

ตำรวจแกะรอยกล้องวงจรปิดตามเส้นทางที่คาดว่าทั้งคู่จะขี่รถผ่าน จนพบว่า เวลา 04.00 น. นายโรมันเป็นคนขี่รถจักรยานยนต์ฮอนด้า รุ่นเอดีวี 160 สีดำเทา ทะเบียน 4กษ 6379 ชลบุรี โดยมี น.ส.ไดอานานั่งซ้อนท้าย เดินทางออกจากหมู่บ้านบริสตอล ปาร์ค

ต่อมาเวลา 04.02 น. รถขี่ผ่านซอยวัดทุ่งละหาร มุ่งหน้าถนนบ้านอำเภอ-ชากแง้ว จนกระทั่งเวลา 04.21 น. ไปปรากฏบนถนนมอเตอร์เวย์มาบตาพุด-นาจอมเทียน ใกล้ไฟแดงใต้สะพานมอเตอร์เวย์ชากแง้ว ทั้งสองขี่รถขึ้นมอเตอร์เวย์แล้วย้อนศรลงมาจอดเจรจากับบุคคลปริศนาข้างรถจักรยานยนต์อีกคันนานกว่า 2 นาที

เวลา 04.33 น. พบรถของสองพี่น้องขี่ไปบนถนนคู่ขนาน มุ่งหน้าถนนชากแง้ว และพบรถจักรยานยนต์อีกคันขี่ตามหลังห่างกัน 100 เมตร ใกล้วัดบางใหญ่ ก่อนที่ทั้งสองจะขี่ย้อนกลับมาที่ไฟแดงใต้สะพานบ้านชากแง้ว แล้วหายตัวไปอย่างเป็นปริศนา

นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลจากพลเมืองดีระบุว่า เห็นรถจักรยานยนต์ของสองพี่น้องไปอยู่กับไอ้ป๋อง นายฑณา เกิดทอง อายุ 43 ปี อดีตนักโทษที่เพิ่งออกจากคุกมาไม่นาน โดยอ้างว่าได้มาจากการใช้หนี้ 60,000 บาท เจ้าหน้าที่จึงกระจายกำลังลงพื้นที่สืบสวนหาเบาะแสอย่างเร่งด่วน

ความจริงเริ่มปรากฏเมื่อผู้ช่วยกำนันและผู้นำท้องที่ลงพื้นที่สืบหาเบาะแสในพื้นที่หมู่ 9 ต.ห้วยใหญ่ จนพบหลุมดินชำแหละแยกชิ้นส่วนฝังกลบรถจักรยานยนต์ของผู้สูญหายเพื่อทำลายหลักฐาน นำไปสู่การออกหมายจับนายป๋อง และนายธงชัย หรือธง ศรีนิล

ทว่า ผู้ต้องหาทั้งสองได้ขี่รถจักรยานยนต์หลบหนีออกจาก จ.ชลบุรี มุ่งหน้าภาคตะวันออก กระทั่งเวลา 00.49 น. ของวันที่ 31 กรกฎาคม นายป๋องได้แต่งกายเลียนแบบข้าราชการตำรวจ สวมเสื้อคลุมทับ และใส่หมวกหม้อตาลเพื่อตบตา ก่อนจะซิ่งรถจักรยานยนต์แหกด่านตรวจร่วมบ้านเขาแหลม อ.สอยดาว จ.จันทบุรี

เจ้าหน้าที่ไล่ล่ากระชั้นชิดกว่า 10 กิโลเมตร แต่คนร้ายอาศัยความชำนาญพื้นที่ซอกซอนเข้าซอยย่อยหลบหนีไปได้ เพียงทำหมวกหม้อตาลของตำรวจตกไว้ให้ดูต่างหน้า

ตำรวจภูธรภาค 2 บูรณาการกำลังปิดล้อมพื้นที่สระแก้วอย่างเข้มงวด จนกระทั่งสืบพบเบาะแสว่าทั้งคู่แอบซุกซ่อนตัวเตรียมเปลี่ยนเสื้อผ้าหลบหนีในโกดังริมถนนใกล้โรงพยาบาลวังสมบูรณ์ อ.วังสมบูรณ์ จ.สระแก้ว

เจ้าหน้าที่จึงนำกำลังเข้าปิดล้อม แม้คนร้ายจะพยายามวิ่งหนีเข้าป่าแต่ก็ไม่พ้น ถูกรวบตัวไว้ได้พร้อมปืน .38 และระเบิดลูกเกลี้ยง 2 ลูก

หลังจนมุม นายป๋องและนายธงจำนนต่อหลักฐาน ยอมรับสารภาพและนำตำรวจไปชี้จุดฝังร่างสองพี่น้องชาวรัสเซียในป่าชากแง้ว โดยสภาพศพผู้ชายถูกยิงที่ช่องท้องและศีรษะ ส่วนศพผู้หญิงถูกทำร้ายร่างกาย

ไม่เพียงเท่านั้น ทั้งสองยังรับสารภาพเพิ่มเติมว่าได้ร่วมกันแอบอ้างเป็นตำรวจก่อเหตุอุ้มสังหารยกครัวพ่อแม่ลูกชาวไทยอีก 3 ศพ แล้วนำไปฝังอำพรางในป่ามะพร้าว หมู่ 10 ต.ห้วยใหญ่ ห่างออกไป 2 กิโลเมตร

ต่อมาตำรวจได้ขยายผลจับกุมผู้ร่วมทีมเพิ่มอีก 2 ราย คือ นายชัชนันท์ หรือฟลุก แป้นเอี่ยม และนายอัษฎางค์ หรือบอล ชูวงษ์ ทำให้คดีนี้มีผู้เสียชีวิตรวมสูงถึง 5 ราย

สร้างความสะเทือนขวัญอย่างที่สุด

วันที่ 1 สิงหาคม เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ห้วยใหญ่ ควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้ง 4 รายไปขออำนาจศาลจังหวัดพัทยาฝากขัง พร้อมคัดค้านการประกันตัว

จากการตรวจสอบประวัติของนายป๋องยาวเป็นหางว่าว เข้าออกคุกเป็นว่าเล่นอย่างน้อย 3 รอบ ด้วยคดีพรากผู้เยาว์และอนาจาร คดีเกี่ยวกับอาวุธปืนและยาเสพติด

หนสุดท้ายถูกศาลพิพากษาลงโทษจำคุก 7 ปี 7 เดือน 25 วัน ในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น ถูกคุมขังที่เรื่อนจำพิเศษพัทยา

แต่มีพฤติกรรมก้าวร้าว อาละวาด ชกต่อยทำร้ายผู้ต้องขังคนอื่น จึงถูกย้ายตัวไปควบคุมที่เรือนจำกลางระยองซึ่งเป็นเรือนจำความมั่นคงสูง เพิ่งพ้นโทษมาจากเรือนจำกลางระยองเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน ที่ผ่านมา

แต่เพียง 2 เดือนก็กลับมาก่อเหตุสะเทือนขวัญซ้ำอีก

ขณะที่ตำรวจเร่งสอบสวนขยายผลพยานสำคัญที่เคยถูกนายป๋องแต่งกายคล้ายตำรวจถือปืนยืนดักสั่งให้หยุดรถกลางดึก เพื่อตรวจสอบเพิ่มเติมว่ากลุ่มคนร้ายเคยก่อเหตุอุ้มชิงทรัพย์หรือสังหารเหยื่อรายอื่นอีกหรือไม่

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย พร้อมด้วย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. ยกเลิกภารกิจอื่นแล้วบินด่วนลงพื้นที่ อ.บางละมุง เพื่อติดตามความคืบหน้าการสอบสวนด้วยตนเอง

นายกฯ ย้ำอย่างเด็ดขาดว่า เหตุการณ์นี้เป็นการกระทำที่ย่ำยีจิตใจคนไทยและทำร้ายภาพลักษณ์ประเทศอย่างรุนแรง รัฐบาลจะไม่สนับสนุนการลดโทษให้แก่ผู้ก่อคดีอุกฉกรรจ์สะเทือนขวัญเช่นนี้อย่างเด็ดขาด

ทั้งขอยืนยันว่ากฎหมายไทยยังมี “โทษประหารชีวิต” ผู้ต้องหาทุกคนต้องได้รับโทษสูงสุดให้สาสมกับความอำมหิต

นอกจากนี้ นายกฯ ยังได้สั่งการด่วนไปยังกรมราชทัณฑ์และกระทรวงยุติธรรม ให้เร่งสังคายนาและปิดช่องโหว่ทางกฎหมายเกี่ยวกับระบบติดตามผู้พ้นโทษกลุ่มเสี่ยงกระทำผิดซ้ำ

ประเด็นที่สร้างความลุกลามในสังคม เกิดขึ้นหลังจากภรรยาของนายป๋องให้ข้อมูลในรายการข่าวว่า นายป๋องเคยพาไปรับยาเสพติดจากเจ้าหน้าที่ตำรวจสังกัด สภ.ห้วยใหญ่ นอกจากนั้นยังเป็นสายข่าวให้ตำรวจ หรือศัพท์ในวงการเรียกว่า “นิ้ว”

ทำให้ ‘บิ๊กต่าย’ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐสั่งการให้สั่งสอบสวนเรื่องนี้ทันที ตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังช่วงปี 2556-2559 ของ สภ.ห้วยใหญ่ เพื่อระบุตัวบุคคลที่เกี่ยวข้อง

หากพบว่ามีตำรวจเข้าไปเกี่ยวข้องหรือจ้างวานกลุ่มบุคคลดังกล่าวจริง ยืนยันดำเนินการขั้นเด็ดขาดอย่างตรงไปตรงมาโดยไม่ละเว้น

ขณะเดียวกัน ที่อาคารรัฐสภา ตัวแทนจาก 9 องค์กรจิตอาสาและภาคประชาชน เข้ายื่นหนังสือถึงที่ปรึกษาประธานสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลลงโทษประหารชีวิตกับผู้ก่อคดีอาชญากรรมร้ายแรง

โดยเฉพาะกลุ่มผู้กระทำผิดซ้ำซาก เพื่อไม่ให้เกิดเหยื่อรายใหม่ในสังคมอีก

นอกจากเสียงเรียกร้องให้บังคับใช้โทษประหารกับผู้ก่อคดีอาชญากรรมร้ายแรงแล้ว สังคมยังกังขากับระบบการพิจารณาลดหย่อนโทษแก่ผู้ต้องขังคดีอุกฉกรรจ์

เพราะนายป๋องไม่ใช้คนแรกที่ก่อคดีร้ายแรงหลังจากพ้นโทษออกมาจากเรือนจำ

ย้อนกลับไปเมื่อปลายปี 2556 หลังเกิดเหตุลักพาตัวและบีบคอ “น้องการ์ตูน” วัย 6 ขวบ เสียชีวิตใกล้สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสแบริ่ง เขตบางนา กรุงเทพฯ

ตำรวจตามจับ “นายหนุ่ย” หรือ “ติ๊งต่าง” อดีตนักโทษคดีพยายามทำอนาจารและพรากผู้เยาว์

คำสารภาพของติ๊งต่างสร้างความตกตะลึงอย่างมาก เมื่อเขาระบุว่าล่อลวงเด็กชายและเด็กหญิงอายุระหว่าง 4-12 ปี ไปทำร้าย ล่วงละเมิดทางเพศ และฆ่าปิดปากมาแล้วกว่า 10 รายทั่วประเทศไทย

นายสมคิด พุ่มพวง หรือที่รู้จักกันในฉายา “คิด เดอะริปเปอร์” ฆาตกรต่อเนื่อง 5 ศพ ปี 2548 ศาลพิพากษาประหารชีวิตทั้ง 5 สำนวนคดี ก่อนลดโทษเหลือตัดสินจำคุกตลอดชีวิต

แต่ขณะใช้ชีวิตในคุก เขามีความประพฤติดีเรียบร้อยได้รับการจัดเป็น “นักโทษชั้นเยี่ยม” ได้สิทธิ์รับการลดวันต้องโทษตาม พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ และได้รับพระราชทานอภัยโทษในโอกาสสำคัญถึง 4 ครั้งติดต่อกัน ติดคุกจริงเพียง 14 ปี และพ้นโทษเมื่อพฤษภาคม 2562

ทว่า ผ่านไปแค่ 6 เดือน เขากลับมาก่อเหตุล่อลวงและฆ่ารัดคอเหยื่อรายที่ 6 ที่ขอนแก่นอย่างโหดเหี้ยม ศาลจังหวัดขอนแก่นจึงพิพากษา “ประหารชีวิตสถานเดียว” โดยไม่มีเหตุบรรเทาโทษ

ปัจจุบันเขาเป็นนักโทษเด็ดขาดแดนประหารในเรือนจำความมั่นคงสูง

คดีนี้เป็นชนวนสำคัญที่ทำให้คลอด พ.ร.บ.มาตรการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำ ในความผิดเกี่ยวกับเพศหรือที่ใช้ความรุนแรง พ.ศ.2565 หรือกฎหมาย JSOC เพื่อเฝ้าระวังผู้พ้นโทษคดีรุนแรงซ้ำซาก

แต่ก็ยังไม่แคล้วเกิดเรื่องขึ้นอีกจนได้

โศกนาฏกรรมครั้งนี้นำไปสู่ข้อถกเถียงอื้ออึงในสังคม ระหว่างมุมมองด้านสิทธิมนุษยชน เชื่อว่าผู้กระทำผิดมีโอกาสกลับตัวได้ กับอีกขั้วที่ตรงข้ามกับฝ่ายสิทธิมนุษยชน เรียกร้องให้ประหารสถานเดียวเท่านั้น

คงไม่ต้องสุดขั้วไปด้านใดด้านหนึ่ง แต่โดยรวมแล้วถือว่าถึงเวลาแล้วที่จะปฏิรูปหลักเกณฑ์การลดหย่อนโทษและอภัยโทษให้เข้มงวดจริงจัง

เพื่อให้มั่นใจว่าการให้โอกาสผู้กระทำผิดในอนาคตจะไม่อยู่บนความเสี่ยงของประชาชน และระบบราชทัณฑ์จะสามารถคัดกรองบุคคลอันตรายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ไม่ปล่อยให้ออกมาก่อเหตุอุกฉกรรจ์ได้อีก



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ผ่าคดี ‘ป๋อง’ อำมหิต 5 ศพ เพิ่งพ้นคุก-ก่อเหตุซ้ำซาก โยงปมสายข่าว ตร.สีเทา จุดชนวนรื้อระบบลดโทษ!
100 วันหลัง 7 ตุลาคม 2023 สหรัฐยังไม่มีแผนยุทธศาสตร์ในตะวันออกกลาง
คำทำนายช็อกโลกของอีลอน มัสก์
Political Autophagy : เมื่อการเมือง (เริ่ม) กินตัวเอง
ความตายกลายเป็นอากาศ (บทเพลงเดธเมทัลของปิศาจ) | กวีกระวาด : สันติพล ยวงใย
เนิ่นนาน | กวีกระวาด : ปันนารีย์
ถนนสายนี้ | เรื่องสั้น : จรัญ ยั่งยืน
โปรยปราย
ไทยอย่าตามรอยกัมพูชา สู่วงจรอุบาทว์ปล่อยให้คนโกงอำนาจ ร่วมมืออาชญากร
รักยาว ให้บั่น ‘ขาสั้น’ นุ่งต่อ
อาเซียน กับสหรัฐอเมริกา
ผู้อพยพ ‘โมร็อกโก’ มุ่งสู่ ‘สเปน’ ยอมเสี่ยงเพื่อชีวิตที่ (อาจ) ดีกว่า