‘รัฐบาลไทย’ ใน ‘โลกที่ผันผวน’ | ปราปต์ บุนปาน
ของดีมีอยู่ | ปราปต์ บุนปาน
ดูเหมือน “รัฐบาลอนุทิน 2” จะต้องเผชิญปัญหาหนักหนาสาหัสที่อยู่นอกเหนือการควบคุม ตั้งแต่ก่อนเข้ารับตำแหน่งเสียอีก นั่นก็คือสภาวะสงครามระหว่าง “สหรัฐอเมริกา-อิสราเอล” กับ “อิหร่าน”
ซึ่งอาจส่งผลกระทบให้เศรษฐกิจไทยที่เซื่องซึม ไม่ขยายตัว เติบโตช้ามานานหลายปี ต้องชะลอตัวหนักขึ้น เมื่อเจอปัญหาเรื่องพลังงาน-ค่าครองชีพ อันสืบเนื่องมาจากสงครามดังกล่าว
หากบอกว่านี่เป็น “ทุกขลาภ” อีกประการของรัฐบาลใหม่ ก็คงจะไม่ผิดนัก

ทุกคนต่างก็ทราบกันดีว่า “รัฐบาลไทย” ในยุคสมัยปัจจุบัน นั้นมิใช่รัฐบาลที่จะบริหารประเทศ-รัฐชาติแห่งหนึ่ง ไปอย่างโดดเดี่ยว ไม่ต้องยึดโยง พึ่งพิง อ้างอิงคนอื่นๆ ส่วนอื่นๆ ในโลก
เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมา เราต่างประจักษ์ว่า “รัฐบาลไทย” ต้องเผชิญหน้าและแก้ไข “โจทย์ยากๆ” ร่วมกันกับอีกหลายประเทศทั่วโลก
ภาวะการแพร่ระบาดของ “โควิด-19” คือตัวอย่างอันเป็นรูปธรรมชัดเจนที่สุด
เช่นเดียวกันกับพิบัติภัยทางธรรมชาติ เช่น เหตุแผ่นดินไหว-น้ำท่วมใหญ่ ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก
ปัญหาความขัดแย้งกับเพื่อนบ้าน ซึ่งนำไปสู่การใช้กำลังอาวุธเข้ามาจัดการปัญหา (แต่ยิ่งใช้ ก็ยิ่งไม่จบ) ทั้งยังเป็นการปลุกเร้าอารมณ์ความรู้สึกชาตินิยมของผู้คนภายในประเทศ ก็เกิดขึ้นที่หลายภูมิภาคของโลก รวมถึงตรงเส้นพรมแดนระหว่างไทยกับประเทศข้างเคียง
มาจนถึงกรณีล่าสุด คือ สงครามใหญ่ในดินแดนที่ไกลออกไป ซึ่งสร้างผลกระทบในทางภูมิรัฐศาสตร์-ภูมิเศรษฐศาสตร์ ต่อบ้านเราและประเทศเล็กประเทศน้อยอื่นๆ อย่างลึกซึ้ง

“นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล” คือนักการเมืองไทยระดับนำคนหนึ่ง ซึ่งน่าจะตระหนักถึงสภาพปัญหาเหล่านี้ได้ดีและถ่องแท้ เพราะจากประสบการณ์ที่ผ่านมา ท่านนายกฯ อนุทิน ก็เคยต้องทำหน้าที่เป็นผู้รับผิดชอบในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ข้างต้น ทั้งในฐานะรัฐมนตรี และในฐานะผู้นำประเทศ
แม้ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า รัฐบาลไทย พรรคการเมืองไทย ต้องดำเนินงานหรือทำงานทางการเมือง โดยมีเป้าประสงค์หลัก คือการแก้โจทย์-แก้สมการใหญ่ๆ ของสังคมการเมืองไทยเอง
ที่ต่างฝ่ายต่างรณรงค์ขับเคี่ยวกันในสนามเลือกตั้ง ก็ล้วนมีจุดมุ่งหมายเพื่อแก้สมการแบบนี้ หรือเพื่อปรับดุลอำนาจภายในประเทศกันใหม่
อย่างไรก็ตาม คำถามสำคัญมีอยู่ว่า การแก้ไขสมการทางการเมืองในประเทศ กับการหาทางรับมือปัญหาสากลระดับนานาชาติที่ลุกลามกระทบมาถึงสังคมไทย นั้นเป็นเรื่องเดียวกันหรือไม่? และสอดคล้องหรือย้อนแย้งกันอย่างไร?
แม้คำตอบ ณ ตอบนี้ จะยังไม่กระจ่างชัดเจนนัก
แต่ดูคล้ายคนไทยจำนวนไม่น้อยจะมีความเชื่อว่า “การทำงานทั้งสองบริบท” ดังกล่าว อาจไม่จำเป็นต้องดำเนินไปในทิศทางเดียวกัน หรือไม่ได้หนุนเสริมซึ่งกันและกัน (สังเกตได้จากปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นตามร้านทอง, ปั๊มน้ำมัน และตลาดหลักทรัพย์ ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา)
พูดอีกแบบ คือ คนไทยยังไม่มั่นใจว่า “ผู้นำทางการเมือง” ที่เข้าใจ “ไวยากรณ์ทางอำนาจในสังคมไทย” เป็นอย่างดี จนกลายเป็น “ผู้ชนะในสนามการเมืองแบบไทยๆ” จะมีศักยภาพสูงพอ กระทั่งสามารถนำพาประเทศไทยให้อยู่รอดในท่ามกลางสถานการณ์โลกที่ผันผวนปรวนแปรได้
