‘คำแนะนำ-คำเตือน’ ถึงรัฐบาล | ปราปต์ บุนปาน
ของดีมีอยู่ | ปราปต์ บุนปาน
ในสภาวะที่ “รัฐบาลอนุทิน 1 ต่ออนุทิน 2” ยังมีอาการเมาหมัดโซซัดโซเซอยู่พอสมควร จนเหมือนตั้งหลักไม่ได้ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับสภาวะวิกฤตพลังงาน-ขาดแคลนน้ำมัน
หนึ่งในคำแนะนำชุดหนึ่งที่เป็นประโยชน์ไม่น้อย ก็คือ คำแนะนำ-คำเตือนถึงนายกรัฐมนตรีและรัฐบาล จาก “สุรนันทน์ เวชชาชีวะ” อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ซึ่งเพิ่งให้สัมภาษณ์กับรายการ The Politics ทางช่องยูทูบมติชนทีวี เอาไว้
ดังนี้
“วันนี้เมื่อมันมีวิกฤตเฉพาะหน้า สิ่งแรกที่รัฐบาลต้องทำ คือ อย่าโทษประชาชน (นี่เป็น) เรื่องสำคัญที่สุด อย่าไปบอกว่าประชาชนตื่นตระหนก แล้วก็ไปกักตุน (น้ำมัน) กัน
“ประชาชนก็อาจจะตื่นตระหนกจริง เพราะข่าวมันออกมาแล้วไม่มีใครชี้แจงสื่อสาร แล้วจริงๆ มันก็ตื่นตระหนกทั้งโลก เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทุกประเทศก็ต่อคิวกัน (เข้าปั๊มน้ำมัน) แต่บอกว่าประชาชนกักตุน ประชาชนจะกักตุนได้อย่างมากก็แค่ 2 ถังแกลลอน อย่างมากที่สุดก็ (เอารถ) ออกไปเติมให้เต็มถัง
“จริงๆ เชิงโครงสร้าง ประชาชนก็พอรู้ว่าใครที่มีอิทธิพลในแต่ละพื้นที่ ใครเป็น ‘จ๊อบเบอร์’ แล้วในที่สุดก็อาจมาเป็นนักการเมือง เป็น ส.ส. เป็นรัฐมนตรีก็ได้นะ
“สอง การสื่อสารก็ต้องเป็นการสื่อสารในภาวะวิกฤต ซึ่งอันนี้อ้างไม่ได้ว่ารัฐบาลไม่ต่อเนื่อง เพราะเป็นรัฐบาลเดียวกัน อำนาจก็เต็มอยู่แล้ว ในภาวะวิกฤตทำอะไรก็ได้ เพราะฉะนั้น ท่านนายกฯ อนุทิน (ชาญวีรกูล) ต้องทำ
“แล้วผมก็เห็นด้วยกับที่วิเคราะห์ว่า ในสภาเป็นพื้นที่ที่ดี แน่นอนคุณนั่งอยู่เป็นรัฐมนตรี คุณก็อาจจะโดนด่า โดนกระทบกระแทก โดนแซะ โดนยั่วโมโห แต่ที่ดีที่สุด ก็คือนั่งฟังไป แล้วเป็นโอกาสที่ทุกคนในประเทศดูอยู่ ถ้าเกิดนายกฯ และรัฐมนตรีรับฟังความคิดเห็น และลุกขึ้นชี้แจงว่ารัฐบาลกำลังทำอย่างนี้ๆ
“มันก็เป็นโอกาสดีที่สื่อมวลชนซึ่งอยู่ตรงนั้น จะได้ (นำเสนอ) ออกไปทั้งประเทศ
“(สาม) แล้วทุกคนในรัฐบาลต้องพูดภาษาเดียวกัน ไม่ใช่แต่ละรัฐมนตรีตอบตามกึ๋นตัวเอง ท่านศุภจี (สุธรรมพันธุ์) รัฐมนตรีพาณิชย์ก็ตอบตามกึ๋นตัวเองไปอย่างหนึ่ง รัฐมนตรีอรรถพล (ฤกษ์พิบูลย์) ก็ตอบไปอีกอย่างหนึ่ง รัฐมนตรีพิพัฒน์ (รัชกิจประการ) นั่งประชุมเสร็จตอบไปอีกอย่างหนึ่ง ไม่ได้
“วันนี้ 4-5 คนที่เป็นรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ท่านอนุทินต้องเรียกมานั่งคุย บอกว่าเรื่องนี้ต้องทำประเด็นคำถามที่จะเจอบ่อย 10 ข้อ มีอะไรบ้าง คุณตอบแนวนี้”

นอกจากนั้น อดีตข้าราชการสภาพัฒน์ อย่างสุรนันทน์ ยังแสดงความเป็นห่วงเพิ่มเติมว่า
“ผมเคยบอกว่า ม็อบต่อไป (ที่จะเกิดในประเทศไทย) จะเป็น ‘ม็อบเศรษฐกิจ’ ไม่ใช่ม็อบการเมือง มาจาก (ปัญหา) ปากท้อง เคยพูดมานานแล้ว
“ก่อนหน้าที่จะมีวิกฤตพลังงาน เราก็รู้อยู่ก่อนแล้วว่าปลายปีที่ผ่านมา (เศรษฐกิจ) ไม่ดี จริงๆ มันมีความรู้สึกดีขึ้น ตรงที่รัฐบาลเป็นเสียงส่วนใหญ่ ก็เลยคิดว่าจะมีเสถียรภาพทางการเมือง ตลาดหุ้นขึ้น อะไรขึ้น แต่พอเจอวิกฤตสงคราม มันก็ทำให้คนฝ่อลงไปอีก
“จริงๆ ในเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ในช่วงปี 1980 ที่เราปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจเป็นเรื่องของการส่งออกเพื่อสร้างความเจริญเติบโต เสร็จแล้วเรามีเรื่องของแก๊สโชติช่วงชัชวาลเข้ามา เรามีโครงสร้างทางปิโตรเคมีเข้ามา แต่โครงสร้างทั้งหมด ถ้าพูดถึงโมเดลธุรกิจ มัน 40 กว่าปีแล้วนะ มันเป็นโมเดลธุรกิจที่วันนี้เก่ามาก
“วันนี้ทุกคนก็ส่งออก เราจะไปส่งออกแข่งกับใคร? คุณภาพของสินค้าเรา เราไม่ได้เป็นพวกอุตสาหกรรม เราเอาคนอื่นมาลงทุน จริงๆ เรื่องโซลาร์เซลล์ ถ้าเกิดเราลงทุนทำโซลาร์เซลล์ตั้งแต่ตอนนั้น เราก็ผลิตได้ วันนี้ พอเราจะบอกว่าต้องเป็นโซลาร์เซลล์ จีนบอกกำลังจะขึ้นราคาแล้ว เพราะรู้ว่าดีมานด์กำลังจะมา
“เพราะฉะนั้น โครงสร้างทางเศรษฐกิจทั้งหมดที่มันควรจะได้รับการแก้ไข มันไม่เคยได้รับการแก้ไข ในช่วง 1980 ช่วงท่านนายกฯ เปรม (ติณสูลานนท์) ผมเป็นข้าราชการชั้นผู้น้อยในสภาพัฒน์ ก็เห็นว่ามันเวิร์ก แต่พอมันอยู่ไปสักพัก มันก็มีพวกประเภท ‘เสือนอนกิน’
“บริษัทน้ำมันใหญ่อะไรต่างๆ ก็เป็นเสือนอนกินทั้งนั้น ทีนี้ เสือนอนกินมันก็ดีที่ว่ามันสามารถขับเคลื่อนนโยบายไปได้ แต่ถ้ามันกินส่วนต่างเยอะเกินไป ประชาชนก็มีความรู้สึก
“วันนี้ประชาชนตั้งคำถามว่า ถ้าเกิดน้ำมันแพงจริง ลดภาษีสรรพสามิตได้ไหม? คุณเอกนิติ (นิติทัณฑ์ประภาศ) บอกว่า ต้องรอรัฐบาลใหม่เพราะมีอำนาจเต็ม อันนี้ ผมว่าไม่จำเป็น หรือ ปตท. ลดค่าการตลาดได้ไหม? โบนัสปีนี้น้อยหน่อย เบี้ยประชุมน้อยหน่อย อันนี้ ผมตั้งคำถามแทนประชาชน เพราะเขารู้ว่าโครงสร้างน้ำมันมันเป็นอย่างนี้
“ถ้าเกิดรัฐบาลชี้แจงบอก ทำได้ กระทรวงการคลังในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ ปตท. สามารถประชุมผู้ถือหุ้นด่วน ขอตรงนี้ๆๆ แล้วรัฐบาลมีมาตรการพูดคุยกับผู้นำเข้า-ผู้ส่งออกน้ำมัน ผู้ผลิตต่างๆ อย่างนี้ ทำไมจะไม่ทำ?”
