‘พีระมิด’ มีไว้ทำไม? | ปราปต์ บุนปาน
ของดีมีอยู่ | ปราปต์ บุนปาน
หลายสัปดาห์ก่อน มีโอกาสอ่านบทสัมภาษณ์ “สลาวอย ชิเชค” ปัญญาชนสาธารณะและนักปรัชญามาร์กซิสต์ชาวสโลวีเนีย (ที่นักวิชาการและนักเรียนในแวดวงรัฐศาสตร์ ทฤษฎี-ปรัชญาการเมืองของไทย คงรู้จักคุ้นเคยกันพอสมควร) ซึ่งซักถามโดย “ทีโอโดรา เจเรมิช” ตีพิมพ์เผยแพร่ในนิตยสาร/เว็บไซต์ “โว้ก เอเดรีย” หรือ “โว้กฉบับคาบสมุทรบอลข่าน” (https://vogueadria.com/slavoj-zizek-intervju/)
พบว่าชิเชคโยนประเด็นสนุกๆ เปี่ยมอารมณ์ขัน แต่ชวนขบคิดเอาไว้หลายประการผ่านบทสัมภาษณ์ดังกล่าว ยกตัวอย่างเช่นเรื่องที่จะนำมาเล่าสู่กันฟังผ่านคอลัมน์นี้ ซึ่งเป็นนิทานเปรียบเทียบว่าด้วยจุดกำเนิด “พีระมิด”
ดังรายละเอียดที่ว่า
ชิเชค : “แอร์นสต์ บล็อค” (นักปรัชญามาร์กซิสต์ชาวเยอรมัน) เคยกล่าวเอาไว้ได้ดีมากๆ ว่า ผู้คนไม่ได้มีชีวิตอยู่ได้ด้วยขนมปัง (เรื่องปากท้อง) เพียงอย่างเดียวหรอก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อพวกเขาไม่มีอะไรเหลือติดตัวเลยจริงๆ (แม้กระทั่งขนมปัง)
แต่สิ่งที่มนุษย์เราต้องการมากกว่าก็คือ “การมีเกียรติมีศักดิ์ศรี” (หมายถึงการมีอุดมคติหรือความคาดหวังถึงอนาคตที่ดีกว่าเดิม)
นี่จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมกระบวนการปลดปล่อยมนุษย์ในขั้นพื้นฐานที่สุด จึงต้องเริ่มต้นจากเรื่องการมีเกียรติมีศักดิ์ศรีกันก่อน
เจเรมิช : ผมเห็นด้วยเลย แต่น่าเสียดายเหลือเกินที่สำหรับที่นี่ การมีเกียรติมีศักดิ์ศรีอาจสามารถเกิดขึ้นได้ด้วยการสร้างถนนความยาว 5 กิโลเมตร เพราะสำหรับผู้คนจำนวนมาก เรื่องแค่นี้มันก็เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตประจำวันของพวกเขาได้แล้ว พวกเขาไม่ต้องการอะไรมากกว่านั้น เท่านี้มันก็เพียงพอสำหรับพวกเขา
ชิเชค : คุณยกตัวอย่างได้ดีมากๆ แล้วพวกประชานิยมปีกขวาก็ชอบทำกับรัฐที่พวกตนปกครองอยู่ในแบบเดียวกันนี้เลย
สำหรับพวกเขา สัมฤทธิผลที่แท้จริงมันไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญอะไรนักหรอก แต่แก่นแท้ของสิ่งที่พวกเขาทำ คือการทำให้พวกคุณรู้สึกว่ารัฐมันกลับมามีเกียรติยศศักดิ์ศรีอีกครั้งหนึ่ง ด้วยความเชื่อที่ว่ารัฐของตนเองมันมีความเป็น “อภิมหาอำนาจ” อยู่ในบางแง่มุม สิ่งแบบนี้ต่างหากที่มีความหมายต่อพวกเขา
แต่พอพูดถึงประเด็นนี้ ผมก็นึกถึงเรื่องอื่นขึ้นมาได้ว่า การปฏิวัติเปลี่ยนแปลงสังคมมันก็เป็นสิ่งที่แปลกประหลาดเอามากๆ เหมือนกัน ขอโทษด้วยที่ผมแก่พอที่จะจดจำเหตุการณ์ช่วงปี 1968 ได้ ผมเลยชอบยกตัวอย่างเกี่ยวกับเหตุการณ์ในปีนั้น ซึ่งเป็นห้วงเวลาสุดท้ายที่มีการเคลื่อนไหวของขบวนการปฏิวัติ
พวกนักเศรษฐศาสตร์ทุกคนจะบอกคุณเหมือนกันหมดว่า ย้อนไปในปี 1968 ระบบรัฐสวัสดิการของฝรั่งเศสกำลังอยู่ในช่วงสมบูรณ์แบบถึงขั้นสูงสุด ไม่เคยมีช่วงเวลาใดในประวัติศาสตร์ ซึ่งบรรดาสามัญชนจะมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขนาดนั้น
แล้วทันใดนั้นเอง กระแสการปฏิวัติก็บังเกิดขึ้น
คุณทราบไหมว่าใครคือคนที่เข้าใจปรากฏการณ์ทำนองนี้ได้ดีมากๆ แม้จะด้วยมุมมองที่พิลึกพิลั่นก็เถอะ?

คนที่เข้าใจเรื่องนี้ได้ดีคือ “อิสมาอิล คาดาเร” นักเขียนชาวแอลเบเนีย ที่เล่นเกมงัดข้อทางการเมืองกับ “แอนแวร์ ฮอจา” (อดีตนายกฯ และผู้นำขบวนการคอมมิวนิสต์-พรรคแรงงานของแอลเบเนีย) นั่นเลยทำให้ผมชื่นชมเขาได้ไม่เต็มปากเต็มคำนัก
อย่างไรก็ตาม คาดาเรเคยเขียนนิยายที่ดีมากเอาไว้เรื่องหนึ่งนั่นคือ “The Pyramid”
เนื้อเรื่องของนิยายเล่มนั้นมีอยู่ว่า พวกขุนนางรอบตัวฟาโรห์ต่างรู้สึกกังวลว้าวุ่นใจ ว่าประชาชนในอียิปต์ชักจะมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีเกินไปแล้ว พวกเขาจึงพากันครุ่นคิดว่าจะทำอย่างไรให้สภาพเศรษฐกิจมันย่ำแย่ชะลอตัวลง?
“สงคราม” ไม่ใช่ทางเลือกของพวกเขา เพราะนั่นคือหนทางที่จะทำให้เสียมากกว่าได้ ดังนั้น พวกเขาจึงตัดสินใจสร้าง “พีระมิด” ขึ้นมา
ในการนี้ ประชาชนทุกคนต่างถูกเกณฑ์มาเป็นแรงงานสร้างพีระมิด ส่งผลให้มาตรฐานการครองชีพโดยรวมของราษฎรตกต่ำลง แต่ทุกคนกลับหลงใหลปลาบปลื้มในความยิ่งใหญ่อลังการของมัน
นั่นทำให้คาดาเรได้ข้อสรุปว่า ฮอจาก็พยายามทำอะไรแบบเดียวกันในปริมาณที่ทวีคูณขึ้นนับร้อยเท่า คุณรู้จัก “บังเกอร์” ที่ฮอจาสั่งให้สร้างขึ้นใช่ไหม? (“บังเกอร์คอนกรีต” กว่า 170,000 แห่งที่ถูกสร้างขึ้นทั่วแอลเบเนียระหว่างทศวรรษ 1960-1980 ด้วยคำโฆษณาชวนเชื่อว่า บังเกอร์เหล่านี้จะช่วยป้องกันประเทศ ซึ่งกำลังถูกคุกคามจากศัตรูภายในและภายนอก)
บังเกอร์คอนกรีตพวกนั้นถูกสร้างขึ้นมานับแสนๆ แห่ง ในยุคสมัยที่ชาวแอลเบเนียไม่มีกระทั่งปูนซีเมนต์จะเอาไว้ใช้สร้างบ้านของตัวเองด้วยซ้ำ
นี่คือบทสัมภาษณ์/นิทานเปรียบเทียบที่หยิบยกมาให้อ่านกัน เพราะมีเนื้อหาที่คมคาย เป็นสากล และสนุกสนานดี
โดยไม่จำเป็นต้องนึกถึงหรือนำมาเทียบเคียงกับกรณีของประเทศไทยแต่อย่างใด ว่าการปฏิวัติประชาชน, พีระมิด และบังเกอร์คอนกรีต มีความหมายเท่ากับอะไรในบ้านเรา
ทว่า ถ้าใครอยากคิดเชื่อมโยงเรื่องนี้เข้ากับสังคมไทยอย่างจริงจัง ก็ไม่ว่ากัน
