
ตัวละครที่โปรดปรานการห่มส่านเป็นชีวิตจิตใจไม่มีใครเกิน ‘ขุนช้าง’ ในเสภาเรื่อง “ขุนช้างขุนแผน”
สมัยหนุ่มๆ รบเร้าแม่เทพทองให้ไปสู่ขอนางพิมพิลาไลย เมื่อแม่ปฏิเสธ ขุนช้างก็หาทางเอง ขุนช้างรู้ดีว่าช่วงเวลาที่ ‘ตะวันบ่ายชายแสงทินกร พิมพี่ก็จะจรออกจากบ้าน กับข้าไทเล่นน้ำอยู่สำราญ’ ขุนช้างจึงรีบแต่งตัวพาสมุนบริวารไปรอพบ กวีบรรยายถึงขุนช้างรีบร้อนแต่งกายว่า
“นุ่งยกห่มส่านเข้าลานลน น้ำมันจันทน์ทาตนให้หอมฟุ้ง
เข็มขัดรัดเอวดูพลุ่มผลุ อลุฉุไม่สมกับผ้านุ่ง
ขนอกรกเต็มตลอดพุง มุมุ่งด่วนเดินลงจากเรือน”
ขุนช้างแต่งเต็มที่ ‘นุ่งยก’ หรือนุ่งผ้ายก คือนุ่งผ้าไหมที่ทอยกลวดลายให้สูงกว่าพื้นผ้า ทั้งยัง ‘ห่มส่าน’ หรือผ้าเนื้อละเอียดอ่อนนุ่มที่สุดทอจากขนสัตว์ แม้เสื้อผ้าจะดูดีมีราคาสมฐานะ แต่รูปร่างผู้สวมใส่ห่มคลุมนั้นอ้วนฉุ ยิ่งคาดเข็มขัดรัดเอว พุงยิ่งล้นหลามออกมา
ทั้งยังมี ‘ขนอกรกเต็มตลอดพุง’ สรีระแบบนี้ใช้ผ้าดีแค่ไหนก็น่าเสียดายผ้า เท่ากับทำลายคุณค่าของผ้านุ่งและผ้าห่มไปโดยอัตโนมัติ
ขุนช้างไปซุ่มรอที่ท่าอาบน้ำประจำของนางพิมพิลาไลย แอบอยู่ไกลๆ ไม่ให้นางเห็นตัว ดังที่กวีเล่าว่า
“ขุนช้างแอบซุ้มพุ่มชิงชี่ ฉวยผ้าส่านคลี่ขึ้นพันหัว
คอยพิมหน้ากริ่มเป็นใบบัว ยิ้มหัวเบิกบานสำราญใจ”
ต่อมาพลายแก้วรักใคร่กับนางพิมตกลงปลงใจแต่งงานกัน แม่ของทั้งคู่เห็นดีงาม วันแห่ขันหมากไปสู่ขอนางพิม พลายแก้ววานขุนช้างเป็นเพื่อนบ่าว แม้เสียดายนางพิมแค่ไหน ขุนช้างก็จำใจทำหน้าที่ แต่งตัวชนิดอวดมั่งอวดมีให้รู้กันไปว่ารวยจริง
“คิดแล้วอาบน้ำนุ่งผ้า ยกทองของพระยาละครให้
ห่มส่านปักทองเยื้องย่องไป บ่าวไพร่ตามหลังสะพรั่งมา”
‘ผ้ายกทองผ้าส่านปักทอง’ นั้น “กาญจนาคพันธุ์” อธิบายไว้ในหนังสือ “เด็กคลองบางหลวง” เล่ม 1 ว่า
“ขุนช้างนุ่งผ้ายกทอง คือมีเส้นทองทอสลับอยู่ในเนื้อผ้า ผ้ายกทองอย่างนี้ราคาแพง ขุนช้างเป็นเศรษฐีก็ใช้ได้ ผ้าอีกผืนหนึ่งเป็นผ้าส่านปักทอง ในสมัยโบราณผ้าส่านที่ไทยใช้ดูเหมือนมีสองอย่าง อย่างหนึ่งทอด้วยขนสัตว์หนา อีกอย่างหนึ่งทอบางเหมือนแพร เรียกว่า ‘ส่านสุหรัด’ ส่านสุหรัดนี้รูปร่างใกล้เคียงกับผ้าขาวม้าเพราะใช้คาดพุงได้ด้วย ส่านของขุนช้างก็เป็นพวกส่านสุหรัดบางๆ”
(ส่านสุหรัด คือ ผ้าส่านที่ทอมาจากเมืองสุหรัด หรือสุรัต ประเทศอินเดีย)
แค่ ‘ผ้าส่าน’ ก็ราคาไม่น้อยอยู่แล้ว ‘ส่านปักทอง’ ที่ขุนช้างจงใจห่มมาข่มเจ้าบ่าวอวดเจ้าสาว ราคายิ่งสูงขึ้นไปอีก ต่อให้นางพิมออกเรือนไป ขุนช้างก็ยังไม่หมดหวัง พยายามทุกวิถีทางที่จะได้ครอบครองนาง ถึงขนาดทำอุบายลวงนางศรีประจันแม่ของนางว่าพลายแก้วลูกเขยนางตายแล้ว ทันทีที่บ่าวรับใช้ ‘เก็บเอากระดูกผีที่ป่าช้า ใส่หม้อใหม่มาให้’ ขุนช้างก็แต่งตัวเตรียมไปพบนางศรีประจันพร้อมหลักฐานปลอม
“ขุนช้างรับหม้อใหม่เข้าในห้อง นุ่งผ้ายกทองแล้วห่มส่าน
จับกระจกขึ้นชูดูกระบาล เห็นหัวตัวล้านรำคาญใจ” (อักขรวิธีตามต้นฉบับ)
ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น เมื่อนางศรีประจันหลงเชื่อขุนช้างว่าพลายแก้วตายในสนามรบ และกลัวว่านางพิมลูกสาวจะถูกนำตัวเข้าไปอยู่ในวังตามคำขู่ของขุนช้างที่อ้างกฎหมายว่า ใครก็ตามที่อาสาไปรบแล้ว ‘ถ้าแม้นตัวตายลงในทัพ ลูกเมียให้จับเป็นหม้ายหลวง’ หนทางรอด คือให้ลูกสาวแต่งงานใหม่ ในวันแต่งงานขุนช้างบรรจงแต่งตัว ดังนี้
“แล้วนุ่งยกอย่างดีมีราคา พึ่งซื้อหามาได้แต่ในวัง
ห่มส่านอย่างดีสีสะอาด เข็มขัดคาดราคากว่าสิบชั่ง”
นอกจากนี้ วันที่ขุนช้างจะเข้าเฝ้าสมเด็จพระพันวษาก็แต่งตัวสมฐานะ
“นุ่งยกทอง ราคาสิบสองซื้อใหม่ใหม่
ห่มส่านพื้นเหลืองย่างเยื้องไป ขึ้นคอช้างไสเหย่าเหย่ามา”
เมื่อเวลาผ่านไปหลายสิบปี ขุนช้างในฐานะพ่อเลี้ยงไปร่วมงานแต่งงานของจมื่นไวยวรนารถ ลูกชายของขุนแผน (พลายแก้ว) กับนางวันทอง (พิมพิลาไลย) ขุนช้างแต่งกายจัดเต็มอย่างเคย
“นุ่งยกอย่างโบราณก้านแย่ง ห่มส่านสีแดงดูเฉิดฉาย”
จะเห็นได้ว่าขุนช้างห่มส่านทุกที่ทุกเวลา นอกจากเป็นข้าราชสำนักที่รับใช้ใกล้ชิดสมเด็จพระพันวษา ดังที่กวีบรรยายว่า ‘ครานั้นขุนช้างมหาดเล็ก เฝ้าแหนแต่เด็กพิดทูลคล่อง’ ผ้าส่านที่ขุนช้างใช้ ต่อให้ไม่ได้รับพระราชทานเพราะไม่เคยมีความดีความชอบชนะศึกอย่างข้าราชการทหาร เช่น ขุนแผน พลายงาม (พระไวย) หรือพลายชุมพล แต่ขุนช้างคือเศรษฐีมีฐานะมั่งคั่งร่ำรวย มีเงินมากพอจะซื้อหาของดีๆ ราคาสูงลิ่ว เช่น ผ้ายกผ้าส่านมาใช้ได้อย่างสบายๆ
น่าสังเกตว่าแม้ขุนช้างมักจะ ‘ห่มส่าน’ แต่ขุนนางอื่นๆ ใช้ ‘คาดพุง’ ก็มี ในบทละครนอกเรื่อง “สังข์ทอง” รัชกาลที่ 2 ทรงเล่าถึงตอนที่ท้าวสามลให้เสนาตีฆ้องร้องป่าวไปทั่วเมืองเพื่อให้นางรจนาเลือกคู่
“พรุ่งนี้แต่มืดขมุกขมัว จงจัดแจงแต่งตัวให้โอ่อ่า
เข้าไปหน้าพระลานชานชาลา พระธิดาจะเลือกเป็นคู่ครอง”
ในบรรดาชายทั้งหลายนั้น มีขุนนางรวมอยู่ด้วย ต่างคนก็ไม่ยอมน้อยหน้ากัน
“พวกขุนนางต่างแต่งตัวลอง นุ่งยกทองเกี้ยวส่านสีหมากสุก
บ้างนุ่งลายพื้นตองลองนั่งลุก ดูกระปุกกระปุยกรุยกราย”
“กาญจนาคพันธุ์” ให้รายละเอียดเกี่ยวกับคำว่า ‘เกี้ยวส่าน’ ไว้ในหนังสือ “เด็กคลองบางหลวง” เล่ม 1 ว่า
“ส่วนผ้าคาดพุง (บางทีเรียกว่า ‘เคียน’ หรือ ‘เกี้ยว’) ไม่ว่าจะเป็นผ้าขาวม้าผ้าส่านอะไร คาดผูกเป็นโบเงื่อนกระทกไว้ข้างหน้า ทิ้งชายผ้าลงมาเล็กน้อย”
น่าสังเกตว่าผ้าส่านนั้นมีสารพัดสีตั้งแต่ (จมื่นราชามาตย์) ‘สวมเสื้อได้ประทานห่มส่านขาว’ (ขุนช้าง) ‘ห่มส่านพื้นเหลืองย่างเยื้องไป’ (ขุนนางในเรื่องสังข์ทอง) ‘นุ่งยกทองเกี้ยวส่านสีหมากสุก’
โดยเฉพาะสีแดงนั้น นอกจาก (ขุนช้าง) ‘ห่มส่านสีแดงดูเฉิดฉาย’ ก็ยังมีพลายงามตอนลอบเข้าหานางศรีมาลากลางดึก กวีบรรยายว่า
“สีขี้ผึ้งเสกละลวยด้วยวิชา แล้วนุ่งผ้ายกไหมไปล่ปลิว
ห่มผ้าของประทานส่านสี มือขวาคว้าคลี่พัดด้ามจิ้ว
แหวนทับทิมวงใหม่เอาใส่นิ้ว ถือเช็ดหน้าผ้าริ้วแล้วคลาไคล”
‘ส่านสี’ ที่พลายงามห่มไปหาสาวคนรัก คือ ‘ส่านสีแดง’ ที่สมเด็จพระพันวษาพระราชทานให้ขุนแผนและพลายงามก่อนยกทัพไปทำศึกเชียงใหม่ ดังที่กวีบรรยายว่า ‘แพรจีนดวงพุดตานส่านสีแดง’
ผ้าส่านคงจะเป็นที่นิยมในราชสำนักสมัยรัชกาลที่ 1-3 นอกจากกล่าวถึงในเสภาเรื่อง “ขุนช้างขุนแผน” เป็นระยะๆ แล้ว วรรณคดีสมัยรัชกาลที่ 1 เรื่อง “ดาหลัง” ก็เอ่ยถึงหลายครั้ง เช่น ‘แล้วทรงภูษาส่านตระการใจ สอดใส่ฉลององค์อลงกรณ์’ และ ‘ทรงภูษาส่านตระการตา ฉลององค์ปัตหล่าจีบเจียน’ ฯลฯ
ศาสตราจารย์วิบูลย์ ลี้สุวรรณ (ราชบัณฑิต) ให้รายละเอียดเกี่ยวกับ ‘ผ้าส่าน’ ไว้ใน “พจนานุกรมผ้าและเครื่องถักทอ” ว่า “เป็นผ้าขนสัตว์แบบโบราณจากเปอร์เซีย เดิมทอด้วยไหมผสมกับขนอูฐ ต่อมาเปลี่ยนมาใช้ขนแกะและขนสัตว์อื่นทอกับไหมหรือฝ้าย ไทยสั่งเข้ามาใช้เป็นผ้าห่มคลุมและใช้เป็นผ้าคาดพุง แต่ไม่นานก็เลิกใช้เพราะมีผ้าชนิดอื่นเข้ามาใช้แทน”
คนไทยเบื่ออะไรง่ายมาแต่ไหนไร •
จ๋าจ๊ะ วรรณคดี | ญาดา อารัมภีร
สะดวก ฉับไว คุ้มค่า สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ได้ที่นี่https://t.co/KYFMEpsHWj
— MatichonWeekly มติชนสุดสัปดาห์ (@matichonweekly) July 27, 2022
