bg-single

8 กุมภาพันธ์ ความเรียงในคืนข้างแรม : แปรความผิดหวังเป็นพลังเพื่อวันใหม่

22.02.2026

โดย ธเนศวร์  เจริญเมือง


คืนนั้น 8 กุมภาพันธ์ เป็นคืนข้างแรม 6-7 ค่ำ พระจันทร์ทอแสงน้อยลงเป็นลำดับ แม้หน้าจอโทรทัศน์จะสว่างไสว ด้วยตัวอักษรและภาพถ่ายเกี่ยวกับผลการนับคะแนนที่ทยอยเข้ามามากขึ้นๆ เช่นเดียวกับภาพและตัวอักษรที่พรั่งพรูเข้ามาในจอมือถือ

แต่หัวใจของนักสู้เพื่อประชาธิปไตยของประเทศนี้ที่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ดูจะหม่นหมองลงไปตามเนื้อหาของข่าว

เหมือนฟ้าของคืนข้างแรมคืนนี้ และอีกหลายๆ คืนข้างแรมต่อจากนี้

คิดถึงวาทะของยอดนักสู้-นักคิดชาวอิตาเลียน “อันโตนิโอ กรัมชี่” “I use my intelligence in a pessimistic way watching social development and I use my will positively watching how society moves on.”

หลายวันก่อนการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์


นักสู้คนหนึ่งของพรรคอนาคตใหม่ ยืนยันอย่างหนักแน่นต่อหน้าเพื่อนฝูงและคนฟังที่ร้าน “สุดสะแนน” หลายวันก่อนว่า เขาทำนายตัวเลขที่นั่งในสภาของพรรคอนาคตใหม่และพรรคก้าวไกล ได้ใกล้เคียงที่สุดในการเลือกตั้งทั้ง 2 ครั้งในปี พ.ศ. 2562 และ 2566  นั่นคือ 80 กว่าคะแนน และ 120 กว่าคะแนน และเขาขอทำนายว่า ผลการเลือกตั้งครั้งใหม่ 8 กุมภาพันธ์ที่จะถึง ตัวเลขดังกล่าวจะขึ้นไปเป็น 200 ถึง 250 คะแนน  อย่างแน่นอน

จากเสียงฮือฮาคืนนั้น  การทำนายดังกล่าวได้มีหลายๆ คนนำมาตอกย้ำ และพัฒนาตรรกะอีกหลายแบบตามท่วงทำนองหรือมุมมองของแต่ละคน แต่สุดท้าย ตัวเลขก็จบลงคล้ายๆ กัน และนั่นคือผลของการตะโกนดังซ้ำๆ กันหลายต่อหลายครั้งของที่ชุมนุมชาวสีส้มที่แน่นขนัดในเวทีต่างๆ ทั่วประเทศว่า “นายกฯ เท้งๆๆๆๆๆ”

ที่ผมคิดถึงถ้อยคำของกรัมชี่ประโยคนี้ ก็เพราะเขาต้องการที่จะบอกเราทั้งหลายว่า ในการมองปรากฏการณ์ต่างๆ ของสังคมนั้น เราจะต้องมองด้วยท่าทีทั้ง 2 ด้าน คือ “มองสังคมด้วยความหวัง และมองอย่างเป็นจริง” หรือพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ “มองสังคมด้วยหัวใจ และต้องมองโดยใช้สติปัญญาพร้อมๆ กันด้วย”

เราใช้หัวใจเมื่อเรามองไปยังคนรัก ครอบครัว เพื่อนพ้อง พี่น้องร่วมชาติ และบ้านเกิดเมืองนอน ขณะเดียวกัน เราจะต้องไม่ลืมมองทั้งหมดนั้นด้วยการใช้สติปัญญา สำรวจค้นคว้าเพื่อให้ได้เห็น 2 ด้านที่ห้อมล้อมผู้คนและบ้านเมืองของเรา คือทั้งบวกและลบ หรือทั้งจุดแข็งและปัญหา-อุปสรรคต่างๆ ในสังคมของเรา จะมองเพียงด้านใดด้านหนึ่งเพียงด้านเดียวไม่ได้เป็นอันขาด


สติปัญญาที่นำพาเราก้าวมาจนถึงวันนี้


ข้อแรก รัฐไทยเป็นรัฐที่ไม่เคยเป็นรัฐเมืองขึ้นของใครนับตั้งแต่ 200 กว่าปีที่ผ่านมา หลังจากการรุกและยึดครองของกองทัพพม่า ในปี พ.ศ.2310 ด้วยจังหวะพิเศษของสถานการณ์และความสามารถเฉพาะตัว  รัฐไทยในสมัยรัชกาลที่ 3-4 มีการค้าที่เจริญเติบโต โดยเฉพาะรัชกาลที่ 4 ทรงเป็นผู้นำหนึ่งเดียวของเอเชียในขณะนั้นที่อ่านพูดเขียนภาษาอังกฤษได้เป็นอย่างดี,  มีความรู้ความเข้าใจในประวัติศาสตร์พัฒนาการของยุโรปและสหรัฐ ซึ่งเป็นชาติแรกของโลกที่เป็นรัฐประชาธิปไตย และเป็นสาธารณรัฐเดียวของโลกด้วยในเวลานั้น พร้อมๆ กันกับสถานการณ์ล่าเมืองขึ้นที่กำลังแรงขึ้นรอบๆ รัฐสยาม นำโดยอังกฤษทางทิศตะวันตกและฝรั่งเศส ที่อินโดจีน และในสมัยรัชกาลที่ 4 (และ 5) เพื่อนบ้านของสยามก็ทยอยตกเป็นเมืองขึ้นเป็นลำดับ

ข้อที่สอง ด้วยสถานการณ์ดังกล่าว บวกกับความสามารถในการมองสถานการณ์และมุมมองของผู้นำ ตลอดจนข้อแนะนำของ 2 ผู้นำการเผยแพร่คริสต์ศาสนาในสยามรัฐทั้ง 2 นิกายที่รอบรู้และมีมุมมองเฉียบคม ที่สอนภาษาละติน-ฝรั่งเศส และอังกฤษ อีกทั้งมีอายุใกล้เคียงกับในหลวงรัชกาลที่ 4 อย่างน่าอัศจรรย์ยิ่งจนได้เป็นพระอาจารย์ที่ปรึกษาและพระสหายสนิทอย่างไม่เป็นทางการ (คือบาทหลวงปัลเลอกัวซ์ – Pallegoix นิกายโรมันคาทอลิก ชาวฝรั่งเศส กำเนิด พ.ศ.2346 ; นายแพทย์ แบรดเลย์ – หมอปลัดเลย์ Rev. Dr.Daniel B. Bradley นิกายโปรเตสแตนต์-เพรสไบทีเรียน ชาวอเมริกัน กำเนิด พ.ศ.2347 และในหลวงรัชกาลที่ 4 พระราชสมภพในปี 2347 เช่นกัน)

ผู้นำสยามจึงยอมลงนามในสนธิสัญญาเบาว์ริ่ง (the Bowring Treaty) กับอังกฤษในปี พ.ศ.2398 และทำสัญญากับสนธิสัญญาเนื้อหาเดียวกันอีก 13 ชาติในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน ส่งผลให้สยามตกเป็นรัฐกึ่งเมืองขึ้นของชาติตะวันตก ต้องประสบปัญหา-อุปสรรคหลายประการในการบริหารประเทศต่อจากนั้น และส่งผลให้ผู้นำรัฐไทยต้องเร่งปรับตัวเองให้กลายเป็นรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และรัฐรวมศูนย์อำนาจเริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ.2435 เพื่อรักษาอำนาจนั้นไว้…. และเรื่อยมา

ข้อที่สาม ผลกระทบที่ตามมาก็คือ ประชากรสยามขาดบทเรียนและประสบการณ์ทางการเมืองใดๆ กับนักล่าอาณานิคมต่างชาติหรือการเมืองระดับชาติภายในประเทศเป็นเวลานาน ผิดกับรัฐที่เคยเป็นรัฐอาณานิคมทั้งหลาย การปฏิวัติประชาธิปไตยที่เกิดขึ้นในปี 2475 จึงเกิดขึ้นแบบครึ่งๆ กลางๆ และในที่สุดก็ถูกแทนที่ด้วยระบอบอำนาจนิยม ผสมระบอบนวสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่นับวันเพิ่มขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ.2490 เรื่อยมา

ขณะเดียวกัน รัฐรวมศูนย์อำนาจก็ไม่เคยลดลงแต่กลับเพิ่มมิติมากขึ้นๆ เป็นลำดับ กลายเป็นรัฐที่รวมศูนย์อำนาจมากเกินไป (An Over-Centralized State) โดยเฉพาะตั้งแต่ พ.ศ.2502 เป็นต้นมา ก็แทบไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ในรอบเกือบ 7 ทศวรรษที่ผ่านมานี้

ข้อที่สี่ และไม่ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญถึง 10 กว่าฉบับ หรือมีการสลับระบอบการปกครองไปมากี่ครั้ง จากระบอบประชาธิปไตยเป็นรัฐประหาร-อำนาจนิยม หรือประชาธิปไตยครึ่งใบ มาจนถึงปัจจุบัน ฯลฯ ไม่ว่าผู้นำของระบอบการปกครองที่กล่าวมาโดยเฉพาะการรวมศูนย์อำนาจที่เพิ่มมิติและความสลับซับซ้อนมากขึ้น การยึดอำนาจด้วยการรัฐประหาร หรือระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบ หรือจัดระบอบอำนาจนิยมในการปกครองประเทศอย่างไรกี่แบบ หรือจะเขียนรัฐธรรมนูญกี่แบบ ขบวนการนักเรียนนักศึกษา ปัญญาชน กรรมกร และชาวนาเพื่อประชาธิปไตยก็ใช้สติปัญญา เข้าต่อสู้ฝ่าฟันเรียกร้องให้นำระบอบประชาธิปไตยกลับคืนมาหลายต่อหลายครั้ง โดยเฉพาะเริ่มตั้งแต่การปฏิวัติ 14 ตุลาคม 2516 เรื่อยมาเป็นลำดับ

ความพยายามรื้อฟื้นระบอบประชาธิปไตยครั้งล่าสุด (พ.ศ.2562-2569)


รัฐประชาธิปไตยในโลกในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมาต่างเผชิญปัญหาหลายๆ อย่างที่แตกต่างกันไป เช่น ปัญหาสิ่งแวดล้อม ปัญหาการโยกย้ายประชากร ปัญหาการกระทำความผิดข้ามชาติ ปัญหาตุลาการภิวัตน์ ปัญหาความเจริญก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีข่าวสารที่รวดเร็วยิ่ง และปัญหาการสร้างระบอบอำนาจนิยมให้เพิ่มขึ้นๆ แทนที่ระบอบประชาธิปไตยที่หลายประเทศใช้คำว่าประชาธิปไตยบังหน้า ฯลฯ

ในแง่นี้ การเติบใหญ่ของพรรคคนหนุ่มสาวของรัฐไทยในห้วงเกือบ 1 ทศวรรษที่ผ่านมา จึงสะท้อนให้การพัฒนาด้านสติปัญญาของคนรุ่นใหม่ และการได้สั่งสมของการเรียนรู้และล้มลุกคลุกคลาน ตลอดจนการได้สรุปบทเรียนของคนรุ่นเก่าๆ ในห้วง 6 ทศวรรษที่ผ่านมา

แต่กระนั้นก็ตาม สิ่งหนึ่งที่เราจะละเลยไม่ได้เลยก็คือ ความเป็นรัฐรวมศูนย์อำนาจที่มากเกินไปและครองอำนาจมายาวนาน (A Long and Over-Centralized State) จนเราพบว่า แม้แต่คำว่าการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นก็ยังไม่ปรากฏเลยในรัฐธรรมนูญฉบับล่าสุด (พ.ศ.2560) แม้แต่มาตราเดียว และยังคงใช้บริหารประเทศนี้มาแล้วกว่า 9 ปี

และก็ด้วยเหตุนี้ ปรากฏการณ์ที่ตัดสิทธิ์พรรคการเมืองที่ชนะการเลือกตั้งได้คะแนนมากเป็นที่หนึ่งในการเลือกตั้งเมื่อปี 2562 จนกลายเป็นปรากฏการณ์ช็อกโลกประชาธิปไตย ส่งผลให้เกิด “the Almost Prime Minister” ที่รับรู้แพร่หลายไปยังประเทศต่างๆ จนเป็นหนึ่งของปัจจัยที่ทำให้รัฐและกลุ่มทุนต่างๆ เริ่มหันเหจากไปลงทุนค้าขายกับประเทศอื่น เกิดปัญหาความตกต่ำเสื่อมทรุดของภาวะเศรษฐกิจอ่อนล้า  “เพื่อนฝูงหนีห่าง” ในปัจจุบัน

มองสังคมด้วยหัวใจและด้วยสติปัญญาพร้อมๆ กัน

เราเปล่งเสียงเรียกขานคนที่เราอยากให้เขาเป็นนายกรัฐมนตรีได้ด้วยมุมมองที่เป็นบวกและด้วยหัวใจของเรา แต่เราก็ต้องไม่ลืมว่า นักการเมืองลูกหลานรัฐอำนาจนิยมและรัฐรวมศูนย์อำนาจมากเกินไปของพวกเขา  ทะยานขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีในเวลาอันสั้น แล้วเราก็ได้เห็นการโยกย้ายผู้ว่าฯ เหล่านั้นกี่คนต่อกี่คนอย่างผิดสังเกต ทั้งๆ ที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่งได้เพียงไม่กี่สัปดาห์หรือไม่กี่เดือน

และทั้งหมดนั้นก็คือเพื่อจัดการควบคุมผลการเลือกตั้งให้เป็นไปตามจุดประสงค์ของเขาอย่างหนึ่งแน่นอน

หรือมาตรการเลือกตั้งล่วงหน้าได้ แต่กลับต้องไปลงความเห็นเรื่องเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ต้องเป็นวันเลือกตั้งเท่านั้นมีวัตถุประสงค์อะไร นั่นก็คือสิ่งที่เขาปรารถนาจุดหมายสำคัญบางอย่าง

ปรากฏการณ์หัวหน้าพรรคที่ชนะที่ 1 ถูกตัดสิทธิ์ไม่ได้เป็นนายกฯ แถมถูกตัดสิทธิ์เล่นการเมืองถึง 10 ปีสร้างความเจ็บปวดเพียงใดให้แก่คนจำนวนมากในสังคมนี้ พวกเขาก็ย่อมคิดหมดแล้ว ผู้มีสติปัญญาของประเทศเขาไม่ยอมรับแล้ว และโลกก็จะลงโทษประเทศนี้ด้วยมาตรการที่รุนแรงกว่าที่ผ่านมา หากเกิดเรื่องอัปยศแบบนี้ขึ้นอีกครั้ง


นั่นเองจึงเป็นเหตุให้พวกเขาจะต้องทำทุกๆ อย่างเพื่อจะต้องไม่เป็นที่ 2 หรือที่ 3 ในผลการเลือกตั้ง แต่จะต้องเป็นที่ 1 เท่านั้น เพราะประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยไม่ได้ ด้วยเหตุนั้น ธนบัตรสีแดงสีม่วงมูลค่ามหาศาลที่ถอนจากธนาคารไปก่อนหน้าจะสำแดงเดชได้อย่างไร โดยหาร่องรอยการกระทำผิดกฎหมายไม่ได้เลยจนถึงบัดนี้

หรือน่าสังเกตไหมว่าเหตุใดจึงเกิดปรากฏการณ์ชนะการเลือกตั้งแบบแบ่งเขต กวาดคะแนนไปเป็นกอบเป็นกำ โดยเฉพาะในหลายๆ เขตที่เป็นเขตชนบท และอยู่ห่างไกลตัวจังหวัด อย่างที่ไม่เคยเกิดเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อน โดยเฉพาะกับบางพรรค

แต่ทว่า เหตุใดคะแนนปาร์ตี้ลิสต์เขากลับไม่สามารถครองใจคนจำนวนมากได้เท่า??

แน่นอน มาตรการอื่นๆ โดยเฉพาะการรวมพลังจับมือกัน และสร้างพรรคหนึ่งให้ได้ชัยชนะในการขึ้นแท่นที่ 1 ก็ย่อมสะท้อนสติปัญญาที่คนกลุ่มหนึ่งไปเสาะหามา ที่เห็นได้ชัดว่าจะยึดครองอำนาจให้ยาวนานได้ ก็ต้องมีสติปัญญาที่ไม่อาจหยุดอยู่กับที่ได้เลย

ในประการสุดท้าย คืนข้างแรมมาแล้ว และยังจะมีอีกหลายราตรี แต่คืนข้างขึ้นก็จะมา หัวใจที่เต็มไปด้วยความใฝ่ฝันและความหวังอันยิ่งใหญ่นั้นของเราจึงยังจะต้องแข็งแกร่งต่อไปอีกนาน แต่สติปัญญาที่เรามีอยู่ยังจะต้องฝึกปรือและลับให้คมกริบยิ่งขึ้นๆๆ และต่อๆๆ ไป เพื่อวันอันยิ่งใหญ่ข้างหน้าเพื่อเราทุกๆ คน และเพื่อประชาชน – ผู้เป็นรากฐานและทรัพยากรอันล้ำค่าที่สำคัญที่สุดของประเทศ



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ส่องอนาคต ‘พรรคชัชชาติ’ เส้นทาง ‘การเมืองระดับชาติ’ ของผู้ว่าฯ กทม.?
ผู้ช่วย สส. อาจารย์เชน มองประเด็นค่าตอบแทนผู้ช่วย สส.มีเหรียญ2ด้าน อยากให้มองที่ข้อมูล ยกตัวอย่างโมเดลสิงคโปร์
ชีวิตที่มีเซ็กซ์ได้แค่เพียงครั้งเดียว
คุณเลือกได้ว่าจะทุกข์หรือไม่
สนามมวยราชดำเนิน
คันเบ ยอดกุนซือ | คนที่สามารถจะครองแผ่นดินได้ ก็ต้องเป็นผู้ครองแผ่นดิน
อีกซีกหนึ่งของทีซีซี
สุริยะปราชญ์ ทฤษฎีสีเลือด เล่ม 1 โลกเป็นศูนย์กลาง
เรื่องของ ‘เหี้ย’ ที่ไม่เหี้ย (1)
ประวัติย่อ ‘อุณหพลศาสตร์’ (2) กฎข้อที่ 1 ของอุณหพลศาสตร์
ปลื้มเธอ
ประชาชนเกี่ยวข้าว เดือนอ้าย