bg-single

ไทยเมินเสียงท้วง-ชิงส่งกลับนักเคลื่อนไหวสิทธิฯชาวเวียดนาม แม้ได้สถานะผู้ลี้ภัยยูเอ็น

01.12.2025

มีรายงานว่า อี ควิน เบดั๊บ นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนชาวเวียดนาม ผู้เป็นชนเผ่าพื้นเมืองชาวมองตานญาดและเอดี ที่ลี้ภัยมายังประเทศไทย ก่อนถูกทางการไทยควบคุมตัวและให้สถานะว่าเป็นผู้ร้ายข้ามแดน ก่อนส่งตัวกลับประเทศเวียดนาม

อย่างไรก็ตาม “อี ควิน เบดั๊บ” ได้รับสถานะเป็นผู้ลี้ภัยที่ได้รับสถานะจากองค์การสหประชาชาติและอาศัยอยู่ในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2561

ด้านสำนักข่าว BBC เวียดนาม รายงานข่าวดังกล่าวโดยระบุว่า นาย อี ควิน เบดั๊บ ที่ได้รับสถานะผู้ลี้ภัยจากสหประชาชาติ ถูกส่งตัวไปยังเวียดนามตาม แม้จะได้รับคำทักท้วงจากกลุ่มสิทธิมนุษยชน โดยกรมราชทัณฑ์ของไทยระบุในแถลงการณ์เมื่อช่วงค่ำวันศุกร์ (28 พฤศจิกายน 2568) ว่า ได้ส่งมอบตัวนายบดับ ซึ่งถูกควบคุมตัวตั้งแต่ถูกจับกุมในกรุงเทพมหานครเมื่อเดือนมิถุนายน 2567 ให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจไทยแล้ว

ทั้งนี้ องค์กรระหว่างประเทศหลายแห่ง ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลไทยที่ยอมจำนนต่อแรงกดดันจากพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามในเหตุการณ์นี้

ด้าน ชนาธิป ตติยการุณวงศ์ นักวิจัยประจำประเทศไทย แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ระบุว่า การส่งผู้ร้ายข้ามแดนครั้งนี้เป็นความล้มเหลวอย่างร้ายแรงในพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย การส่งนักกิจกรรมที่เป็นชนเผ่าพื้นเมืองกลับไปยังประเทศที่มีหลักฐานอย่างชัดเจนเกี่ยวกับการทรมานและการเลือกปฏิบัติต่อชาวมองตานญาดทำให้อี ควิน เบดั๊บตกอยู่ในอันตรายอย่างยิ่ง

“ศาลเวียดนามมีประวัติการตัดสินลงโทษนักกิจกรรมผ่านกระบวนการที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานระหว่างประเทศเกี่ยวกับการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม การส่งตัวอี ควิน เบดั๊บให้กับทางการที่เขาหลบหนีมาเนื่องจากการตัดสินความผิดผ่านการพิจารณาคดีที่ไม่เป็นธรรม ถือว่าประเทศไทยได้ละเมิดหนึ่งในการคุ้มครองพื้นฐานที่สุดของกฎหมายระหว่างประเทศ

“หลังจากเหตุการณ์ส่งตัวชาวอุยกูร์กลับไปยังประเทศจีนในช่วงก่อนหน้าของปีนี้ นี่คือครั้งที่สองที่ประเทศไทยส่งตัวบุคคลกลับประเทศทั้งที่มีความเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง ทั้งที่มีกฎหมายห้ามทรมานและหลักการไม่ส่งกลับซึ่งบังคับใช้ในปี 2566

“ทางการไทยต้องประกันความปลอดภัยและการคุ้มครองสำหรับผู้ที่หลบหนีการประหัตประหารทุกคน รวมถึงชนเผ่าพื้นเมืองและชนกลุ่มน้อยด้านศาสนาจากเวียดนาม แทนการทำให้พวกเขาเสี่ยงต่ออันตราย”

ทั้งนี้ เบดั๊บถูกส่งตัวไปยังประเทศเวียดนามทั้งที่มีความกังวลมาอย่างยาวนานเกี่ยวกับความปลอดภัยของนักกิจกรรมผู้เป็นชนเผ่าพื้นเมืองที่ถูกส่งตัวกลับ เขาถูกจับกุมในข้อหาอยู่เกินกำหนดในเดือนมิถุนายน 2567 หลังทางการเวียดนามร้องขอให้ส่งตัว โดยอ้างว่าเขาถูกตัดสินจำคุก 10 ปีในการพิจารณาคดีลับหลังจำเลยจากข้อหาก่อการร้ายในช่วงก่อนหน้าของปีดังกล่าว ซึ่งก่อนหน้านี้แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลได้เรียกร้องไม่ให้ทางการไทยส่งตัวเบดั๊บเนื่องจากมีความเสี่ยงสูงที่จะถูกทรมาน

เบดั๊บเป็นสมาชิกของชนกลุ่มน้อยด้านชาติพันธุ์เอดีและเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง “กลุ่มมองตานญาดสู้เพื่อความยุติธรรม” (Montagnards Stand for Justice) ซึ่งบันทึกข้อมูลการละเมิดสิทธิของชุมชนชนเผ่าพื้นเมืองในที่ราบสูงภาคกลาง และสนับสนุนสิทธิด้านศาสนาและวัฒนธรรม ทางการเวียดนามกล่าวหาว่าเบดั๊บและชาวมองตานญาดอีก 5 คนเกี่ยวข้องกับการโจมตีอาคารของรัฐบาลในจังหวัดดั๊กลักเมื่อเดือนมิถุนายน 2566 แต่เบดั๊บได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาเหล่านี้มาโดยตลอด

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลได้บันทึกข้อมูลการประหัตประหารชุมชนมองตานญาดอย่างกว้างขวางหลายครั้ง ซึ่งเป็นการจับกุมโดยพลการ การทรมาน และการจำกัดสิทธิอย่างรุนแรงในการปฏิบัติตามหลักศาสนาและการเดินทาง หลังจากการโจมตีในดั๊กลักเมื่อปี 2566 ชาวมองตานญาดรายงานว่ามีการควบคุมตัวผู้คนจำนวนมาก มาตรการปิดล้อมพื้นที่ด้านความมั่นคง และการสอบสวนที่ใช้ความรุนแรง หลายคนระบุว่าถูกทุบตี ถูกช็อตด้วยไฟฟ้า หรือถูกฉีดสารไม่ทราบชนิดระหว่างการสอบสวน

ตามคำบอกเล่าของเบดั๊บ เขาถูกทรมานระหว่างการจับกุมเมื่อปี 2553 โดยอธิบายว่าเขาถูกทุบตีอย่างรุนแรงและถูกปฏิบัติอย่างไม่เหมาะสมที่สถานีตำรวจ คำบอกเล่าของเขาสอดคล้องกับข้อมูลที่แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลได้รายงานอย่างต่อเนื่องมากว่าทศวรรษ รวมถึงกรณีที่นักโทษถูกคุมขังในห้องที่เล็กมากเป็นเวลาหลายเดือน ถูกล่ามโซ่เป็นเวลานาน หรือได้รับอาหารและน้ำที่ปนเปื้อน

แม้จะให้สัตยาบันต่ออนุสัญญาต่อต้านการทรมานของสหประชาชาติในปี 2558 แต่เวียดนามยังคงใช้แนวทางการควบคุมตัวโดยมิชอบ นักโทษทางความคิด ผู้ถูกควบคุมตัวด้วยเหตุผลทางการเมือง รวมถึงสมาชิกชนกลุ่มน้อยด้านชาติพันธุ์และศาสนายังคงตกเป็นเป้าหมาย

การตัดสินใจของประเทศไทยในการส่งตัวเบดั๊บยังเป็นการละเมิดพันธกรณีตามกฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมายภายในประเทศ หลักการไม่ส่งกลับในอนุสัญญาต่อต้านการทรมานของสหประชาชาติและในพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายของประเทศไทยได้ห้ามอย่างเด็ดขาดไม่ให้ส่งตัวบุคคลไปยังประเทศที่พวกเขาจะตกอยู่ในอันตรายจากการทรมาน แต่แม้จะมีพันธกรณีเหล่านี้ เมื่อไม่นานมานี้ประเทศไทยกลับส่งตัวชายชาวอุยกูร์ 40 คนกลับไปยังประเทศจีน ทำให้พวกเขามีความเสี่ยงสูงที่จะถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ย้อน 10 เคสดัง ไทยจับฝ่ายค้าน-คนหนีภัยการเมือง ส่งกลับให้กัมพูชาอื้อ รอบไม่กี่ปีที่ผ่านมา

1 ทศวรรษ “รัฐไทย” กับบทบาทการกดปราบ-ส่งตัวกลับ “ผู้ลี้ภัยข้ามชาติ”



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ศาสนาผีของประชาชน
โปรเจ็กต์ใหม่ของ ‘เน็ตฟลิกซ์’ ใน ‘ชิลี’ ’11 เหตุการณ์’ ว่าด้วย ‘รัฐประหารโดยปิโนเชต์’
เสียงคลื่น : ยูกิโอะ มิชิม่า
‘ในกรง’
สู่สามัญ
คุยกับทูต | ปิง คิตนีกอน เสียงจากแคนาดา ร้อยเรียงความใกล้ชิด สานมิตรภาพไทย-แคนาดา (จบ)
“กระโดด”สู้โกง | สถานีคิดเลขที่ 12 โดย สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร
E-DUANG | การบริหาร การเมือง การบริหาร บ้านเมือง
2 กรุดัง ‘พระท่ากระดาน’ กรุศรีสวัสดิ์-กรุต้นตาล เมืองกาญจน์ถึงสระบุรี
‘ทับลาน’ ต้องหยุดทับซ้อน
ศึกโลกยังไม่จบ ไทยต้องสร้างภูมิคุ้มกันเศรษฐกิจ
ส่องลึกอิหร่าน : 9) ปัญหาความชอบธรรมของระบอบและชาวอิหร่านพลัดถิ่น