
โครงการสมุนไพรเพื่อการพึงพาตนเอง
มูลนิธิสุขภาพไทย www.thaihof.org
หลังเทศกาลมหาสงกรานต์ ที่ผู้คนอาศัยในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีวัฒนธรรมร่วมกัน ผ่านพ้นไปแล้ว
วันนี้ชวนผู้อ่านมาเรียนรู้วัฒนธรรมร่วมที่เกี่ยวเนื่องในพระพุทธศาสนา ซึ่งข้องเกี่ยวกับสุขภาพช่องปากของเรา
เวลานี้ทางมูลนิธิสุขภาพไทยกำลังศึกษาต้นไม้หรือสมุนไพรในพระไตรปิฎก พบว่ามีการกล่าวถึงพืชชนิดต่างๆ ถึง 334 ชนิด มีอยู่หนึ่งชนิดที่กล่าวถึงบ่อยมาก คือ “ไม้ชำระฟัน” ซึ่งยังไม่รู้ว่าหมายถึงพืชพันธุ์ใด
แต่ถ้าพิจารณาพืชที่เกี่ยวข้องกับการดูแลรักษาฟันหรือใช้ในการสีฟันสำหรับในประเทศไทย พบว่าในภูมิปัญญาดั้งเดิมกล่าวถึงบ่อยอยู่ด้วยกัน 2 ชนิด คือ ข่อย (Streblus asper Lour.) และคนทา (Harrisonia perforata (Blanco) Merr.)

ข่อย
ข่อย มีชื่อสามัญในภาษาอังกฤษว่า Siamese rough bush หรือ Tooth brush tree (ฝรั่งยังเรียกว่าพืชขัดฟัน) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Streblus aspe rLour.
และมีรายงานการศึกษาว่าใช้ข่อยเพื่อสีฟันมาตั้งแต่ในอดีต โดยนำเอากิ่งข่อยมาทุบให้ปลายแตกเป็นฝอย แล้วนำมาแปรงหรือถูฟัน ปัจจุบันคนไทยเลิกนิยมกันไปแล้ว อาจยังมีบ้างในหมู่พระธุดงค์ที่ยังใช้อยู่ แต่ในประเทศอินเดียมีความน่าสนใจมาก พบว่ามีการใช้เป็น “ไม้สีฟัน” มาถึงปัจจุบันมีหลายชนิดด้วย จะกล่าวถึงต่อไป

ข่อย
สำหรับข่อย มีการนำมาใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันได้หลากหลาย เช่น เปลือกเมื่อนำมาต้มกับเกลือจะได้เป็นยาอมช่วยแก้รำมะนาด นอกจากนี้ การใช้เปลือกต้นนำมาม้วนทำเป็นยาสูบมีสรรพคุณช่วยแก้ริดสีดวงที่จมูกด้วย
ส่วนของเมล็ดช่วยฆ่าเชื้อในช่องปากและทางเดินอาหารได้ ให้นำเมล็ดรับประทานหรือเมล็ดต้มน้ำอมบ้วนปากก็ได้ ใบข่อยสดๆ นำมาปิ้งไฟชงกับน้ำดื่ม ใช้เป็นยาระบายอ่อนๆ ข่อยยังเป็นพืชสวนตกแต่งเพราะทำเป็นไม้ดัดสวยงามได้ และใช้ทำกระดาษที่เรียกว่า “สมุดข่อย” เป็นต้น

ข่อย
ส่วนคนทา มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Harrisonia perforata (Blanco) Merr. พืชชนิดนี้มีการกระจายเฉพาะในเขตจีนตอนใต้ พม่าและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
จากการสืบค้นไม่พบว่ามีประเทศใดใช้เป็นไม้ถูฟัน แต่การสำรวจภาคสนามพบว่าพระสายธรรมยุตในภาคอีสาน ส่วนใหญ่นิยมใช้กิ่งคนทาเป็นไม้ถูฟันและเป็นไม้จิ้มฟัน
จากการศึกษาทางวิทยาศาสตร์พบว่า ไม้คนทามีสารออกฤทธิ์ในการฆ่าแบคทีเรีย ในประเทศอื่นๆ มีรายงานว่ากิ่งอ่อนหรือเปลือกรากนำมาใช้ในการรักษาอาการท้องเสียและอหิวาตกโรค ใบนำมาย่างแล้วเผาให้เป็นเถ้า แล้วนำมาผสมกับน้ำมันหรือนำใบสดมาขยี้ให้แหลกทาบริเวณผิวหนังที่มีอาการคัน

คนทา (ภาพจาก http://www.dnp.go.th/)
ในวัฒนธรรมอีสานของเราใช้กิ่งคนทาเป็นแกนในการทำวัสดุมุงหลังคา เพราะเป็นไม้ที่ทนต่อการกัดกินของมอด
ผลนำไปเผาไฟ บีบเอาน้ำใส่แผลรักษาอาการน้ำกัดเท้าหรือที่เรียกเป็นภาษาถิ่นว่า “หอกินตีน” เนื่องจากคนทาไม่มีการกระจายในประเทศอินเดีย ดังนั้นไม้ชำระฟันที่ปรากฏในพระไตรปิฎกจึงไม่น่าจะหมายถึงไม้ชนิดนี้

คนทา (ภาพจาก http://www.dnp.go.th/)
แต่เมื่อสืบค้นเอกสารต่างๆ พบว่าในประเทศอินเดียมีการใช้ไม้ชนิดอื่นๆ ในการถูฟัน เช่น ประดู่แขก มีชื่อสามัญว่า Indian Dalbergia, Indian rosewood หรือ Sissoo ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Dalbergia sissoo Roxb.ex DC.
ประดู่แขกเป็นไม้นำเข้ามาปลูกในประเทศไทย บางท้องถิ่นเรียกว่าประดู่ลาย เพราะมีเนื้อไม้ที่มีลวดลายสวยงาม เป็นไม้ที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจของอินเดีย ใช้สำหรับการก่อสร้างในประเทศปากีสถาน แอฟริกา และประเทศตะวันออกกลางมีรายงานว่าใช้เป็นไม้ถูฟันและใช้ทำความสะอาดลิ้น
การแพทย์สิทธา (Siddha medicine) ของอินเดีย ใช้เป็นสมุนไพรรักษาความผิดปกติของผิวหนังและกระเพาะอาหาร

Indian rosewood
มีรายงานว่าประชาชนในชนบทของอินเดียร้อยละ 80 ใช้ไม้ประดู่อินเดียในการถูฟัน ในตลาดตามชนบทมีไม้ชนิดนี้วางขายทั่วไป
นอกจากนี้ มีรายงานว่ามีไม้อีก 4 ชนิดที่นำมาใช้ในการถูฟัน คือ Salvadora persica L. มีชื่อสามัญว่า toothbrush tree, mustard tree หรือ mustard bush พบมากในแอฟริกา อินเดีย ปากีสถาน และศรีลังกา ไม่มีรายงานว่าพบในประเทศไทย ในสังคมมุสลิมนิยมใช้เป็นไม้ทำความสะอาดฟัน พบว่ามีการใช้เป็นไม้ถูฟันมาตั้งแต่ยุคบาบิโลน (Babylonians) หรือประมาณ 7,000 ปีมาแล้ว ใบสดใช้กินเป็นผักสลัด และใช้เป็นสมุนไพรสำหรับแก้ไอ หอบหืด โรคลักปิดลักเปิด ไขข้ออักเสบ ริดสีดวงทวาร น่าสนใจที่ว่าทางองค์การอนามัยโลกสนับสนุนให้มีการใช้สมุนไพรชนิดนี้ในการทำความสะอาดฟัน เพราะมีงานวิจัยสนับสนุนว่ามีสารช่วยรักษาฟัน

สะเดา
สะเดา มีชื่อสามัญว่า Neem, Nimtree หรือ Indian Lilac มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Azadirachta indica A.Juss มีงานวิจัยสนับสนุนว่าการเคี้ยวกิ่งสะเดาทำให้การสะสมแบคทีเรีย (Dental plaque) และเหงือกอักเสบ (Gingivitis) ลดลง ในอินเดียจึงยังมีผู้นิยมใช้สะเดาจำนวนมาก แม้แต่วัยรุ่นยังเดินเคี้ยวกิ่งสะเดาให้เห็นตามตลาดทั่วไป
ต้น Vachellia nilotica (L.) P.J.H.Hurter&Mabb มีลักษณะคล้ายต้นกระถินหอมหรือดอกคำใต้พบในอินเดียและอาฟริกาตะวันออกเฉียงใต้ ใช้เป็นสมุนไพรรักษาฟัน ไม่มีรายงานว่าพบในประเทศไทย
ต้น Gouania lupuloides (L.)Urb. มีชื่อสามัญว่า chew stick หรือ white root พบในอเมริกากลางและหมู่เกาะแคริบเบียน เป็นไม้เครือ ไม่มีรายงานว่าพบในประเทศไทย นิยมใช้กันมากที่จาเมกา โดยนำกิ่งมาลอกเปลือกออก เคี้ยวส่วนปลายของกิ่ง มีรสขมเล็กน้อย
ในปัจจุบันมีการพัฒนาเป็นยาสีฟันจำหน่ายตามท้องตลาด

Gouania lupuloides (L.)Urb.
ไม้ชำระฟันที่ปรากฏในพระไตรปิฎก ยังไม่รู้ว่าคือต้นใดแน่ แต่คิดว่าน่าจะหมายถึงไม้หลายชนิดด้วยกัน
ถ้าได้สืบสาวค้นคว้า และสำรวจภูมิปัญญาของแต่ละชุมชนด้วย
เราน่าจะได้สมุนไพรมาพัฒนาเป็นยาสีฟันใช้กับคนยุคศตวรรษที่ 21 นี้ได้แน่
