bg-single

ปรับนาฬิกาชีวิต เปลี่ยนชีวิตให้สมดุล เพื่อสุขภาพที่แข็งแรง

25.09.2023

ร่างกายมนุษย์เรานั้นประกอบไปด้วยมวลอวัยวะต่างๆ ทั้งกล้ามเนื้อ กระดูก เส้นประสาท และอวัยวะสำคัญอีกมากมาย นอกจากนี้ ยังมีทั้งน้ำ เลือด เอมไซม์ สารอาหาร และของเหลวอื่นๆ ไหลเวียนอยู่ภายใน ระบบภายในร่างกายแต่ละส่วนทั้งหมดที่กล่าวมานั้นเราเรียกว่าเป็นวงจรนาฬิกาชีวิต ที่ช่วยทำให้คนเราสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างปกติสุข ดังนั้นร่างกายจึงต้องได้รับการดูแลให้มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงอยู่ตลอดเวลา เพราะหากระบบใดระบบหนึ่งในร่างกายเกิดบกพร่องขึ้นมา ปัญหาสุขภาพต่างๆ ก็จะตามมาด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นสุขภาพกายหรือสุขภาพจิต ซึ่งเป็นความเสี่ยงต่อการเกิดโรคร้ายได้ ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราจะต้องหันมาใส่ใจ ดูแลสุขภาพ และทำความรู้จักนาฬิกาชีวิต และปรับวงจรชีวิตให้กลับมาสมดุลอีกครั้ง

รู้จักกับ นาฬิกาชีวิต

นาฬิกาชีวิต นาฬิกาชีวภาพ หรือ Chronotype หมายความถึงวงจรระบบการทำงานในร่างกายของมนุษย์เรา ทั้งเรื่องการใช้ชีวิต การกิน การนอนหลับ การออกกำลังกาย และการดำเนินชีวิตในทุกๆ ด้าน โดยมียีนส์ในร่างกายคอยทำหน้าที่ดูแลการทำงานของระบบต่างๆเหล่านั้น ซึ่งนาฬิกาชีวิตมีรอบการทำงานตลอดทั้ง 24 ชั่วโมง โดยมีแสงและอุณหภูมิทำหน้าที่ควบคุมและคอยแจ้งเตือนร่างกาย ซึ่งหากร่างกายของเราได้รับแสง อุณหภูมิ และสารอาหารที่พอเหมาะพอดี ก็จะส่งผลให้กระบวนการทำงานของวงจรร่างกายทำงานได้อย่างสมบูรณ์นั่นเอง

วงจรการทำงานของนาฬิกาชีวิต

เพราะระบบการทำงานภายในร่างกายของเราทำหน้าที่แตกต่างกัน เป็นเหมือนวงจรที่จะเริ่มต้นทำงานเมื่อได้รับแสงและอุณหภูมิที่เหมาะสม ดังนั้นนาฬิกาชีวิตของคนเราเริ่มต้นตามช่วงเวลาในรอบวัน ดังนี้

  • เวลา 05.00-07.00 น. ช่วงการทำงานของลำไส้ใหญ่

เป็นช่วงเวลาตื่นนอน ที่ร่างกายควรได้รับการดื่มน้ำ เพื่อไปกระตุ้นให้ระบบขับถ่ายในร่างกายได้ทำงานและขับถ่ายกากอาหารและของเสียออกจากร่างกาย หากไม่มีการขับถ่ายในช่วงเวลานี้ จะทำให้ของเสียเหล่านั้นจะยังคงสะสมอยู่ในร่างกาย และส่งผลให้เกิดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ เช่น ท้องผูก ริดสีดวงทวาร มะเร็งลำไส้ และยังส่งผลให้ร่างกายเกิดความผิดปกติและส่งสัญญาณเตือนออกมาในรูปแบบต่างๆ เช่น เป็นหวัด ร้อนใน มีสิว หรืออาหารไม่ย่อย เป็นต้น

  • เวลา 07.00-09.00 น. ช่วงการทำงานของกระเพาะอาหาร

เพราะการมีกระเพาะอาหารที่แข็งแรง จะช่วยให้ร่างกายย่อยและดูดซึมอาหารได้ดียิ่งขึ้น และเวลา 07.00-09.00 น. เป็นช่วงเวลาที่เหมาะกับการกินอาหารเช้าเพื่อเพิ่มพลังงานให้ร่างกาย ซึ่งหากร่างกายไม่ได้รับอาหารช่วงเวลานี้ หรือใครที่ไม่ชอบทานอาหารเช้าบ่อยๆ จะทำให้กระเพาะอาหารและม้ามอ่อนแอลง ส่งผลให้ร่างกายสร้างเลือดได้น้อยลง จนส่งผลให้เลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ และยังเป็นเหตุให้เป็นโรคสมาธิสั้น ความจำไม่ดี เกิดการตัดสินใจช้า และยังแก่ก่อนวัยอีกด้วย

  • เวลา 09.00-11.00 น. ช่วงการทำงานของม้ามและตับอ่อน

โดยปกติแล้ว ม้ามและตับอ่อนทำหน้าที่ช่วยย่อยและดูดซึมสารอาหาร เพื่อส่งสารอาหารไปเลี้ยงยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย หากช่วงเวลา 07.00-09.00 น. ร่างกายได้รับอาหารที่มีประโยชน์และสารอาหารที่ครบถ้วน ม้ามและตับอ่อนก็จะดูดซึมสารอาหารเหล่านั้น และส่งผลให้ร่างกายสดชื่นกระปรี้กระเปร่า ตื่นตัว สมองแจ่มใสนั่นเอง

  • เวลา 11.00-13.00 น. ช่วงการทำงานของหัวใจ

ช่วงเวลานี้เป็นช่วงที่หัวใจรับภาระในการทำงานหนักที่สุด โดยจะทำหน้าที่สูบฉีดเลือดและสารอาหารไปหล่อเลี้ยงร่างกายและสมอง ซึ่งหากหัวใจทำการสูบฉีดเลือดไม่พอจะทำให้ความดันโลหิตสูงได้ ดังนั้น จึงควรดูแลร่างกายไม่ให้เครียด ทำจิตใจให้สบาย ผ่อนคลาย เพื่อดูแลทะนุถนอมหัวให้แข็งแรงนั่นเอง

  • เวลา 13.00-15.00 น. ช่วงการทำงานของลำไส้เล็ก

ช่วงนี้เวลาเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายไม่ควรได้รับอาหารเพิ่มเติม เพราะอาจไปรบกวนการทำงานของลำไส้เล็กได้ ซึ่งลำไส้เล็กเป็นอวัยวะที่ทำหน้าที่ย่อยและดูดซึมอาหารที่เป็นน้ำ ของเหลว เช่น วิตามิน โปรตีน และสร้างกรดอะมิโนไปซ่อมแซมส่วนต่างๆ ที่สึกหรอในร่างกาย เสริมสร้างเซลล์สมอง ดังนั้นช่วงเวลานี้สมองของเราจะมีการทำงานที่ดีกว่าช่วงเวลาอื่น มีความจำที่ดี มีความคิดสร้างสรรค์ และเกิดการจินตนาการที่สูง

  • เวลา 15.00-17.00 น. ช่วงการทำงานของกระเพาะปัสสาวะ

15.00-17.00 น. เป็นช่วงเวลาที่ร่างกายรอกำจัดของเสีย ดังนั้นเราจึงควรดื่มน้ำเปล่าและไม่ควรอั้นปัสสาวะ เพราะเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายต้องการน้ำเข้าไปหล่อเลี้ยง และการอั้นปัสสาวะจะทำให้ร่างกายดูดซึมของเสียกลับเข้าสู่กระแสเลือด ซึ่งส่งผลต่อระบบความจำ ไทรอยด์ และระบบสืบพันธุ์ อีกทั้งยังเป็นช่วงเวลาที่กล้ามเนื้อและหลอดเลือดหัวใจแข็งแรง จึงเหมาะกับการออกกำลังกาย และขับของเสียเสียออกทางเหงื่อให้มากที่สุด

  • เวลา 17.00-19.00 น. ช่วงการทำงานของไต

เป็นช่วงเวลาที่ไตจะทำหน้าที่กรองของเสียออกจากเลือด รักษาสมดุลของร่างกาย การนอนในช่วงเวลานี้จะทำให้ไตทำงานหนักมากขึ้น การออกกำลังกายเบาๆ ทำงานบ้านหรือขยับร่างกายในช่วงเวลานี้ จะช่วยให้ร่างกายรู้สึกสดชื่น ความดันโลหิตดี และยังช่วยให้ผิวสดใสเปล่งปลั่งขึ้นด้วย

  • เวลา 19.00-21.00 น. ช่วงการทำงานของเยื่อหุ้มหัวใจ

ช่วงเวลา 19.00-21.00 น. เป็นช่วงที่ร่างกายต้องการความสงบ พักผ่อน จึงเป็นช่วงเวลาที่เหมาะกับการเตรียมตัวเข้านอน จึงไม่ควรทำกิจกรรมอะไรหนักๆ หรือทำให้ร่างกายรู้สึกตื่นตัวหรือตื่นเต้นมากเกินไป เช่น การออกกำลังกายหนัก หรือทานอาหารปริมาณมาก เพราะเป็นช่วงเวลาของการทำงานของเยื่อหุ้มหัวใจ จะช่วยส่งสารอาหารและออกซิเจนไปตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย และเกี่ยวเนื่องกับระบบหมุนเวียนเลือดโดยตรง

  • เวลา 21.00-23.00 น. ช่วงการทำงานของระบบอุณหภูมิในร่างกาย

ช่วงเวลานี้เป็นช่วงที่ระบบหายใจ ระบบย่อยอาหาร และระบบขับถ่าย จะเข้าสู่โหมดการปรับสมดุล ดังนั้นช่วงเวลานี้จึงเหมาะสำหรับการพักผ่อนและนอนหลับ และเนื่องจากช่วงเวลาดังกล่าวร่างกายจะอ่อนแอกว่าปกติ จึงควรทำให้อุณหภูมิร่างกายอบอุ่นอยู่เสมอ ไม่ควรอาบน้ำเย็น และหมั่นจิบน้ำก่อนเข้านอนนั่นเอง

  • เวลา 23.00-01.00 น. ช่วงการทำงานของถุงน้ำดี

อย่างที่บอกไปว่าช่วงเวลา 21.00-23.00 น. เป็นช่วงที่ควรพักผ่อนและควรหมั่นจิบน้ำก่อนเข้านอน เพราะช่วงเวลา 23.00-01.00 น. จะเป็นช่วงที่ส่งผลกับถุงน้ำดี ซึ่งน้ำดีที่ได้จากตับจะถูกส่งไปย่อยไขมันในลำไส้เล็ก หากร่างกายขาดน้ำในช่วงเวลาก่อนหน้า จะทำให้มีการดึงน้ำจากถุงน้ำดีไปเสริม และหากดึงน้ำไปใช้มากเกินไปจะทำให้น้ำดีข้น ส่งผลให้สายตาพร่าเสื่อม ปวดหัว นอนไม่หลับได้นั่นเอง

  • เวลา 01.00-03.00 น. ช่วงการทำงานของตับ

ช่วงเวลานี้เป็นช่วงที่ร่างกายต้องพักผ่อน เพื่อให้ระบบหมุนเวียนเลือดทำงานมาที่ตับได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งตับมีหน้าที่หลั่งสารที่จะช่วยฆ่าเชื้อโรค กำจัดของเสีย และช่วยลดน้ำตาลในเลือด หากร่างกายไม่ได้รับการพักผ่อนในช่วงนี้หรือนอนไม่หลับบ่อยๆ ก็จะทำให้เลือดในตับมีน้อยเกินไป ส่งผลให้ตอนเช้ามักจะมีอาการเวียนหัว หงุดหงิดง่าย และสุขภาพไม่แข็งแรง

  • เวลา 03.00-05.00 น. ช่วงการทำงานของปอด

การตื่นนอนในช่วงเวลานี้จะทำให้ร่างกายรู้สึกสดชื่น ช่วยให้ระบบหายใจทำงานได้ดี ผิวพรรณสดใสเปล่งปลั่ง เพราะเป็นช่วงเวลาที่ปอดได้ทำหน้าที่ฟอกเลือดได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและส่งไปเลี้ยงเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย อีกทั้งระบบหายใจยังทำงานได้อย่างเต็มที่ด้วยเช่นกัน

นาฬิกาชีวิตแปรปรวนมีผลเสียอย่างไร

การดำเนินชีวิตในแต่ละวันไม่ตรงกับช่วงเวลาของนาฬิกาชีวิต เป็นปัญหาที่หลายคนกำลังกำลังพบเจอ รวมไปถึงอายุ พฤติกรรม และความเครียดต่างๆ ที่สามารถส่งผลเสียต่อร่างกาย ทำให้เกิดอาการเหนื่อยล้า นอนไม่หลับ และเกิดโรคตามมามากมาย เช่น โรคหลอดเลือดสมอง อัลไซเมอร์ โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคมะเร็ง ซึ่งผลเสียของการที่นาฬิกาชีวิตของคุณเริ่มแปรปรวน มีดังนี้

  • อาการ Social Jetlag เป็นอาการที่คล้ายกับอาการเจ็ทแลคที่เกิดขึ้นเมื่อเดินทางข้ามทวีปหรือข้ามเขตเวลา ซึ่งเกิดจากช่วงเวลาการใช้ชีวิตไม่ตรงกับนาฬิกาชีวิต เช่น การทำงานเป็นกะที่ทำให้ต้องพักผ่อนน้อย การอดนอนบ่อยๆ ติดต่อกัน แม้ว่าการทำงานรูปแบบดังกล่าวจะเกิดขึ้นจนกลายเป็นความชิน แต่ก็ทำให้ร่างกายเกิดอาการเพลียสะสมจนกลายเป็นอาการเพลียเรื้อรังได้ ซึ่งอาจส่งผลกระทบในชีวิตประจำวันหรือในระหว่างทำงาน โดยมีอาการมึนงง สับสน ตัดสินใจช้า แม้ว่าจะพักผ่อนในช่วงเวลากลางวันมากเพียงพอแล้วก็ตาม
  • อาการ Telomere สั้นลง หรือการที่ส่วนหุ้มปลายสาย DNA ถูกทำลายหรือเสื่อมสลายก่อนเวลาอันงควรนั้น ส่งผลให้ร่างกายเกิดการเจ็บป่วยบ่อย และสุ่มเสี่ยงต่อโรคร้ายต่างๆ เช่น โรคหัวใจ โรคมะเร็ง โรคสมอง และโรคร้ายแรงอื่นๆ ซึ่งอาการเหล่านี้ ส่วนใหญ่จะเกิดจากการพักผ่อนน้อย การนอนพักผ่อนไม่เพียงพอ ซึ่งเป็นผลจากนาฬิกาชีวิตแปรปรวนนั่นเอง

ทำอย่างไรเมื่อนาฬิกาชีวิตแปรปรวน

เพราะสาเหตุหลักที่นาฬิกาชีวิตของเราแปรปรวนคือการนอนไม่หลับ พักผ่อนน้อย และใช้ชีวิตตามวงจรที่ไม่เหมาะสม ส่งผลให้ร่างกายอ่อนเพลียเรื้อรัง สมองทำงานช้า และร่างกายไม่แข็งแรง ดังนั้นใครที่กำลังรู้สึกว่าร่างกายเริ่มเปลี่ยนแปลง จึงควรปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตให้เหมาะสมเสียใหม่ โดยเริ่มจากวิธีการดังนี้

  • ปิดทีวี สมาร์ตโฟน แท็บเลต ก่อนนอน เพื่อเลี่ยงแสงสีฟ้าที่ทำให้สายตาล้า ร่างกายอ่อนเพลีย
  • หากง่วงตอนกลางวัน ควรหาเวลางีบ ช่วงละไม่เกิน 15 นาที
  • เมื่อเข้านอนแล้วยังไม่ง่วง อย่าฝืนนอน ให้ทำอะไรผ่อนคลายเพื่อให้ร่างกายเริ่มผ่อนคลายก่อน แล้วค่อยนอนอีกครั้ง และพยายามตื่นนอนให้เป็นเวลา
  • หลีกเลี่ยงการทานอาหารมื้อหนักก่อนเข้านอนประมาณ 4 ชั่วโมง รวมถึงงดดื่มคาเฟอีน ชา กาแฟ น้ำอัดลม เพราะอาจส่งผลให้เกิดกรดไหลย้อนและส่งผลกระทบกับการนอนได้
  • ควรหาเวลาออกกำลังกายสม่ำเสมอทุกวัน อย่างน้อยวันละ 20 นาที

มีงานวิจัยจำนวนไม่น้อยที่มีผลบ่งชี้ออกมาว่า พฤติกรรมการใช้ชีวิตของคนในยุคปัจจุบัน ขัดแย้งกับการทำงานของนาฬิกาชีวิตของตนเอง การฝืนทำอะไรทั้งๆ ที่ร่างกายไม่มีความพร้อม แถมยังละเลยไม่ใส่ใจดูแลสุขภาพ ส่งผลให้ร่างกายไม่สมบูรณ์ แข็งแรง และย้อนกลับมาส่งผลเสียต่อการดำเนินชีวิตและการทำงานได้ รู้อย่างนี้แล้วใครที่กำลังมีรูปแบบการใช้ชีวิตเดิมๆ อยู่ ควรรีบปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตให้สมดุลเสียตั้งแต่วันนี้ เพื่อป้องกันปัญหาสุขภาพที่อาจจะเกิดขึ้นในระยะยาว ส่วนใครที่กำลังมีปัญหาเรื่องสุขภาพ หรือกำลังมองหาแนวทางปรับสมดุลในการใช้ชีวิต ที่ ศูนย์การค้า เดอะ สตรีท รัชดา – The Street Ratchada เรามีพื้นที่สำหรับการออกกำลังกาย สถานที่พักผ่อนหย่อนใจ และเป็นไลฟ์สไตล์มอลล์ที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตคนเมืองรุ่นใหม่ที่ไม่หยุดนิ่ง อีกทั้งยังเป็นห้าง 24 ชั่วโมง ใจกลางเมือง ที่ไม่ว่าคุณจะมีนาฬิกาชีวิตแบบไหน ที่ The Street Ratchada ก็พร้อมรองรับกับไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตคนเมืองทุกรูปแบบ

 



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

E-DUANG | ภาพสะท้อน การพลิกเปลี่ยน ของ โจ ชัยวัฒน์ “โค้งสุดท้าย”
วิชา ‘วรรณกรรมแห่งความสิ้นหวัง’ ชั้นเรียนยอดนิยมใน ‘ไอวีลีก’
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (4)
เชลยศึกสงครามลาว (36)
‘ตู้เย็น’ ในเรื่องสั้นไทยร่วมสมัย
รากฐาน ความคิด ยุค กุหลาบ สายประดิษฐ์ รากฐาน สังคม
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (181)
พระสารสาสน์พลขันธ์ : จากนักญี่ปุ่นนิยมสู่อาชญากรสงคราม (19)
E-DUANG | จากย้าย”ผู้ว่าฯ” ที่ “ภูเก็ต” ถึง ทุจริต สอบ ข้าราชการ
พ่อสงกรานต์-เจ้าของโบนันซ่า การันตีคุณสมบัติ “สุวงศ์”ผู้สมัคร ส.ก.ห้วยขวาง ขยัน-มุ่งมั่น หนุนช่วยงาน “ชัชชาติ”
คอหนังห้ามพลาด! เทศกาลสารคดีและภาพยนตร์ไต้หวันแห่งประเทศไทย 2026 ระหว่างวันที่ 22-26 กรกฎาคม 2569
เผยโฉมผู้คิดค้น QR Code ‘สแกนจ่าย’