bg-single

ชายแดนใต้ : ปรากฏการณ์ฝูงชนนับหมื่นแม้ค่ำคืน (ถึงดึก) สะท้อนนัยยะอะไรบ้าง

06.05.2019

ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตาปรานีเสมอ มวลการสรรเสริญมอบแด่อัลลอฮฺผู้ทรงอภิบาลแห่งสากลโลก ขอความสันติสุขแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่านและสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน

ชาวมุสลิมจังหวัดชายแดนใต้นับหมื่นคน (บางรายงานบอกว่าถึงแสน) ร่วมรับฟังบรรยายธรรมต้อนรับรอมฎอนโดยอุสตาซอัซฮัร อิดรุส นักบรรยายธรรมศาสนาอิสลามชื่อดังโลกมลายูอาเซียนจากมาเลเซีย เต็มสนามฟุตบอล 2 แห่ง (นราธิวาสและปัตตานี) สองคืนติดๆ 27-28 เมษายน 2562

สะท้อนนัยยะมากมายหลังเหตุการณ์ไฟใต้ 15 ปี

1.วัฒนธรรมฟังบรรยายธรรม

การเชิญคนทำความดี ละเว้นความชั่ว เป็นคำสั่งในศาสนาอิสลาม เปรียบเสมือนหัวใจของศาสนาอิสลามในการทำให้คนมุสลิมสะท้อนและยังคงอนุรักษ์วิถีวัฒนธรรม จนบางคนใช้คำว่าสังคมอนุรักษนิยม ที่ยากแนวคิดภายนอกจะไปแปลเปลี่ยนสังคมโดยเฉพาะวิถีวัฒนธรรมตะวันตกหรือแม้กระทั่งวัฒนธรรมส่วนกลางจากกรุงเทพมหานครหรือวิถีวัฒนธรรมสยามหรือไทยที่ยึดโยงกับบูรณาการกันอย่างลงตัวในศาสนาพุทธ พรามณ์ ฮินดู

การเชิญคนทำความดี ละเว้นความชั่ว มีหลากหลายวิธีการในสังคมมุสลิมจังหวัดชายแดนภาคใต้

เช่น การแสดงธรรมเทศนาทุกวันศุกร์ในทุกมัสยิดในชุมชนไม่ว่าเหตุการณ์จะรุนแรงหรือไม่รุนแรงเพียงแต่เนื้อหาปรับตามยุค ตามสมัยให้สอดคล้องกับสถานการณ์และเป็นพลังหลักของคนเห็นต่างจากรัฐและรัฐในการช่วงชิงมวลชนคนชายแดนใต้ หรือการลงคะแนนเลือกตั้งหลังสุดการใช้เวทีนี้ของทุกพรรคโดยเฉพาะพรรคประชาชาติที่ชนะการเลือกตั้งได้คะแนนรวมมากที่สุด

นอกจากธรรมเทศนาวันศุกร์ยังมีธรรมเทศนา ตามเทศกาล งานบุญต่างๆ เพื่อระดมทุนสร้างสาธารณกุศลโดยเฉพาะศาสนสถานและสถาบันการศึกษา

การสอนศาสนาในทุกมัสยิดประจำวัน ประจำสัปดาห์ แต่ที่มีผู้คนมากที่สุด คือ มัสยิดกลาง 3 จังหวัดชายแดนใต้ โดยบาบออิสมาอีล สะปันยัง และอิสมาอีลุตฟี จะปะกียา อธิการบดี มหาวิทยาลัยฟาฏอนี ซึ่งการสอนนี้ใช้เวลากลางวันเป็นหลักซึ่งในอดีต ก่อนความรุนแรงชายแดนใต้ (15 ปี) การสอนศาสนาแบบนี้มีทั้งกลางวันและกลางคืน

สำหรับการฟังการบรรยายธรรม จากวิทยากร ผู้นำศาสนามีทั้งในพื้นที่และจากส่วนกลาง (เช่น ชัยค์ริฎอ จาก whitechannel.tv) มาตลอดแต่ผู้คนไม่มากเรือนหมื่นเรือนแสนเหมือนครั้งนี้ท่ามกลางกฎหมายพิเศษ 3-4 ฉบับ อันแสดงถึงวิถีวัฒนธรรมคนพื้นที่แม้มีเหตุการณ์รุนแรงไม่ปกติที่ผู้คนไม่กล้าออกจากบ้านในเวลากลางคืน

แต่ถ้าเรื่องนี้มันสามารถแหวกม่านความกลัวได้

2.อิทธิพลผู้นำศาสนา

ปฏิเสธไม่ได้ว่า คนจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นผู้นำศาสนายังคงเป็นชนชั้นนำในการนำสังคม

หากดูโครงสร้างการขับเคลื่อนชุมชน ไม่ว่าด้านสังคม ศาสนา การศึกษาและวัฒนธรรมพบว่ายังมีโครงสร้างการบังคับบัญชาชุมชนที่เป็นทางการควบคู่กับรัฐผ่าน ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน นายอำเภอ ผู้ว่าราชการจังหวัดและหน่วยงานราชการอื่นๆ

คือผู้นำศาสนาระดับมัสยิดทุกชุมชน เรียกว่าอิหม่าม โดยอิหม่ามเหล่านี้จะเลือกตัวแทนเขา 30 คน เป็นคณะกรรมการอิสลาม

คณะกรรมการอิสลามก็จะเลือกประธานกรรมการอิสลามประจำจังหวัดโดยทุกจังหวัดก็ส่งตัวแทนเป็นคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย

ซึ่งจะมีส่วนสำคัญในการกำหนดทิศทางชุมชนมุสลิมหรือแม้กระทั่งหน่วยงานราชการระดับส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคต้องฟังส่วนในพื้นที่ชายแดนใต้

หน่วยความมั่นคงก็จะตั้งบุคคลเหล่านี้เป็นคณะกรรมการต่างๆ ในชุมชนจนถึงระดับจังหวัดชายแดนภาคใต้

ผู้นำศาสนาอิสลามระดับแกนนำ จำนวนมากเป็นเจ้าของปอเนาะ และโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม ซึ่งจะมีบุคลากรไม่ต่ำกว่า 3 หมื่นคน และนักเรียนไม่ต่ำกว่า 2 แสนคน ตั้งแต่อายุ 3 ปีถึง 20 ปี

ทำให้มีอิทธิพลมากๆ ในการกำหนดทิศทางสังคมแม้แต่ผลการเลือกตั้งที่พรรคประชาชาติชนะการเลือกตั้งได้คะแนนมากที่สุด

(จึงไม่แปลกในเวทีบรรยายธรรมครั้งนี้ อาจารย์วันมูหะมัดนอร์ มะทา และแกนนำพรรค รวมทั้งว่าที่ ส.ส.ในพื้นที่ปรากฏตัวหน้าเวที)

ที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดของเหตุการณ์ล่าสุดการกดดันของเครือข่ายโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามจังหวัดชายแดนภาคใต้ในนามสมาคมสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนภาคใต้ทำหนังสือพร้อมแถลงการณ์ให้ยกเลิกคำสั่งตรวจสอบทุจริตในสถานศึกษาที่เรียกว่าโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม

และในที่สุดแม่ทัพภาคที่สี่ต้องยอมถอยยกเลิกคำสั่งดังกล่าว พร้อมตั้งนายกสมาคมโรงเรียนเอกชนดังกล่าวเป็นกรรมการตรวจการละเมิดสิทธิมนุษยชนชายแดนใต้ รวมทั้งอีกหลายกรรมการ หลายที่ปรึกษาของหน่วยความมั่นคงโดยเฉพาะกรรมการคณะพูดคุยระดับพื้นที่

(โปรดดู https://www.publicpostonline.net/25651?fbclid=IwAR3rD1VEdOPj5ganNnT8cRK6h-To2JHjewZYDcAnXIgakc9mqsPdngGodGg)

3.บทบาทผู้นำศาสนาต่อการแก้ปัญหาชายแดนใต้

ทำไม? ปรากฏการณ์ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้สังเวยชีวิตคนไทยไปแล้วไม่ต่ำกว่า 8,000 คน และยังไม่มีวี่แววความรุนแรงจะลดลง

ตรงกันข้าม (ความรู้สึกมวลชน) เหตุการณ์รุนแรงที่ได้ปรากฏให้เป็นที่ประจักษ์มาตลอด เป็นสิ่งยืนยันบ่งบอกให้เป็นที่เข้าใจได้ไม่ยากว่า วิกฤตการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ยังคงยืดเยื้อและความรุนแรงขึ้นลงอย่างนี้อีก

เมื่อผู้นำศาสนามีอิทธิพลต่อสังคม ดังนั้น ปัจจุบัน รัฐควรมีวิทยปัญญานำผู้นำศาสนามาร่วมแก้ปัญหา ผ่านการพูดคุย ก่อนจะปฏิบัติการอย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่า ภายใต้รัฐบาลยุค คสช. ความมั่นใจในอำนาจของหน่วยความมั่นคงในพื้นที่ยิ่งสร้างความร้าวฉานกับผู้นำศาสนา ที่นับวันค่อยรุนแรง

การเปิดพื้นที่ทางการเมืองให้มากขึ้น หลังการเลือกตั้ง ต้องทำมากกว่านี้ ปรากฏการณ์ไล่ล่าฝ่ายตรงข้ามแบบที่ทำกับธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ต้องไม่เกิดขึ้นที่ชายแดนใต้ ในทางกลับกันด้วยนโยบายการจัดการปัญหายาเสพติดของแม่ทัพภาคที่ 4 และนโยบายการพูดคุยของท่านอุดมชัยที่จะทำกับชาวบ้านมากขึ้นยิ่งต้องใช้โซ่ข้อกลางจากผู้นำศาสนา

4.ชาวพุทธในพื้นที่อีกตัวแปรสำคัญกับกระบวนการประชาธิปไตย

จากการสัมผัสของผู้เขียนในเวทีแลกเปลี่ยนวิชาการโดยเฉพาะกับชาวพุทธในสภาประชาสังคมชายแดนใต้และกลุ่มถักทอสันติภาพ (กทส.) นั้น “ปฏิเสธไม่ได้ว่าหลังแม่ทัพภาคที่ 4 ยกเลิกคำสั่งตรวจค้นโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามพบว่า กระแสพุทธคนในพื้นที่ซึ่งเดิมไม่ดีอยู่แล้วกับรัฐและผู้นำศาสนา ยิ่งทำให้ชาวพุทธต้องรวมตัวแสดงจุดยืน ในการส่งสัญญาณในการแก้ปัญหาจากรัฐ

เมื่อ 26 เมษายน 2562 ที่โรงแรมซีเอสจังหวัดปัตตานี กลุ่มถักทอสันติภาพ (กทส.) ซึ่งเป็นองค์กรที่รวมเครือข่ายชาวพุทธทั้งภายในและภายนอกพื้นที่กว่า 11 กลุ่ม ออกแถลงการณ์ชาวพุทธต้องการความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ต้องการให้มีความเสมอภาคและการอยู่ร่วมกันด้วยความเท่าเทียมของทุกศาสนา ต้องการการเดินทางอย่างสะดวกปลอดภัย ตลอดจนต้องการความมั่นคงทางเศรษฐกิจ การประกอบอาชีพ การดำรงชีพ ความมั่นคงทางชีวิต ไม่ต้องการถูกขับไล่ออกนอกพื้นที่ หรือแยกที่อยู่ แยกพื้นที่ทำมาหากิน

ด้วยเหตุที่ชาวพุทธมีความรู้สึกว่าตนเองถูกกระทำ และตกอยู่ในความทุกข์มาเป็นเวลายาวนาน

มุมมองต่อสถานการณ์จึงมักเป็นในทางลบ หรือเป็นการมองโลกในแง่ร้าย (pessimism) และอยากมีข้อเสนอต่อภาครัฐเพื่อดำเนินการได้เลยโดยไม่รอการพูดคุย เช่น การทำความเข้าใจกับประชาชนทุกกลุ่ม รวมทั้งให้ความสำคัญแก่ชาวพุทธมากขึ้น การติดตามคนผิดมาลงโทษ การให้ความเป็นธรรม

ในขณะเดียวกันก็หวังให้ฝ่ายรัฐบาลพูดคุยแบบสุจริต โปร่งใส จริงจัง มีความต่อเนื่อง เตรียมตัวให้ดี รวมทั้งมีการรับฟังปัญหาท้องถิ่น ก่อนการพูดคุย

กระนั้น ก็มีชาวพุทธจำนวนหนึ่งไม่มากนักที่ฝากความหวังให้กระบวนการพูดคุยประสบความสำเร็จได้ด้วยดี

ชาวพุทธต้องการให้ในโต๊ะเจรจาพูดคุยสันติสุข ทั้ง 2 ฝ่ายคือฝ่ายปาร์ตี้ เอ (รัฐ) นั้น

1) ขอให้มีความจริงใจในการพูดคุยเพื่อการแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่

2) ขอให้กระบวนการพูดคุยมีความโปร่งใส

3) ข้อมูลต้องเปิดเผยให้ประชาชนได้รับรู้ด้วย

ส่วนข้อเสนอต่อฝ่ายปาร์ตี้ บี หรือมารา ปาตานี และกลุ่ม BRN หรือกลุ่มที่ยังใช้ความรุนแรง กลุ่มอื่นๆ ทุกกลุ่ม คือ

1) ไม่ใช้ความรุนแรงต่อพลเรือน

2) ไม่ใช้ประเด็นศาสนามาสร้างความแตกแยก

3) ให้พื้นที่ของชาวไทยพุทธ

และ 4) ขอให้รับฟังเสียงและเข้าใจจุดยืนของชาวไทยพุทธ สำหรับความหวังในอนาคตนั้น ชาวพุทธต้องการให้ทุกภาคส่วนมองเห็นความสำคัญ และร่วมกันแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง เพราะปัญหาของจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นปัญหาที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายๆ ฝ่ายในการแก้ปัญหา

กล่าวโดยสรุป การแก้ปัญหาของรัฐต่อคนมุสลิมและพุทธมีจุดร่วมเดียวกันที่ถูกมองคือความรู้สึกไม่ยุติธรรม สองมาตรฐาน

ดังนั้น การเปิดพื้นที่ทางการเมืองตามระบอบประชาธิปไตยตามมาตรฐานสากลน่าจะเป็นทางออกดีที่สุด



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

E-DUANG | ภาพสะท้อน การพลิกเปลี่ยน ของ โจ ชัยวัฒน์ “โค้งสุดท้าย”
วิชา ‘วรรณกรรมแห่งความสิ้นหวัง’ ชั้นเรียนยอดนิยมใน ‘ไอวีลีก’
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (4)
เชลยศึกสงครามลาว (36)
‘ตู้เย็น’ ในเรื่องสั้นไทยร่วมสมัย
รากฐาน ความคิด ยุค กุหลาบ สายประดิษฐ์ รากฐาน สังคม
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (181)
พระสารสาสน์พลขันธ์ : จากนักญี่ปุ่นนิยมสู่อาชญากรสงคราม (19)
E-DUANG | จากย้าย”ผู้ว่าฯ” ที่ “ภูเก็ต” ถึง ทุจริต สอบ ข้าราชการ
พ่อสงกรานต์-เจ้าของโบนันซ่า การันตีคุณสมบัติ “สุวงศ์”ผู้สมัคร ส.ก.ห้วยขวาง ขยัน-มุ่งมั่น หนุนช่วยงาน “ชัชชาติ”
คอหนังห้ามพลาด! เทศกาลสารคดีและภาพยนตร์ไต้หวันแห่งประเทศไทย 2026 ระหว่างวันที่ 22-26 กรกฎาคม 2569
เผยโฉมผู้คิดค้น QR Code ‘สแกนจ่าย’