
วันที่ 6 มิถุนายน 2562 สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานบทวิเคราะห์ การนั่งในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้ารัฐบาลทหาร คสช. ซึ่งได้รับคะแนนเสียงสนับสนุนจากพรรคแนวร่วมสนับสนุน คสช.นำโดยพรรคพลังประชารัฐ และสมาชิกวุฒิสภาแต่งตั้งจาก คสช. 250 คน เมื่อคืนวานนี้ นับว่าพล.อ.ประยุทธ์บรรลุการเปลี่ยนสถานะจากผู้นำคณะรัฐประหารสู่ผู้นำรัฐบาลพลเรือน ภายใต้ระบบที่รับประกันชัยชนะของพล.อ.ประยุทธ์
รอยเตอร์รสระบุว่า รัฐบาลทหาร คสช.ทำการยึดอำนาจเมื่อ 2557 และสั่งปิดกั้นการแสดงออกทางกรเมือง ปราบปรามเสียงต่อต้าน ปิดกั้นสื่อและควบคุมตัวผู้เห็นต่าง จนมีการเลือกตั้งในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา หลังจากเลื่อนออกไปหลายครั้ง
ปัจจัยที่นำไปสู่ชัยชนะของพล.อ.ประยุทธ์นั้นคือ ส.ว.250 เสียงที่ยกมือโหวต และคณะกรรมการการเลือกตั้งที่ได้จัดสรรที่นั่งของส.ส.เพื่อเอื้อต่อพรรคการเมืองที่สนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ แต่ก็ส่งผลด้านกลับเกิดเสียงข้างมากของฝ่ายค้านที่กลายเป็น 7 พรรคแนวร่วมฝ่ายต่อต้าน คสช.จำนวน 244 เสียง (เดิมมี 245 แต่ตัดนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ซึ่งได้ส.ส.บัญชีรายชื่อ แต่ถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้ยุติทำหน้าที่ชั่วคราว)
นายฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์ นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ระบุว่า เนื้อหากฎเกณฑ์ใหม่นี้เป็นไปตามความต้องการของฝ่ายเผด็จการทหารและกรรมการตัดสินเองก็อยู่ข้างพวกเขาเพื่อรักษาอำนาจไว้
แต่กระนั้น ก็ยังคงมีข้อได้เปรียบภายใต้กฎเกณฑ์ดังกล่าวเกิดขึ้นนั้นคือ พรรคเพื่อไทยชนะที่นั่งในสภา ส.ส.มากเป็นอันดับหนึ่ง ส่วนพรรคพลังประชารัฐที่สนับสนุน คสช.มาเป็นที่สอง นั้นทำให้เสียงโหวตของส.ว.แต่งตั้งช่วยรักษาการอยู่ในอำนาจของพล.อ.ประยุทธ์ต่อไป แต่รัฐบาลใหม่ที่จะเกิดขึ้นกลับเป็นรัฐบาลผสมหลายพรรคที่ไม่มั่นคง และมีเสียงข้างมากเกินมาเพียง 4 ที่นั่ง แต่ 7 พรรคแนวร่วมประชาธิปไตยที่มีที่นั่งในสภา 244 เสียง มุ่งมั่นในการยุติการครอบงำของทหาร ซึ่งทำให้การผ่านกฎหมายเป็นเรื่องยากและทำให้รัฐบาลรอดยากจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจ
นายฐิตินันท์ มองสภาพดังกล่าวว่า ด้วยกฎเกณฑ์ที่กำหนดขึ้นแม้จะเป็นไปตามต้องการ ถึงกระนั้นพวกเขาไม่สามารถสิ่งนั้นได้ดีนัก
ด้านนายธนกร วังบุญคงชนะ รองโฆษกพรรคพลังประชารัฐกล่าวว่า เรามีการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยอยู่แล้ว ดังนั้นคุณไม่สามารถพูดได้ว่านี่เป็นการเพิ่มอำนาจให้พล.อ.ประยุทธ์จากแต่ก่อน และกล่าวว่า นี่คือส่วนขยายของเป้าหมายเพื่อปกป้องชาติ ศาสนาและพระมหากษัตริย์มากกว่าการขยายอำนาจเผด็จการ
ขณะที่ นายประจักษ์ ก้องกีรติ นักวิชาการรัฐศาสตร์กล่าวว่า หลังการรัฐประหารทั้ง 2 ครั้งในช่วงทศวรรษนี้ การเลือกตั้งครั้งนี้คือความพยายามของกองทัพที่จะกำจัดอิทธิพลทางการเมืองของพรรคฝ่ายทักษิณให้หมดสิ้น และการรัฐประหาร 2557 ต่างจากครั้งก่อนที่แต่เดิม ทหารแทรกแซงจากนั้นก็ถอยออกมา แต่ครั้งนี้พวกเขากลับมาออกแบบสิ่งต่างๆและอยู่ในอำนาจให้ยาวนาน ดังนั้น สิ่งที่พวกเขาจำเป็นต้องทำนั้นคือ การเลือกตั้งและควบคุมผลคะแนน
นอกจากนี้ นายฐิติพล ภักดีวานิช นักวิชาการรัฐศาสตร์อีกท่านกล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ไม่คาดหวังให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในช่วง 4-5 ปีนี้ เพราะกองทัพไม่ยอมปล่อยอำนาจไปง่ายๆ ด้วยเหตุนี้ การอนุญาตให้กองทัพแทรกซึมอยู่ทุกองคาพยพของกลไกทางการเมือง จึงเปิดทางให้พวกเขาอยู่ในอำนาจต่อในระยะยาวได้
