bg-single

ความหมายของ “หิมะ” “ความนัย” ที่ซ่อนไว้ในหนัง 100 ล้าน

21.09.2016

“ผมเป็นพนักงานไอที ชื่อ “เด่นชัย” คนที่ไม่มีใครสนใจ ไม่ได้ดูดี แต่แอบชอบผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งสวยมากในออฟฟิศ แต่ก็รู้ว่าเป็นไปไม่ได้ จนกระทั่งออฟฟิศไปเอ๊าติ้งที่ฮอกไกโด แล้วเกิดเหตุให้เขาความจำเสื่อมชั่วคราวหนึ่งวัน ผมเลยเห็นเป็นโอกาส ที่จะทำความเป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้ เลยตัดสินใจสวมรอยเป็นแฟนในวันนั้น”

เต๋อ-ฉันทวิชช์ ธนะเสวี เล่าถึงเนื้อหาหลักๆ อันเป็นที่มาแห่งชื่อ “แฟนเดย์ แฟนกันแค่วันเดียว” ภาพยนตร์ผลงานแรกของบริษัท GDH 559 จำกัด

และเพราะบทกำหนดให้เด่นชัยเป็นคนที่ไม่ค่อยดูแลตัวเอง ไม่มีความมั่นใจ เนิร์ดนิดๆ ใส่แว่น แล้วก็ขี้อายจนพูดอะไรผิดๆ ถูกๆ ซึ่งไม่เหมือนตัวเขาเลยสักนิด

ก่อนจะเล่น เขาจึงต้อง “หัด” ความรู้สึกภายใน ขณะเดียวกันก็ต้องปรับภาพลักษณ์ภายนอกให้เหมาะ ด้วยการเพิ่มน้ำหนักราว 10 กิโลกรัม ดัดผมให้หยิก แล้วหล่อฟันใหม่ ใส่แล้วดูไม่เป็นระเบียบ ไม่เรียบสวยอย่างที่เป็นอยู่

“จะได้เข้าคอนเซ็ปต์ของหนัง เหมือนหมามองเครื่องบิน” เขาว่า

ขณะเดียวกันก็ยังไปเข้าคลาสเรียนการแสดงเพิ่ม เพราะบทเดิมที่คุ้นชินคือโรแมนติกคอเมดี้ แต่เรื่องนี้มีพาร์ตดราม่าเสริม

แล้วโชคดีที่นอกจากได้วิชาจากครู ตอนแสดงนางเอก มิว-นิษฐา จิรยั่งยืน ยังช่วยส่งอารมณ์มาให้แบบเต็มๆ

“มิวเป็นนักแสดงที่เก่ง แล้วทุ่มเทให้บทนี้เต็มที่” เต๋อชมแบบเสียงดังฟังชัด

ก่อนจะเม้าธ์ในระดับเสียงเดียวกันว่า “ตอนแรกผมคิดว่าเขาเป็นคนเงียบๆ แนวเรียบร้อย สาวหวาน แต่จริงๆ ไม่นะครับ ฮาๆ ปล่อยมุข โก๊ะๆ”

แถมยังไม่กลัวอะไรสักอย่าง

“อันนี้เป็นสิ่งที่ผมประหลาดใจมาก ยังงงกับเขาเลย” เต๋อบอก

ก่อนยกตัวอย่างเพื่อความเข้าใจว่า โดยปกติพื่อให้นักแสดงเกิดความสนิทสนมกันอันจะเอื้อในการทำงาน ก็จะมีการเล่นเกมเป่ายิ้งฉุบ โดยแต่ละครั้งจะกำหนดไว้ก่อนว่าคนแพ้จะต้องทำอะไร

“ตอนนั้นอยู่ในออฟฟิศทำงานของคนญี่ปุ่น เราไปใช้สถานที่เขา ก็ตั้งว่าถ้าใครแพ้ต้องไปปิดไฟในออฟฟิศที่เขาทำงานอยู่ ซึ่งเราไม่รู้จักใครสักคน ซึ่งถ้าผมแพ้ ผมก็ไม่ทำอยู่แล้ว ก็จะชิ่ง ปรากฏว่ามิวแพ้ แล้วเขาเดินไปปิดไฟเฉย เฮ้ย! มิวกล้าเลยเหรอ”

“หรืออย่างเล่นสกี ไปเรียนมาวันเดียว เขาก็ขึ้นเนินยากๆ เหมือนอันที่โปรเขาเล่นกันแล้ว โดยที่ไม่มีความกลัว”

ซึ่งขัดกับภาพลักษณ์ยิ่ง

เล่าด้วยว่าการถ่ายทำเรื่องนี้ พวกเขาต้องบินไปที่ฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่นถึง 2 ครั้ง ในช่วงเดือนภุมภาพันธ์และเมษายน ซึ่งต้องผจญหิมะและอุณหภูมิซึ่งบางวันติดลบถึง 20 องศา ถ่ายได้แป๊บๆ ก็หน้าชา ปากชา จนเล่นต่อไม่ไหว ต้องเข้าไปพักในที่อุ่น แล้วออกมาถ่ายใหม่

โดยเหตุที่ต้องทนหนาวขนาดนั้น “คือมันมากับพล็อตเรื่องครับ” เต๋อเฉลย

“พล็อตเรื่องมันเป็นประสบการณ์ความรักที่เกิดขึ้นระยะเวลาวันเดียว เป็นความสวยงามที่มีระยะเวลาจำกัด ทีมเขียนบทก็คุยกันว่า เวลาก็เปรียบเหมือนหิมะ หิมะคือความสวยงามที่เกิดขึ้นในฤดูกาลเดียว สุดท้ายสักวันหนึ่งหิมะก็ต้องละลายไป ก็เหมือนความรัก ความทรงจำที่จะหายไป”

ส่วนสาเหตุที่ต้องเป็นฮอกไกโดนั้น เขาก็ว่าในหนังซึ่ง โต้ง-บรรจง ปิสัญธนะกูล กำกับฯ มีคำตอบอยู่

ถึงวันนี้เต๋อบอกว่าเขาอยู่ในวงการมาได้ 8 ปี โดยชีวิตที่เป็นทั้งเบื้องหน้าคือเป็นนักแสดง กับเบื้องหลังคือร่วมเขียนบทภาพยนตร์-ซึ่งรวมถึงเรื่องนี้ด้วย เป็นชีวิตที่เหนื่อย แต่สนุก

“คือผมชอบอะไรก็ได้ที่เกี่ยวกับภาพยนตร์ ดังนั้น เมื่อมีโอกาสเป็นนักแสดง ก็ดีมากๆ แต่ผมก็รู้ว่าเราไม่สามารถจะเป็นนักแสดงไปได้ตลอดชีวิต ต้องมีจุดหนึ่งที่เราค้นพบอะไรใหม่ๆ หรืออยากมาทำงานเบื้องหลังอย่างเต็มตัว แต่ตอนนี้ผมยังสนุกกับทั้ง 2 อย่างอยู่”

“สนุก” หลังผ่านความท้อจนเกือบจะบอกลาอาชีพนักแสดงไปเสียแล้ว

โดยเจ้าตัวย้อนอดีตเล่าถึงเหตุครั้งนั้นว่า

“ตอนนั้นเรายังไม่เก่งด้วยแหละ แล้วก็ไปเล่นในที่ไม่ถนัด เรื่อง “โปรแกรมหน้าวิญญาณอาฆาต” แล้วก็ไม่ได้เตรียมตัวทำการบ้านมากมาย แต่เรารู้สึกว่าเราทำเต็มที่มากเวลาถ่าย เขาให้ทำอะไร ผมก็ทำอย่างเต็มที่ สุดมาก เหนื่อยมาก แล้วพอหนังฉาย ผมก็ได้รางวัลยอดแย่อ่ะ ก็ท้อมากเลยครับ รู้สึกอยากจะเลิกเล่น มาทำเบื้องหลังอย่างเดียวดีกว่า เบื้องหน้ามันมาพร้อมความกดดันที่ใหญ่มาก มันพร้อมจะโดนด่าได้ เพราะคนเห็นหน้าเรา แต่ได้พี่โต้ง (บรรจง) นี่แหละที่ขุดเรามาจากโคลนตม เหมือนช่วงที่เราแย่ที่สุด เขาจะพูดจิกกัด เพราะเขาแนวด่าๆ แต่สิ่งที่เขาพูดมันเข้าไปถึงใจเรา แล้วมันก็จริงมากๆ เขาบอกว่าถ้าเราเลิกเล่นไปตอนนี้ อีก 5 ปี 10 ปี อยู่ๆ มีชื่อผมขึ้นมาในอะไรสักอย่าง แล้วคนเข้าไปเสิร์ชดู เครดิตของผมคือคนที่ได้รางวัลยอดแย่แล้วเลิกเล่น แล้วมันก็จะติดตัวผมไปตลอด อยากให้โปรไฟล์เราเป็นแบบนั้นเหรอ มันก็จริงของเขาเนอะ แล้วเราก็มีโอกาสแก้ตัวใหม่เรื่อง “กวนมึนโฮ” เลยทำการบ้านมากขึ้น จากเดิมที่รู้สึกอยากยอมแพ้ ก็รู้สึกอยากจะดีขึ้น อย่างจะเก่งขึ้น”

ส่วนงานเบื้องหลังนอกเหนือจากเขียนบทที่เจ้าตัวมองๆ ไว้คือการกำกับการแสดง ซึ่ง “อยากมากเลยครับ” เขาว่า

“มันเป็นสิ่งที่ผมใฝ่ฝันตั้งแต่สมัยเรียน แต่ว่ายังไม่มีโอกาส”

“คิดว่าในอนาคตอยากจะทำมากๆ และหวังว่าจะเป็นอนาคตที่ไม่ไกลมากด้วย”



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

เหรียญรุ่นพิเศษ 82 ปี หลวงพ่อจ้อย วัดวังเดื่อ อีกพระเกจิดังปากน้ำโพ
แผนรับมือน้ำ ‘ไทย-เทศ’ (1)
Mazda CX-6e เอสยูวีไฟฟ้า สวยสะกดกับราคาสุดเร้าใจ
‘เมสซี่-โรนัลโด้’ และบทอำลาทีมชาติ (?) แบบต่างขั้ว
‘ยาม่วง’ หรือ ‘ยาเจนเชียน’ และดอกหลงต่าน
เต้าหู้ยัดไส้หมูสับผัดหน่อไม้
ยุคบ้านมือสองครองตลาด
ชัยชนะของคนธรรมดา : เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม 2569
เมื่อ 67 มาถึงสยาม
เดินตามดาว | ศรินทิรา : ประจำวันที่ 16-22 ตุลาคม 2569
มนุษย์ ไม่ใช่แค่ ‘ทุนมนุษย์’
ไม่ได้เป็นของนายทุน : เอฟซี ซังต์เพาลี สโมสรฟุตบอลของแฟนบอล ผู้ท้าโต้คลื่นทุนนิยม (1)