bg-single

‘30 บาทรักษาทุกที่’ ความท้าทายในการสื่อสารกับประชาชน เมื่อนโยบายหวังเปลี่ยนเกม ยัง ‘ไม่นิ่ง’

07.06.2024

แต่เดิมนั้น พรรคเพื่อไทย ตั้งมั่นว่าหนึ่งในนโยบายเรือธงหลังเป็นรัฐบาลรอบนี้ คือการพลิกโฉมนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค โดยเปลี่ยนโจทย์ให้เป็น “30 บาทรักษาทุกที่” หมายความว่า มีบัตรประชาชนใบเดียวก็เข้ารับการรักษาได้ทุกหน่วยบริการ ทุกโรงพยาบาล เพราะฐานข้อมูลทั้งหมดเชื่อมโยงกันทุกจุด ทุกหน่วยบริการ ขณะเดียวกัน ยังมี “ร้านยา” มี “คลินิกเอกชน” เป็นตัวสนับสนุน

นโยบายนี้เกิดจากความเชื่อมั่นอย่างมากของ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี มันสมองคนสำคัญของพรรคเพื่อไทย และที่ปรึกษาข้างกาย แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรค ถึงขนาดที่ นพ.สุรพงษ์ ดึงเอาแพทองธารมานั่งเป็นรองประธานคณะกรรมการพัฒนาระบบสุขภาพแห่งชาติ เพราะเชื่อว่านโยบายนี้จะเกิดขึ้นได้จริง เกิดขึ้นได้เร็ว และเปลี่ยนระบบสาธารณสุขไทยไปตลอดกาล

แต่ผลก็คือ 5 เดือนผ่านไปหลังจากคิกออฟเมื่อ 7 มกราคม 2567 แม้นโยบายนี้จะเข้าสู่เฟสที่ 3 ครอบคลุม 45 จังหวัด เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา นโยบายนี้ โครงการนี้ ก็ยังอยู่ในความเงียบ

คำถามคือแล้วทำไมนโยบายนี้ถึงไม่ได้เปรี้ยงอย่างที่คิด ปัญหาอยู่ที่ความไม่ชัดเจนในการสื่อสารกับประชาชน หรือปัญหาอยู่ที่ขั้นตอนการปฏิบัติงานที่ทำไม่ได้ หรือแท้จริงแล้วคือการขาดการกำกับในภาพรวม ทำให้เนื้องานยังไม่ออกมา แล้วรัฐบาลพรรคเพื่อไทย แล้วรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขหน้าใหม่อย่าง สมศักดิ์ เทพสุทิน จะแก้เกมนี้อย่างไร

อันดับแรก ปฏิเสธไม่ได้ว่า คำว่า 30 บาทรักษาทุกที่ สร้างความสับสนและเข้าใจผิดพอสมควร คำว่าทุกที่ของประชาชนกับรัฐบาล กระทรวงสาธารณสุข และ สปสช.ไม่เหมือนกัน

จนถึงทุกวันนี้คำว่าทุกที่ ยังเป็นเพียงทุกที่ของโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุขเท่านั้น โรงพยาบาลรัฐสังกัดอื่นยังเป็นทุกที่ที่ไม่จริง และจนถึงขณะนี้ยังไม่เห็นความพร้อมของโรงพยาบาลรัฐสังกัดอื่นประกาศความร่วมมือว่าจะเป็นทุกที่อย่างจริงจัง ยังไม่ต้องกล่าวถึงโรงพยาบาลโรงเรียนแพทย์ที่ยืนยันไม่เข้าร่วมโครงการ 30 บาทรักษาทุกที่

หรือแท้จริงแล้ว คำว่า ‘ทุกที่’ อาจจะหมายถึงทุกที่ที่ร้านยาและคลินิกเอกชนที่เข้าร่วมเท่านั้น

หนักกว่านั้นคือ แบรนด์ของ 30 บาทรักษาทุกที่ที่สร้างความมึนงงและสับสนไม่น้อยว่ามันคืออะไรกันแน่ เริ่มตั้งแต่ชื่อเรียกที่เดิมใช้คำว่า 30 บาทพลัส ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็น 30 บาทอัปเกรดในระยะเวลาต่อมา และมี 30 บาทโปรโผล่ขึ้นมาในช่วงคิกออฟเปิดตัวที่จังหวัดร้อยเอ็ดเมื่อเดือนมกราคม 2567 ก่อนจะจางหายไปอย่างรวดเร็ว

สื่อมวลชนถามความชัดเจนในเรื่องนี้กับ นพ.ชลน่าน รมว.สาธารณสุขในขณะนั้น ได้คำตอบว่าใช้ชื่อที่นายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน แถลงต่อสภาคือ 30 บาทรักษาทุกที่ด้วยบัตรประชาชนใบเดียว

แต่ปัญหาคือคำว่ารักษาทุกที่สร้างความเข้าใจผิดให้ประชาชนอย่างที่กล่าวไป

เรื่องต่อมา 5 เดือนที่ผ่านมาของการขับเคลื่อนนโยบาย พบว่าไม่ได้เดินสู่แนวทาง 30 บาททุกที่อย่างที่ประชาชนเข้าใจ สิ่งที่ขับเคลื่อน เป็น 30 บาทพลัส/อัปเกรด/โปร เสียมากกว่า

เนื่องจากการผลักดันของกระทรวงสาธารณสุขที่ตอนแรกเหมือนจะเป็นเจ้าภาพหลักของการขับเคลื่อนนั้น ออกไปในแนวทาง Digital Transformation ในฝั่งโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุขเท่านั้น โดยเน้นเรื่องระบบดิจิทัลการเชื่อมข้อมูลโดยใช้ระบบหมอพร้อม

ขณะที่ สปสช. เน้นเรื่องการขับเคลื่อนหน่วยบริการสาธารณสุขวิถีใหม่หรือที่เรียกกันว่า “หน่วยบริการนวัตกรรม” อันประกอบไปด้วยร้านยา และคลินิกเอกชน 6 ประเภท ได้แก่ คลินิกทันตกรรม คลินิกเวชกรรม คลินิกแพทย์แผนไทย คลินิกเทคนิคการแพทย์ คลินิกกายภาพบำบัด และคลินิกการพยาบาล เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของหน่วยบริการในระบบเพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชน

ปัญหาคือ การหาคลินิกเอกชนมาเป็นหน่วยบริการนวัตกรรมยังมีไม่มากพอที่จะทำให้เกิดคำว่าทุกที่และอำนวยความสะดวกประชาชนได้ ขณะเดียวกันก็มีความกังวลห่วงใยเรื่องงบประมาณที่เกินกรอบวงเงินที่ตั้งไว้

เมื่อดูองคาพยพของการขับเคลื่อน 30 บาทรักษาทุกที่ จะเห็นว่า สธ. ขับเคลื่อนไอทีของโรงพยาบาลในสังกัดและใช้ดิจิทัลอำนวยความสะดวกประชาชน เน้นการเชื่อมต่อข้อมูลสุขภาพ คำถามคือ แล้วโรงพยาบาลนอก สธ. ที่กำลง Digital Transformation เช่นกันนั้น ใครจะเป็นเจ้าภาพกำกับในภาพรวม

ขณะที่ สปสช. เน้นไปที่หน่วยบริการนวัตกรรมที่มีเป้าหมายอำนวยความสะดวกประชาชน และลดความแออัดในโรงพยาบาลด้วยการกระจายอาการเจ็บป่วยเล็กน้อย และบริการบางอย่าง เช่น การเจาะเลือด กายภาพบำบัด ทำฟัน ออกมานอกโรงพยาบาลแทน

ความสับสนเหล่านี้ ชัดเจนว่ารัฐบาลต้องเร่งจัดการ อาจจะเริ่มต้นจากชื่อเรียกให้ตรงกันก่อน

ความสับสนอันดับสาม คือ ระบบไอทีในการบริหารจัดการข้อมูลสุขภาพ เสียงที่วิพากษ์วิจารณ์กันก่อนหน้านี้ก็คือ โรงพยาบาลรัฐสังกัดกระทรวงสาธารณสุข และโรงพยาบาลรัฐสังกัดอื่นนั้นมีความแตกต่างกันในเรื่องระบบดิจิทัลที่ใช้ในการบริหารจัดการข้อมูล

เช่น กระทรวงสาธารณสุขใช้ “หมอพร้อม” ในการจัดเก็บและเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพ

ในขณะสังกัดอื่นเช่น โรงเรียนแพทย์ กรุงเทพมหานครใช้ Health Link ของกระทรวงดิจิทัลฯ

นอกจากนั้นยังมีระบบเสริม เช่น กระเป๋าสุขภาพในแอปพลิเคชันเป๋าตัง หรือระบบ AMED ของ สวทช. ที่ใช้ในร้านยาและคลินิกเอกชนที่เป็นหน่วยบริการนวัตกรรม

และสุดท้าย พื้นที่ที่มีประชากรมากที่สุด คน ‘เสียงดัง’ ที่สุด อย่างพื้นที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) นั้น ยังเป็นพื้นที่ที่ไม่ได้อยู่ใน 3 เฟสแรก และยังคงเป็นพื้นที่ที่มีความสลับซับซ้อนอย่างรุนแรง

ประการสำคัญคือ เป็นพื้นที่ที่ยังหาเจ้าภาพในการขับเคลื่อนนโยบายนี้ไม่ได้ ซึ่งแนวทางรักษาทุกที่นั้น ต้องไม่ลืมว่า ก่อนจะมาเป็น 30 บาทรักษาทุกที่นั้น เรามี “ปฐมภูมิทุกที่” มาก่อน หรือที่ สปสช.ใช้คำว่า OP anywhere แปลว่า เมื่อเจ็บป่วย สามารถไปเข้าการรักษาที่หน่วยบริการปฐมภูมิที่ไหนก็ได้ สปสช. มีระบบจ่ายเงินให้จากเงินที่เรียกว่า OP anywhere แต่จะต้องเป็นหน่วยบริการที่เป็นในระดับปฐมภูมิเท่านั้น นั่นคือ รพ.สต. โรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุขทุกแห่ง รวมไปจนถึงหน่วยบริการระดับปฐมภูมิในของโรงพยาบาลรัฐสังกัดอื่นด้วย

ขณะที่ในกรุงเทพมหานคร มีคลินิกชุมชนอบอุ่น และศูนย์บริการสาธารณสุข ที่เป็นระดับปฐมภูมิ แต่ก็เป็น OP anywhere ที่ยังไม่เป็นจริงในทางปฏิบัติ ประชาชนไปได้แค่ครั้งแรกเท่านั้น ครั้งต่อไปศูนย์บริการสาธารณสุขจะแนะนำให้ไปที่หน่วยบริการประจำตามสิทธิ

ขณะที่โรงพยาบาลที่เป็นโรงเรียนแพทย์นั้น แม้จะมีหน่วยบริการปฐมภูมิในสังกัดของตนอยู่ แต่ก็ไม่พร้อมรับกับ OP anywhere ในยุคหน่วยบริการปฐมภูมิทุกที่ เพราะกลัวว่าผู้ป่วยจะแห่กันไปรักษาจนไม่สามารถรับมือได้

ดังนั้น สิ่งที่เป็นไปได้ในกรุงเทพฯ คือการบุกของหน่วยบริการนวัตกรรมที่ต้องมีให้มากเพื่ออำนวยความสะดวกประชาชน ลดความแออัดในโรงพยาบาล และเชื่อมข้อมูลสุขภาพของประชาชน แต่นี่ก็เป็นโจทย์ยากของเมืองใหญ่ และเป็นงานหินของ สปสช. ที่จะต้องหาคลินิกเอกชนมาเติมเต็มให้พอ

นั่นจึงทำให้ 30 บาทรักษาทุกที่ในกรุงเทพฯ ตกไปอยู่ในเฟสสุดท้าย เฟสที่ยังไม่มีความชัดเจน และเฟสที่จนถึงวันนี้ก็ยังไม่อาจระบุเวลาให้บริการครบวงจร เพราะย่อมมีปัญหาตามมา หากรัฐบาล รวมถึง สปสช. ยังไม่สามารถจัดการเรื่องใหญ่เหล่านี้ได้

ทั้งหมดนี้ ยังไม่นับรวมความท้าทายเรื่องงบประมาณ ที่ นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการ สปสช. ให้สัมภาษณ์ว่า จนถึงวันนี้พบว่าเพียงเฟส 1 ของโครงการซึ่งมีจังหวัดเข้าร่วมทั้งสิ้น 4 จังหวัด งบประมาณในการเบิกจ่ายชดเชยค่าบริการในโครงการให้กับหน่วยบริการสาธารณสุขวิถีใหม่เพียงไม่กี่เดือน ก็ใช้ไปแล้ว 143 ล้านบาท จากงบประมาณที่ตั้งไว้ 315 ล้านบาท หรือคิดเป็นกว่า 50% และหากครบปี แน่นอนว่างบประมาณอาจเกินกรอบวงเงินไปถึง 407 ล้านบาท

ทั้งหมดเป็นตัวเลขเพียงในเฟสแรกเท่านั้น และนับจากนี้ ยังมีอุปสรรครออยู่อีกมาก โดยเฉพาะการทำงานกับ “คลินิกนวัตกรรม” ซึ่งเป็นคลินิกเอกชน ในการทำหน้าที่ให้บริการ เสมือนด่านหน้าของระบบบัตรทอง และต้องไม่ลืมว่างบประมาณที่ใช้ไปทั้งหมด ก็ยังไม่นับรวมพื้นที่กรุงเทพฯ

อนาคตของโครงการ 30 บาทรักษาทุกที่นับจากนี้จึงยังมองเห็นได้ไม่ชัดเจนนักและอาจต้องใช้เวลาอีกสักระยะหนึ่งในการประเมินโครงการอีกครั้ง รวมถึงต้องออกแรงอีกมาก หากต้องการให้โครงการนี้เป็นเรือธงจริงๆ



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

“ลิณธิภรณ์” ดันท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ สู่ศูนย์การเรียนรู้ตลอดชีวิตต้นแบบ ชูอัตลักษณ์ดาราศาสตร์ เชื่อมคนทุกวัย
มือที่สามที่ไม่มีมือ
วิชาชีพสถาปนิก ในวิกฤตความชอบธรรม (1)
เชลยศึกสงครามลาว (53)
พระเครื่อง ของขลัง ผ้ายันต์ กับสงครามมหาเอเชียบูรพา (1)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (198)
E-DUANG | เส้นทาง ของ แถลงการณ์ คำพูด เส้นทาง ความจริง และ การไล่ล่า
“อนุทิน” โต้กระแสน้ำท่วมงบหมด ยันใช้งบกลางเยียวยา เผยอัดฉีดเพิ่มอีก 1 หมื่นล้าน จ่ายไวแบบ First Come First Serve
สส.ปารเมศ ชี้“ข้าวสารแซนด์บ็อกซ์” ต้องรื้อที่ต้นตอ! ขอชวนภูมิใจไทย ร่วมแก้ พ.ร.บ. สถานบริการ 2509
สุดารัตน์ จี้ต้องเข็นเศรษฐกิจไทยออกจาก “หล่ม” ที่ติดมายาวนานให้ได้ หลังไทยเจ้าภาพจัดประชุม IMF และ World Bank
ปฎิมา นักเขียน ชีวิต กับ ความใฝ่ฝัน นักเขียน ‘อาชีพ’
ดินแดง ราชปรารภ อารมณ์ ‘ร่วม’ ของ ‘มวลชน’ เบื้องหน้า การตาย ของเพื่อน