บทความพิเศษ
สุภา ปัทมานันท์
สมัยรัฐบาลนายฟุมิโอะ คิชิดะ อดีตนายกรัฐมนตรี เกิดเหตุการณ์สะเทือนขวัญ ช็อกคนญี่ปุ่นและคนทั้งโลก วันที่ 8 กรกฎาคม 2022 เวลา 11.30 น. เมื่อนายชินโซ อาเบะอดีตนายกรัฐมนตรีที่ดำรงตำแหน่งยาวนานที่สุดของญี่ปุ่น ถูกคนร้ายลอบยิงจากด้านหลังในระยะประชิดด้วยอาวุธปืนทำเอง ขณะกำลังปราศรัยช่วยผู้สมัครวุฒิสมาชิกของพรรคแอลดีพีหาเสียงที่หน้าสถานีรถไฟเมืองนาระ เสียชีวิตที่โรงพยาบาลในเย็นวันเดียวกันนั้น
มือปืนถูกรวบตัวทันทีในที่เกิดเหตุ คือ นายเท็ตสึยะ ยามากามิ วัย 42 ปี เปิดเผยว่าไม่ได้มีสาเหตุจากความคิดเห็นต่างทางการเมือง แต่เขาโกรธแค้นนาย อาเบะ ที่เขาคิดว่ามีความเกี่ยวข้องกับ “โบสถ์แห่งความเป็นเอกภาพ” ซึ่งเปลี่ยนชื่อเป็น “สมาพันธ์ครอบครัวเพื่อสันติภาพโลกและความเป็นเอกภาพ” มีสำนักงานใหญ่ที่เกาหลีใต้ แม่ของเขาเป็นสมาชิกและหลงเชื่ออย่างงมงาย บริจาคเงินก้อนใหญ่เกือบทั้งหมดที่มีทำให้มีปัญหาทางการเงิน ล้มละลาย พ่อฆ่าตัวตาย ครอบครัวล่มสลาย พี่ชาย ตัวเขา และน้องสาวต้องดิ้นรนช่วยตัวเองมาตั้งแต่เป็นนักเรียนมัธยมต้น
ความจริงนี้ทำให้ทุกคนตกใจมากและเป็นแรงกระเพื่อมไปทั่วประเทศ
ศาลจังหวัดนาระเริ่มกระบวนการพิจารณาคดีเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2025 มีการนัดสืบพยาน และคนในครอบครัว คือ แม่และน้องสาวของจำเลย
แม่ของเขากล่าวว่าอยากขอโทษนายอาเบะ และภรรยา รวมถึงชาวญี่ปุ่นทุกคนต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ยอมรับว่าได้บริจาคเงินให้องค์กรดังกล่าวหลายครั้ง ได้ขายบ้านเพื่อนำเงินทั้งหมดไปบริจาคโดยบอกลูกๆ ว่านำเงินไปใช้หนี้เงินกู้ รู้สึกตกใจมากที่รู้ข่าวลูกชายก่อเหตุสะเทือนขวัญคนทั้งประเทศ
อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดเหตุการณ์นี้?
เธอตอบว่าตัวเองเป็นต้นเหตุทั้งหมด สามีมีปัญหาเรื่องงาน ติดสุราและเป็นโรคซึมเศร้าจนฆ่าตัวตาย ลูกชายคนโตป่วยหนักต้องเข้ารับการผ่าตัด รู้สึกทุกข์ใจมาก ต้องการหาที่พึ่งที่ปรึกษา จนได้ฟังคำสอนและเข้าเป็นสมาชิกโบสถ์แห่งความเป็นเอกภาพเมื่อปี 1991 นำเงินประกันชีวิตของสามีที่ได้รับทั้งหมดไปบริจาค ไม่ดูแลลูกทั้งๆ ที่อยู่ในวัยเด็ก ด้วยความหลงผิดว่าหากมีใจศรัทธา ยิ่งบริจาคเงินจะยิ่งทำให้ครอบครัวคลายทุกข์ลงได้ รวมเงินที่บริจาคไปกว่าหนึ่งร้อยล้านเยน ทั้งที่เงินจำนวนนี้ควรเป็นค่าการศึกษาสำหรับลูกทั้ง 3 คน เธอเป็นเหยื่อของคำสอนที่ล้างสมอง
ลูกชายไม่ใช่คนเลวเลย รู้สึกเสียใจและอยากขอโทษลูก
น้องสาวให้การด้วยน้ำตานองหน้าว่า ไม่อยากนึกถึงความขมขื่น ความโกรธแค้นและทุกข์อย่างแสนสาหัสในอดีตของครอบครัว
แม่สวดมนต์ อ่านคัมภีร์ศาสนาอย่างคร่ำเคร่งทั้งเช้าและค่ำ ไม่สนใจครอบครัวเลยแม้แต่ตอนที่เธอป่วยไข้ขึ้นสูงอยู่คนเดียว
ตอนเด็กมีแต่คุณปู่ที่ช่วยดูแล เคยได้ยินว่าท่านเหลือเงินไว้ให้หลานๆ แต่แม่ก็เอาไปบริจาคอีก
เธอไม่รู้ว่าควรนำเรื่องนี้ไปปรึกษาหน่วยงานใดเพื่อขอความช่วยเหลือหรือมีข้อกฎหมายใดมาบังคับใช้เพื่อหยุดการกระทำของแม่ได้
พี่ชายสิ้นหวังและเจ็บช้ำน้ำใจมากจึงก่อเหตุขึ้น
วันที่ 20 พฤศจิกายน นายยามากามิ จำเลยขึ้นให้การกับศาลว่า ไม่คิดว่าควรมีชีวิตอยู่มาจนถึงบัดนี้อายุ 45 ปี รู้สึกสำนึกผิดในสิ่งที่ทำลงไป ยังจำภาพติดตาในวัยเด็ก คุณปู่มีปากเสียงกับแม่ เงื้อมีดในมือจะฆ่าแม่ บังคับให้แม่เลิกเป็นสมาชิกโบสถ์เมื่อรู้ว่าได้นำเงินจำนวนมากไปบริจาค ตัวเองตกใจตัวสั่นงันงก
เมื่อรู้ว่าแม่ต้องมาให้การในชั้นศาลด้วย เขาบอกว่าเสียใจที่ทำให้แม่ต้องมาอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ แต่ความเชื่อแบบงมงายของแม่ก็เป็นสาเหตุของเรื่องทั้งหมด แม่ควรรู้สึกผิดด้วย แม่ไม่ใช่คนไม่ดี ถ้าไม่บริจาคเงินจำนวนมากขนาดนั้น พวกเราคงอยู่มาได้อย่างมีความสุข แม่ไม่กล้าปฏิเสธคำเชิญชวนบริจาค บางทีคนที่อยู่รอบตัวแม่คงไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเงินอย่างครอบครัวเรา แม่จึงหลงลมปาก และต้องช็อกเมื่อรู้ว่าตัวเองล้มละลาย แต่กระนั้นก็ยังหลงเชื่อว่าได้บริจาคเงินจำนวนมากให้พระเจ้า พระเจ้าต้องช่วยเหลือแน่นอน
แต่…ไม่มีใครช่วยเลย!
ในปี 2005 เขาพยายามฆ่าตัวตาย โรงพยาบาลได้ติดต่อแม่ของเขาขณะที่ไปร่วมพิธีของโบสถ์ที่เกาหลีใต้ 2 สัปดาห์ แต่แม่ก็ไม่ได้เดินทางกลับในทันที รอจนเสร็จพิธีจึงกลับญี่ปุ่น เขาเสียใจมาก ชีวิตของเขาไม่มีความหมายและไม่สำคัญเท่าความเชื่อของแม่!
เมื่อพี่ชายซึ่งป่วย ได้ฆ่าตัวตาย เขายิ่งรู้สึกหมดอาลัยตายอยากกับสภาพในครอบครัว เขาแตกต่างกับคนอื่นๆ อย่างไรหรือ? จึงมีชีวิตอยู่อย่างมนุษย์ธรรมดาทั่วไปไม่ได้ มีผลการทดสอบทางจิตวิทยาพบว่าเขารู้สึกถูกผู้อื่นทรยศหักหลัง อยากหลีกหนีสังคม ไม่คลุกคลีกับผู้คน
นายฮิโรชิ ยามากุชิ ทนายผู้ให้ความช่วยเหลือแก่ครอบครัวที่พ่อแม่เคยเป็นสาวกขององค์กรแห่งนี้ให้การกับศาลว่า คนรุ่นลูกต่างก็ได้รับผลกระทบอย่างมากจากการดำเนินชีวิต การทะเลาะกัน การทำร้ายร่างกายและสภาพจิตใจที่ย่ำแย่จนสุดจะทน มีหลายรายเลือกที่จะลาโลกนี้ไปก่อนพ่อแม่เสียด้วยซ้ำ
ทนายจำเลย ชินอิชิ คามิยา กล่าวว่า จำเลยรู้สึกสิ้นหวัง ไม่มีทางออก ไม่รู้ว่าจะดิ้นรนให้พ้นสภาพเลวร้ายไปได้อย่างไร
ยิ่งเมื่อรู้ว่าโบสถ์ที่เป็นต้นเหตุทำลายครอบครัวและอนาคตของเขา มีนักการเมืองหนุนหลังอยู่!
ทนายคาดหวังว่าจุดนี้เองที่อาจทำให้ผู้พิพากษาเข้าใจจำเลยมากขึ้น
ย้อนกลับไป หลังเกิดเหตุในวันนั้น สื่อทุกสำนักขุดคุ้ยหาความจริง พบว่าองค์กรดังกล่าวมีส่วนช่วยในการหาเสียงและเป็นหัวคะแนนให้ผู้สมัครในการเลือกตั้งทุกระดับของประเทศ
ที่น่าตกใจคือ นักการเมืองในพรรคแอลดีพีหลายคนเคยร่วมกิจกรรมขององค์กร เคยได้รับการสนับสนุนด้านการเงิน นักการเมืองของพรรคฝ่ายค้านก็ไม่ต่างกัน
ความจริงเริ่มเผยออกมาว่า ไม่ใช่มีแต่ครอบครัวของนายยามากามิเท่านั้น มีคนจำนวนมากแสดงตนว่าต้องทนทุกข์จากการที่คนในครอบครัวตกเป็นเหยื่อความเชื่องมงายและบริจาคเงินจนเกินกำลัง หมดเนื้อหมดตัว ทำให้เกิดปัญหาภายในครอบครัวเช่นกัน
ความจริงอันน่าตกใจนี้ ทำให้ประชาชนคลางแคลงใจ ไม่เชื่อมั่นในรัฐบาลและพรรคแอลดีพี คะแนนความนิยมของรัฐบาลลดฮวบลงปลายเดือนกรกฎาคมปีนั้น ทั้งที่เพิ่งคว้าชัยชนะในการเลือกวุฒิสมาชิก นายคิชิดะเร่งฟื้นความเชื่อมั่นกลับคืนมาโดยการปรับคณะรัฐมนตรีที่มีส่วนเกี่ยวข้องออก
แต่นักการเมืองไม่ได้รับโทษทัณฑ์ใด เทียบไม่ได้กับหายนะที่เกิดกับประชาชน!
ศาลนัดอ่านคำพิพากษาในวันที่ 21 มกราคม 2026
