ภาพ : AP
ต่างประเทศ
ละครการเมืองที่เมียนมา
การเลือกตั้งข้ามปีของ มิน อ่อง ลาย
ในท่ามกลางความตึงเครียดทางการเมืองจากการปะทะกันตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา รัฐบาลทหารของเมียนมา ที่ได้อำนาจมาจากการรัฐประหารเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปี 2021 ที่ผ่านมา ก็กำลังเดินหน้า “ละครการเมือง” ฉากใหญ่ ด้วยการจัดให้มีการเลือกตั้งขึ้นอย่างเงียบๆ
ประเดิมด้วยการเลือกตั้ง “ระยะที่หนึ่ง” ขึ้นในวันที่ 28 ธันวาคมนี้ ทั้งๆ ที่ทั้งประเทศกำลังตกอยู่ในสภาวะสงครามกลางเมือง และรัฐบาลทหารสามารถควบคุมพื้นที่อยู่ได้เพียงราวครึ่งหนึ่งของประเทศเท่านั้น
การเลือกตั้ง “ระยะที่สอง” ถูกกำหนดไว้ข้ามปี เป็นในวันที่ 10 มกราคม 2026
ตามด้วย “ระยะที่สาม” ซึ่งจะเกิดขึ้นตามมาภายในอีก 2 สัปดาห์ แต่ยังไม่กำหนดวันเวลาชัดเจน
โดยรวมแล้ว การออกไปหย่อนบัตรลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง จะเกิดขึ้นใน 274 หัวเมือง จากจำนวนทั้งสิ้น 330 หัวเมืองทั่วประเทศ
แน่นอน มิน อ่อง ลาย ผู้นำสูงสุดของรัฐบาลทหาร ย่อมออกมายืนยันถึงนัยสำคัญของการเลือกตั้งครั้งนี้
สื่อในมือของรัฐระบุว่า เขาย้ำความสำคัญของการเลือกตั้งเอาไว้ว่า
“ในการเลือกตั้ง สิ่งสำคัญก็คือต้องเลือกและสนับสนุนผู้สมัครที่ให้ความเคารพและยึดมั่นต่อภาระรับผิดชอบและมีเจตนารับใช้ผลประโยชน์ของภูมิภาคและของรัฐอย่างแท้จริง เข้าไปมีส่วนร่วมในงานนิติบัญญัติอย่างมีประสิทธิภาพ และ ร่วมทำงานกับกองทัพเพื่อสวัสดิการของทั้งประเทศ”
ผู้สมัครที่ว่าเหล่านั้นมาจากพรรคการเมือง 6 พรรคเท่านั้นที่ส่งผู้สมัครลงเลือกตั้งได้ทั่วประเทศ
โดยมีอีก 51 พรรคการเมืองและกลุ่มอิสระ ที่ส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้งเฉพาะในภูมิภาคใดภูมิภาคหนึ่งหรือรัฐใดรัฐหนึ่ง
ทางการเมียนมาเปิดให้มีการรณรงค์หาเสียงกันในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ชนิดที่ได้รับความสนใจจากสาธารณชนน้อยมาก
ต่างกันลิบลับกับการเลือกตั้งเมื่อปี 2020 ที่ได้ชื่อว่าเป็นการเลือกตั้งที่เสรีและเป็นธรรมครั้งหลังสุด
พรรคการเมืองในอดีต 4 พรรค รวมทั้งพรรคสันนิบาตชาติเพื่อประชาธิปไตย (เอ็นแอลดี) ถูกแบนจากการเลือกตั้งครั้งนี้ โดยอาศัยข้ออ้างว่าพรรคเหล่านี้ปฏิเสธที่จะจดทะเบียนพรรคใหม่ตามกฎหมายเลือกตั้งใหม่ที่ประกาศใช้เมื่อปี 2023 และมีข้อจำกัดมากมาย
สุดท้ายพรรคการเมืองเหล่านี้ก็ไม่มีสิทธิ์ลงเลือกตั้งครั้งนี้เพราะไม่ได้ขึ้นทะเบียนนั่นเอง
ความพยายามของมิน อ่อง ลาย ครั้งนี้ได้ชื่อว่าเป็นการจัดฉากละครการเมืองฉากใหญ่
เป้าหมายสำคัญก็เพื่อตอกย้ำและกระชับอำนาจสูงสุดที่อยู่ในกำมือของตนให้มั่นคงแนบแน่นต่อไป
ด้วยเหตุนี้ ครั้งนี้จึงใช้การเลือกตั้งแบบสัดส่วน แทนที่จะเป็นการใช้เสียงข้างมากชี้ขาดผู้ชนะ เพื่อป้องกันไม่ให้พรรคการเมืองพรรคหนึ่งพรรคใดครองเสียงข้างมากเด็ดขาด เหมือนอย่างที่เอ็นแอลดีเคยทำได้ในปี 2015 และอีกครั้งในปี 2020
ในขณะที่ยังคงมีสัดส่วนในสภา 25 เปอร์เซ็นต์กันไว้ให้กับบุคคลที่เป็นตัวแทนของกองทัพเอาไว้ เป็นการการันตีว่าสภาที่เป็นผลลัพธ์จากการเลือกตั้งจะยังคงอยู่ใต้เงื้อมมือของกองทัพต่อไป
บรรดานักวิเคราะห์ให้ความเห็นตรงกันว่า ละครเลือกตั้งครั้งนี้มีขึ้นเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับมิน อ่อง ลาย และคณะนายทหารที่ก่อการยึดอำนาจ
ฟิล โรเบิร์ตสัน ผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมสิทธิมนุษยชนและแรงงานเอเชีย (เอเอชอาร์แอลเอ) เชื่อว่าภายใต้การสนับสนุนของสภาจอมปลอม มิน อ่อง ลาย สามารถอยู่ในอำนาจสูงสุดต่อไปได้ ไม่แน่อาจในตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่แห่งเมียนมา
สิ่งนี้จึงมีนัยสำคัญต่อตัวนายพลเผด็จการผู้นี้ยิ่งกว่าความน่าเชื่อถือของกระบวนการเลือกตั้ง หรือสภาวะสงครามกลางเมืองใดๆ
ในเวทีระหว่างประเทศ มีประเทศเพื่อนบ้านของเมียนมาเพียงไม่กี่ประเทศเท่านั้นที่แสดงออกถึงการสนับสนุนการเลือกตั้งครั้งนี้
บรรดาชาติสมาชิกอาเซียนแสดงชัดเจนว่าการดำเนินความพยายามเพื่อยุติการสู้รบในสงครามกลางเมืองตามฉันทมติ 5 ข้อของอาเซียนสำคัญกว่า
มีเพียงจีนและอินเดียเท่านั้นที่หนุนให้มีการเลือกตั้ง ภายใต้ความคาดหวังลมๆ แล้งๆ ว่านี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นให้เกิดเสถียรภาพขึ้นได้ในประเทศ ลดผลกระทบในทางลบต่อประเทศตนและต่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของตนลง
ในขณะที่ชาติตะวันตกส่วนใหญ่ รวมทั้งสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป ล้วนปฏิเสธการเลือกตั้งครั้งนี้
ภายในเมียนมาเอง องค์กรเคลื่อนไหวต่างๆ พากันออกมาประณามการเลือกตั้งครั้งนี้ว่า รังแต่จะทำให้ประเทศไร้เสถียรภาพมากยิ่งขึ้น
เมื่อ 22 ธันวาคมที่ผ่านมา องค์กรสิทธิสตรีรวม 16 องค์กรในเมียนมา รวมตัวกันออกแถลงการณ์แสดงจุดยืนทางการเมืองต่อการเลือกตั้งครั้งนี้ ด้วยการระบุว่า เป็นกระบวนการที่ “หลอกลวงและน่าอาย” ซึ่งไม่มีวันที่จะแก้ไขอะไรได้ ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตการณ์ทางการเมือง หรือการสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นได้แน่นอน
ตามถ้อยแถลงของคณะกรรมการการเลือกตั้งแห่งสหภาพ (ยูอีซี) จะมีการประกาศผลการเลือกตั้งทันทีที่การเลือกตั้งในแต่ละระยะสิ้นสุดลง โดยที่ผลการเลือกตั้งรวมอันเป็นที่สุดน่าจะประกาศให้รับรู้กันได้ภายในสิ้นเดือนมกราคม 2026 นี้ และหลังจากมีการรับรองผลการเลือกตั้งทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว จะมีการจัดการประชุมสภาแห่งชาติ ขึ้นตามมาในทันที แม้ว่าจะยังไม่มีกำหนดวันเวลาที่ชัดเจนก็ตาม
ซอ มิน ตุน โฆษกรัฐบาลทหารเมียนมา ยืนยันว่า การเลือกตั้งครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อประชาชนชาวเมียนมา ไม่ได้จัดขึ้นมาอวดประชาคมระหว่างประเทศใดๆ เขาย้ำว่าเมียนมาจะก้าวต่อไปจนกว่าจะบรรลุวัตถุประสงค์ของเรา ซึ่งก็คือการกลับคืนสู่ระบอบประชาธิปไตยแบบหลายพรรคนั่นเอง
ในเมื่อลงทุนออกมาอวดอ้างเต็มปากเต็มคำขนาดนี้ได้ เท่าที่ประชาชนชาวเมียนมาทั้งหลายทำได้ ก็เพียงแค่ก้มหน้ายอมรับชะตากรรม เท่านั้นเองหรืออย่างไร?
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
