เครดิตภาพ รอยเตอร์
ต่างประเทศ
หลังจากการบุกโจมตีอิหร่าน ของสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล ที่เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ จนนำไปสู่การที่อิหร่านตอบโต้ เดินหน้าปฏิบัติการโจมตีฐานทัพสหรัฐ ในกลุ่มประเทศอาหรับทั้งหลาย จนทำให้ตะวันออกกลางตอนนี้ลุกเป็นไฟ ส่งผลกระทบถึงราคาทองและน้ำมัน ที่พุ่งทะยานขึ้นไปอย่างรวดเร็ว
โดยราคาน้ำมันที่ถีบตัวขึ้นไปอย่างไวนั้น เป็นผลมาจากการที่อิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญของโลก ที่เริ่มมีข่าวว่าอิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซตั้งแต่สงครามเริ่ม แต่ก็ยังไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการ
กระทั่งเมื่อวันที่ 2 มีนาคม เจ้าหน้าที่ของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน ได้ออกมายืนยันแล้วว่า “ช่องแคบฮอร์มุซ” ได้ถูกปิดตายแล้ว พร้อมกับขู่ว่า อิหร่านจะยิงใส่เรือลำใดก็ตาม ที่พยายามล่องผ่านช่องแคบแห่งนี้
แล้วช่องแคบฮอร์มุซสำคัญอย่างไร?
ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางน้ำสำคัญ สำหรับการขนส่งทางทะเลทั่วโลก โดยเป็นเส้นทางน้ำที่คดเคี้ยว กว้างประมาณ 33 กิโลเมตร ณ จุดที่แคบที่สุด เชื่อมต่ออ่าวเปอร์เซียกับอ่าวโอมาน
และจากที่นี่ เรือสามารถเดินทางไปยังส่วนอื่นๆ ของโลกได้ แม้ว่าอิหร่านและโอมานจะมีน่านน้ำอาณาเขตของตนเองในช่องแคบนี้ แต่ก็ถือว่าเป็นเส้นทางน้ำระหว่างประเทศ ที่เรือทุกลำสามารถสัญจรได้ ขณะที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือยูเออี ก็ตั้งอยู่ใกล้กับเส้นทางน้ำนี้เช่นกัน
ช่องแคบนี้ถือว่ามีความสำคัญต่อการค้ามาอย่างยาวนานตั้งแต่ประวัติศาสตร์ ที่มีสินค้าต่างๆ เช่น เครื่องปั้นดินเผา งาช้าง ผ้าไหม และสิ่งทอ ที่มาจากประเทศจีน ส่งมาถึงภูมิภาคนี้ ผ่านทางช่องแคบแห่งนี้
ในยุคปัจจุบัน ช่องแคบนี้เป็นเส้นทางสำหรับเรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่ที่บรรทุกน้ำมันและก๊าซจากซาอุดีอาระเบีย คูเวต อิรัก กาตาร์ บาห์เรน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) และอิหร่าน โดยส่วนใหญ่ส่งไปยังตลาดในเอเชีย รวมถึงจีน ซึ่งเป็นลูกค้าน้ำมันรายเดียวที่เหลืออยู่ของอิหร่าน
โดยประมาณ 1 ใน 5 ของการบริโภคน้ำมันทั้งหมดของโลก ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซแห่งนี้ ซึ่งจากข้อมูลของบริษัทวิเคราะห์ วอร์เท็กซา แสดงให้เห็นว่า ปีที่แล้ว โดยเฉลี่ยมีน้ำมันดิบ คอนเดนเซต หรือก๊าซธรรมชาติเหลว และเชื้อเพลิงมากกว่า 20 ล้านบาร์เรล ผ่านช่องแคบนี้ทุกวัน
ทั้งนี้ ยูเออีและซาอุดีอาระเบียพยายามหาเส้นทางอื่นเพื่อหลีกเลี่ยงการใช้ช่องแคบนี้
โดยเมื่อเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว สำนักงานข้อมูลพลังงานสหรัฐแจ้งว่า มีกำลังการผลิตที่ยังไม่ได้ใช้งานประมาณ 2.6 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากท่อส่งน้ำมันที่มีอยู่ของยูเออี และซาอุดีอาระเบีย ซึ่งอาจสามารถใช้เพื่อเลี่ยงช่องแคบฮอร์มุซได้
แต่ก็ต้องยอมรับว่า เส้นทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซก็ยังคงมีความสำคัญอย่างมากอยู่ และภัยคุกคามที่มีต่อเส้นทางนี้ ได้เคยทำให้ราคาน้ำมันทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นในอดีต รวมถึงในช่วงสงครามอิสราเอลกับอิหร่าน เมื่อเดือนมิถุนายนปีที่ผ่านมา
ก่อนหน้านี้ เมื่อช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา อิหร่านได้ปิดช่องแคบฮอร์มุซบางส่วนเป็นการชั่วคราว โดยอ้างว่าเป็นปฏิบัติการทางทหาร การปิดช่องแคบบางส่วนส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นประมาณ 6% ในวันต่อมา
ในอดีตที่เกิดความตึงเครียดและความขัดแย้ง อิหร่านเคยคุกคามการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และในช่วงสงครามอิหร่าน-อิรักในทศวรรษ 1980 ทั้งสองฝ่ายโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันและเรืออื่นๆ โดยใช้ทุ่นระเบิดทางทะเลเพื่อปิดกั้นการจราจรในบางจุดอย่างสิ้นเชิง
แต่ตั้งแต่ทศวรรษ 1980 เป็นต้นมา อิหร่านไม่ได้ดำเนินการตามคำขู่ที่จะปิดเส้นทางเดินเรือโดยสิ้นเชิงอีกเลย แม้กระทั่งในช่วงสงคราม 12 วันเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งอิสราเอลและสหรัฐได้ทิ้งระเบิดใส่สถานที่สำคัญทางนิวเคลียร์และทางทหารของอิหร่าน
กระทั่ง สงครามครั้งล่าสุด ที่สหรัฐกับอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน และสังหารอาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดอิหร่าน เพียงเพราะอิหร่านถูกมองว่าเป็นภัยคุกคาม
จนนำไปสู่การการที่อิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ และจะไม่อนุญาตให้น้ำมันแม้แต่หยดเดียวออกจากภูมิภาคนี้
แน่นอนว่า การประกาศดังกล่าวจะส่งผลต่อการลำเลียงน้ำมันทั่วโลก จนตอนนี้ก็ทำให้น้ำมันดิบพุ่งขึ้นไปทันที
ก็ต้องดูว่า ไพ่ใบนี้ของอิหร่านจะทำให้สถานการณ์ตะวันออกกลางขณะนี้ดีขึ้น หรือเลวร้ายลง
