bg-single

มุมมองเกี่ยวกับ “ความรักชาติ” โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์

24.10.2018

นิธิ เอียวศรีวงศ์ : ชาติ…ยอดรัก

“ความรักอันใด แม้รักเท่าไหน ยังไม่ยั่งยืน

เช่นรักคู่รัก แม้รักดั่งกลืน ยังอาจขมขื่น คืนได้ภายหลัง

แต่ความรักชาติ รักแสนพิศวาส รักสุดกำลัง

ก่อเกิดมานะ ยอมสละชีวัง รักจนกระทั่ง หมดเลือดเนื้อเรา…”

ภายใต้เผด็จการทหารหลัง 2490 สืบมาจนแก๊งสามจอมพล สฤษดิ์-ถนอม-ประภาส เพลง “รักชาติ” ของหลวงวิจิตรวาทการถูกเปิดในวิทยุราชการทุกวัน และวันละหลายครั้ง เพราะ “ชาตินิยม” เป็นความชอบธรรมที่เหลืออยู่เพียงอย่างเดียวของระบอบเผด็จการทั้งหลาย

เนื้อเพลงนี้ถูกผู้ที่ต่อต้านจอมพล ป. และหลวงวิจิตรฯ ล้อเลียนในทำนองว่า ความรักชาติถูกทำให้กลายเป็นความรักโรแมนติกระหว่างหนุ่ม-สาว เพราะถ้อยคำที่แสดงความรักชาติทั้งหมดในเนื้อเพลงใช้เป็นคำรำพันของชายหนุ่มแก่หญิงสาวก็ได้เหมือนกัน

แต่นักวิชาการในปัจจุบันหลายคนยอมรับว่าความรักโรแมนติกของหนุ่ม-สาวนั่นแหละคือแบบจำลองที่ใกล้เคียงที่สุดของความรักชาติในลัทธิชาตินิยม อันเป็นลัทธิที่เพิ่งเกิดมีในโลกไม่กี่ร้อยปีมานี้เอง

(แตกต่างจากความรักบ้านเกิดเมืองนอน หรือ patriotism ซึ่งก็คือรักลูกรักเมียวงศาคณาญาติและเพื่อนฝูงเพื่อนบ้านกับวิถีชีวิตที่เคยชิน ดังความรู้สึกของชาวบ้านบางระจัน เป็นอารมณ์ความรู้สึกซึ่งมีมาแต่โบร่ำโบราณในทุกสังคมมนุษย์)

แม้ว่าตัวลัทธิแทบไม่มีหลักการอะไรที่ลึกซึ้งพอจะอธิบายแจกแจงได้ แต่ลัทธิชาตินิยมอาศัยการปลุกเร้าอารมณ์ความรู้สึกทั้งที่มีมาก่อนแล้ว และสร้างอารมณ์ความรู้สึกใหม่ๆ ขึ้น เพื่อก่อกำเนิดและผดุงลัทธิชาตินิยมเอาไว้ เช่น ความรักหวงแหนถิ่นฐานบ้านเกิดดังที่กล่าวแล้ว ก็ใช้เป็นส่วนหนึ่งของอารมณ์ความรู้สึกของชาตินิยมได้ ความรักพวกพ้องถูกขยายออกเป็นความรักที่มีต่อเพื่อนร่วม “ชาติ” ซึ่งเพิ่งถูกนิยามขึ้นใหม่ว่าคือใครบ้าง

และอย่างที่อาจารย์เบน แอนเดอร์สันได้ชี้ให้เห็นแล้วว่า ส่วนใหญ่จนเกือบทั้งหมดของ “เพื่อนร่วมชาติ” คือคนที่เราไม่รู้จัก ไม่เคยเห็นหน้า ไม่มีอะไรเกี่ยวกันเลย (หรือเกี่ยวเท่ากับคนที่ไม่ใช่ “เพื่อนร่วมชาติ” ซึ่งอยู่พ้นเขตแดนออกไป) เพียงแต่เราถูกทำให้จินตนากรรมว่ามีอยู่จริง และเกี่ยวกับเราอย่างแนบแน่น ดังนั้น ปัญหาคือ ลัทธิชาตินิยมจะสร้างอารมณ์ความรู้สึกของผู้คนที่พึงมีต่อ “เพื่อนร่วมชาติ” ที่จับต้องไม่ได้เหล่านี้อย่างไร คำตอบคือสร้างขึ้นโดยเทียบเทียมกับความรู้สึกใหม่ของ “ความรัก” ระหว่างหนุ่ม-สาวนี่แหละ

เพราะความรู้สึกใหม่นี้มีพลังกำกับพฤติกรรมของบุคคลอย่างมากจนน่าอัศจรรย์

เบน แอนเดอร์สัน

ผมเรียกความรักประโลมโลกย์ระหว่างหนุ่ม-สาวเช่นนี้ว่าเป็นความรู้สึกใหม่ เพราะมันใหม่จริงๆ คือคนแต่ก่อน (ประมาณคริสต์ศตวรรษที่ 17 ขึ้นไป) ไม่มีอารมณ์ความรู้สึกแบบนี้ หากบังเอิญเกิดมีขึ้นในนิยาย ก็อธิบายมันไม่ได้ ต้องอธิบายด้วยไสยศาสตร์เวทมนตร์ เช่น ปู่เจ้าสมิงพราย หรือปะตาระกาหลา หรือแรงบุญแรงกรรมแต่อดีตชาติ

ความรักประโลมโลกย์แบบนี้ประกอบด้วยบุคคลที่เป็นปัจเจกอย่างสุดโต่งสองคน เป็นปัจเจกเพราะหลุดลอยออกมาจากเงื่อนไขอื่นๆ ในชีวิต (หรือสังคมที่เป็นจริง) เช่น โรเมโอและจูเลียต ต่างดิ้นรนให้หลุดจากข้อผูกมัดของตระกูลซึ่งเป็นศัตรูกันมาหลายชั่วโคตร คุณหญิงกีรติใน “ข้างหลังภาพ” มีสามีแล้ว เช่นเดียวกับภัคคินีใน “แผ่นดินของเรา”

ยิ่งกว่าข้อผูกมัดส่วนบุคคล ความรักประโลมโลกย์ยังติดปีกให้บุคคลบินข้ามข้อผูกมัดของศาสนา, ชนชั้น และชาติพันธุ์ได้อย่างอิสรเสรี

เช่นเดียวกับความรู้สึก “รักชาติ” ที่ลัทธิชาตินิยมสร้างขึ้น เพราะชาติไม่สัมพันธ์เชื่อมโยงกับกลุ่มคน ไม่ว่าจะเป็นศาสนิก, อาชีพ, เพศ, เชื้อสาย, ฐานันดร ฯลฯ ดังนั้น ชาติจึงถือว่าพลเมืองทุกคนเป็นปัจเจกและพึงได้รับความรักจากชาติเท่าๆ กันและเหมือนๆ กัน สังคมอาจยกย่องคนบางกลุ่มบางเหล่าให้มีเกียรติสูงกว่าคนอื่น แต่ชาติไม่มอบหัวใจของตนให้แก่ใครในกลุ่มคนเหล่านั้นเป็นพิเศษ เพราะชาติไม่มองคนเป็นกลุ่ม หากมองเป็นคนๆ ไป หรือมองเป็นปัจเจก

ในทางกลับกัน พลเมืองก็พึงมีความรู้สึกต่อชาติเป็นปัจเจกเหมือนกัน ต่างรักชาติอย่าง “แสนพิศวาส” ดังเพลงของหลวงวิจิตรฯ จึงพร้อมจะยอมเสียสละทุกอย่างเพื่อชาติได้จน “หมดเลือดเนื้อเรา” ไม่ว่าจะเป็นเชื้อสายวงศ์ตระกูล, ชนชั้น หรือแม้แต่ถิ่นฐานบ้านเกิดของตนเอง

ปัจเจกจึงมีปีกบินไปรักชาติได้ข้าม “กลุ่ม” ที่ตนสังกัดอยู่ ไม่ต่างจากความรักประโลมโลกย์ของหนุ่ม-สาว

ความรักขนาดที่สามารถอุทิศตนให้แก่ชาติได้เช่นนี้ ไม่มีความรู้สึกอะไรของมนุษย์จะเทียบได้มาก่อน ยกเว้นความรู้สึกที่มีต่อศาสนา (พระเจ้า, ศาสดา, พระคัมภีร์ ฯลฯ) ด้วยเหตุดังนั้น เมื่อลัทธิชาตินิยมเกิดขึ้น จึงมักต้องเผชิญกับคู่แข่งที่น่ากลัวคือศาสนา

วิธีที่ชาติจะเอาชนะศาสนาได้มีอยู่สองวิธี นั่นคือ หากศาสนาเคยเป็นใหญ่และอิสระจากรัฐ เมื่อชาติแย่งรัฐมาได้แล้ว ก็แยกรัฐออกจากศาสนา แล้วปล่อยให้ศาสนาต่อสู้เอาตัวรอดเองอย่างหนึ่ง หรืออย่างที่สอง หากศาสนาเคยเป็นรองรัฐมาก่อน ก็ผนวกรวมเอาศาสนามาเป็นส่วนหนึ่งของชาติ แล้วคอยกำกับให้ศาสนาต้องส่งเสริมชาติตลอดไป

กว่าที่ชาติจะแย่งชิงคนจากครอบครัว, ชนชั้นหรือศาสนาให้ออกมาเป็นปัจเจก เพื่อรักชาติโดยตรงเพียงอย่างเดียวนั้น ต้องผ่านความลังเลต่อสู้และเจ็บปวดมาไม่น้อย สะท้อนให้เห็นในนิยายที่ลูกซึ่งเป็นตำรวจต้องไปจับพ่อซึ่งเป็นโจร เมียซึ่งต้องประกาศให้ลงโทษผัวฐานทรยศต่อชาติ ฯลฯ

ความรักประโลมโลกย์ของหนุ่ม-สาวที่จำลองมาเป็นความรักชาตินั้นมีอันตรายอยู่เหมือนกัน เพราะความรักระหว่างปัจเจกบุคคล แม้มีความแน่นแฟ้นพอจะเสียสละให้แก่กันได้ทุกอย่างแล้ว ยังมักมีสำนึกความเป็นเจ้าของแฝงอยู่อย่างชัดเจนด้วย เพราะฉันรักเธอสุดหัวใจ เธอจึงต้อง… อย่างนั้น อย่างนี้… ให้คุ้มกับความรักที่ฉันได้ให้เธอไป ชาติก็โดนอย่างเดียวกัน

ดังนั้น เมื่อชาติกลายเป็นที่รักสุดหัวใจของพลเมืองแล้ว พลเมืองไม่วายต้องการเข้าครอบครองชาติเพื่อให้เป็นไปตามความปรารถนาของตน ยิ่งรักชาติมากก็ยิ่งอยากเป็นเจ้าของมาก และมักจะ “เจ้ากี้เจ้าการ” กับชาติ แม้ในเรื่องที่ครั้งหนึ่งไม่มีใครเห็นว่าสำคัญนัก เช่น เมื่อดิกชันนารีฝรั่งบอกว่ากรุงเทพฯ เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยโสเภณี คู่รักของชาติพากันโกรธแค้น เคลื่อนไหวกดดันจนกระทรวงการต่างประเทศต้องส่งหนังสือประท้วงบริษัทที่ทำดิกชันนารีนั้น หรือเมื่อนายกฯ ไทยพูดภาษาอังกฤษไม่เป็น ได้แต่ชัวร์, ชั่วร์, ชั้วร์, ไปเรื่อย คู่รักของชาติจำนวนมากก็รู้สึกอับอายขายหน้า ว่าทำให้ชาติอันเป็นคู่รักของตนเสียหน้า อาจเป็นที่ดูถูกเหยียดหยามของคนชาติอื่นได้

ก็เป็นเจ้าของนี่ครับ จะให้ทนตากหน้าไปกับคู่รักแบบนี้ได้อย่างไร

ชาตินิยมซึ่งเผด็จการทหารมักใช้เป็นเครื่องให้ความชอบธรรมแก่ตนเอง แม้ทำให้คนยอมรับอำนาจเถื่อนของกองทัพ แต่ก็สร้างภาระขึ้นแก่เผด็จการเหมือนกัน

มักเชื่อกันว่า ความรักประโลมโลกย์ของหนุ่ม-สาวนั้นเป็นความรู้สึกตามธรรมชาติของมนุษย์ มีมาตั้งแต่แรกมีมนุษย์บนโลก และจะมีตลอดไปชั่วกัลปาวสาน ความรักชาติของลัทธิชาตินิยมก็เหมือนกัน มักอ้างว่าเป็นความรู้สึกหรือสำนึกตามธรรมชาติ มีมาแต่บรมสมกัลป์ เพราะไปอ้างความรู้สึกอื่นเป็นความรักชาติของชาตินิยมไปหมด (เช่น ความรักถิ่นฐานบ้านเกิด – patriotism ดังที่กล่าวแล้ว) และจะมีอยู่เช่นนี้ไปชั่วกัลปาวสานเหมือนกัน (แต่เพียงแค่เป็นสมาชิก WTO อย่างเดียว ก็ต้องลดหรือเปลี่ยนสำนึกความเป็นเจ้าของชาติไปตั้งแยะแล้ว)

การแต่งงานแบบคลุมถุงชนเป็นที่รังเกียจของความรักประโลมโลกย์ เพราะความรักประโลมโลกย์เรียกร้องให้ปัจเจกต้องมีเสรีภาพในการเลือกด้วย ว่ากันว่าจะได้ทำให้เกิดความรักที่มั่นคงถาวร ชาติก็อ้างเสรีภาพในการเลือกเช่นกัน เพียงแต่ก่อนที่พลเมืองจะใช้เสรีภาพนั้น ชาติขอเวลาในการกล่อมเกลาเยาวชนด้วยวิธีอันแนบเนียนต่างๆ ก่อน จนในที่สุดทุกคนก็เลือกจะเป็นคู่รักของชาติโดยรู้สึกว่าได้เลือกโดยอิสรเสรีแล้ว เราอาจรู้สึกว่าได้เลือกคู่รักคนนี้อย่างอิสรเสรีเสียยิ่งกว่าเลือกศาสนาด้วยซ้ำ

แต่อิสรเสรีจริงหรือไม่นั้นยกไว้ก่อน แม้แต่การแต่งงานก็เช่นกัน นิตยสารเพลย์บอยเคยสำรวจคู่สมรสในสหรัฐแล้วพบว่า กว่าครึ่งของผัว-เมียในเขตเมือง มีบ้านอยู่ห่างกันไม่เกิน 3 บล๊อกตอนเป็นหนุ่ม-สาว ตกลงเราเลือกคู่โดยเสรี หรือเลือกภายใต้เงื่อนไขอย่างใดอย่างหนึ่งกันแน่ก็ไม่ทราบเหมือนกัน แต่ความรู้สึกว่าได้เลือกโดยเสรีนั้นสำคัญมาก เพราะทำให้สามารถประกาศได้ว่า “ลูกจีนรักชาติ”

อย่างไรก็ตาม ความรักประโลมโลกย์แบบหนุ่ม-สาวในโลกสมัยปัจจุบัน ถูกท้าทายด้วยความเปลี่ยนแปลงมากขึ้น เช่น ถึงรักกันปานจะกลืนจะกินก็ไม่จำเป็นต้องแต่งงานกัน การแต่งงานซึ่งครั้งหนึ่งเป็นจุดจบของความรักหวานฉ่ำอาจไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งที่ขาดไม่ได้เสียแล้ว แม้แต่การมีเพศสัมพันธ์ก็อาจไม่ใช่จุดหมายของความรักประโลมโลกย์เสียแล้ว (อย่างที่เขาว่ากันว่าหญิง-ชายญี่ปุ่นปัจจุบันเป็นอย่างนั้น) ถ้าอย่างนั้นความรักหนุ่ม-สาวกับความรักเพื่อนฝูงก็ไม่ต่างอะไรกัน

ความรักชาติแบบชาตินิยมกำลังถูกท้าทายในโลกสมัยใหม่เหมือนกัน มี “คนใหม่” หลากหลายซึ่งเรียกร้องความรักประโลมโลกย์จากผู้คนแข่งกับชาติ ซ้ำ “คนเก่า” ยังอาจฟื้นคืนชีพมายั่วยวนใจผู้คนให้หันมารักแทนชาติด้วย ดังที่อาจารย์เกษียร เตชะพีระ เขียนในเฟซบุ๊กของท่านว่า “…ทว่านอกจากความกลัว คนเราก็มีความรักด้วย รักตัวเอง รักครอบครัว รักญาติมิตร รักส่วนรวม รักความถูกต้องเป็นธรรม…”

ในภาษาของผม ความรักอย่างแรกคือ patriotism หรือความรักถิ่นฐานบ้านเกิดซึ่งมนุษย์มีมาแต่โบราณ ก่อนจะมีชาติขึ้น ส่วนอย่างหลังคืออุดมการณ์ทางสังคมและการเมือง ซึ่งเกิดขึ้นมาช่วงชิงความภักดีของผู้คนจากชาติในโลกสมัยใหม่ (แทนศาสนาซึ่งรัฐ “เอาอยู่” ไปนานแล้ว) เช่น มาร์กซิสต์, การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม, สันติภาพ, ประชาธิปไตย ฯลฯ

ด้วยเหตุดังนั้น ประสิทธิภาพของลัทธิชาตินิยมในการแสวงหาความชอบธรรมแก่เผด็จการทหารจึงได้ผลน้อยลง ซ้ำร้ายไปกว่านั้น คนที่รู้จักความรักอยู่อย่างเดียวคือรักชาติ โดยไม่รู้จักความรักอื่นๆ ที่คนในโลกปัจจุบันต่างแบ่งปันความรักจากชาติไปให้ จึงกลายเป็นคนโง่แบบไร้เดียงสา (ignorant ไม่ใช่ dumb) และกลายเป็นตัวตลกประจำชาติไปอย่างน่าสมเพช



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

‘กลอน’ ของประชาชน
ระบำวิวาห์เสี่ยงตาย : เต้นให้รัก เต้นให้รอด
ดันดาดัน (3) เลี้ยงเด็กคนหนึ่งใช้ทั้งหมู่บ้าน
เมื่อ ‘อภิชาติพงศ์’ ได้รับอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดของ ‘ฝรั่งเศส’
‘หมาก’ ไม่ใช่ ‘หมาก’
สองทศวรรษของชีววิทยาสังเคราะห์ (5)
ฟุตบอลโลก 2026 กับการ ‘ลาป่วยทิพย์’
Georg Baselitz ศิลปินเยอรมันเอ็กซ์เพรสชันนิสม์ผู้ยิ่งใหญ่ ที่เพิ่งจากโลกนี้ไป
บทเรียนเอสซีจี วิกฤติ และโอกาส (5)
‘เปลือก’
ลูทวิช บ็อลทซ์มันน์ นักฟิสิกส์ผู้เชื่อมโลกมหภาค กับโลกจุลภาค (1)
คุยกับทูต | จูลีเด คายือฮัน บทบาทตุรกี ในฐานะสะพานเชื่อมโลก (จบ)