จ๋าจ๊ะ วรรณคดี | ญาดา อารัมภีร
ถ้าเอ่ยถึงคำว่า ‘หมาก’ ความหมายที่คนรุ่นทวดรุ่นปู่ย่าตายายของพวกเราคุ้นเคยกันดี คือ ผลหมากรสฝาดที่ใช้เคี้ยวกินกับปูน และพลู เรียกรวมๆ กันว่า ‘กินหมาก’
วรรณคดีสมัยสุโขทัยเรื่อง “ไตรภูมิพระร่วง” กล่าวถึงการถวายข้าวยาคู อาหาร และหมากพลูแด่พระสงฆ์จำนวนมาก
“ในวันนั้นไส้ นางอสันธิมิตตาราชเทวี ครั้นรุ่งเช้านางก็ลุกจากที่นอน แล้วก็ชำระพระองค์แล้วนางจิงแต่งจังหันแลเข้ายาคูอีกสรรพาหารแลหมากพลูอังคาสแด่พระสงฆ์ทั้งหลาย ๖๐,๐๐๐ พระองค์ แล้วแลหลั่งน้ำทักษิโณฑก แล้วแลไหว้นบเคารพ” (อักขรวิธีตามต้นฉบับ)
ความหมายนี้มีใช้ในสมัยต่อๆ มา อาทิ บทละครครั้งกรุงเก่า เรื่อง “สังข์ทอง” ตอนที่ท้าวยศวิมลให้นางกำนัลไปทูลเชิญนางจันทร์เทวีจากบ้านไร่ชายป่าเสด็จคืนวังไปพบพระสังข์ พร้อมกับนำเครื่องทรงไปถวาย
“เครื่องต้นเครื่องทรงอลงการ์ ราชาประทานให้โฉมฉาย
เชิญไปฟังข่าวพระลูกชาย ยกเครื่องมาถวายนางกัลยา”
ความเป็นห่วงโอรสที่หายสาบสูญไปนาน ไม่รู้ว่าเป็นตายร้ายดีประการใด นางจึงรีบเดินทางทันที คว้าได้เพียงกระทาย (ภาชนะคล้ายกระบุง แต่เล็กกว่า สานด้วยไม้ไผ่) ใส่สิ่งสารพันที่ใช้กินหมากติดมือไปด้วย
“๏ เมื่อนั้น นางจันทร์อายใจเป็นนักหนา
นางไม่สระสรงคงคา ใครจะว่าอย่างไรก็ไม่ฟัง
จับได้กระทายกินหมาก ออกจากทับน้อยเจ้าห่วงหลัง”
ความหมายนี้มีใช้ทั่วไปในสมัยรัตนโกสินทร์ ดังที่เสภาเรื่อง “ขุนช้างขุนแผน” เล่าถึงนางศรีประจัน เจ้าของบ้านต้อนรับผู้มาเยือนด้วยหมากพลู
“ขุนช้างย่างขึ้นบนนอกชาน คุกคลานเข้าไปในเรือนใหญ่
นั่งบนเสื่อพลันในทันใด ยกมือขึ้นไหว้ศรีประจัน
ท่านยายศรีประจันก็รับไหว้ แล้วบอกให้กินหมากขมีขมัน
กินหมากแล้วถามเนื้อความพลัน แดดนายร้อนครันไปไหนมา”
แค่คำว่า ‘หมาก’ ในวรรณคดีสมัยสุโขทัย อยุธยา และรัตนโกสินทร์ก็บอกให้รู้ว่าไทยเรามีวัฒนธรรมการกินหมากมายาวนานหลายร้อยปี (จริงๆ คือ ‘เคี้ยวหมาก’ ไม่ได้ ‘กิน’) คนสมัยนี้แม้ไม่กินหมากเหมือนคนสมัยก่อน แต่ถ้าเคยดูละครย้อนยุค คงจะพอนึกออก
อีกความหมายของคำว่า ‘หมาก’ เราอาจจะไม่ค่อยคุ้นกันเท่าไร หมายถึง ผลไม้หรือลูกไม้ที่กินได้มีทั้งรสหวานรสเปรี้ยว เป็นความหมายในภาษาไทยเดิมที่ใช้กันมาแต่โบราณ คำนี้มีในวรรณคดีสมัยสุโขทัย “ศิลาจารึกหลักที่ 1” (จารึกพ่อขุนรามคำแหงมหาราช)
“เมื่อชั่วพ่อกู กูบำเรอแก่พ่อกู กูบำเรอแก่แม่กู กูได้ตัวเนื้อตัวปลา กูเอามาแก่พ่อกู กูได้หมากส้มหมากหวาน อันใดกินอร่อยกินดี กูเอามาแก่พ่อกู”
‘หมากส้มหมากหวาน’ คือ ผลไม้เปรี้ยวผลไม้หวาน ใน “ไตรภูมิพระร่วง” มีคำว่า ‘หมากไม้’ หมายถึง ผลไม้นั่นเอง ดังที่บรรยายว่า
ยังมีกาลวันหนึ่ง เทพยดาทั้งหลายเอาลำอ้อยอันใหญ่เท่าลำหมาก อีกด้วยของฝากหมากไม้ทั้งหลายมากนักหนามาถวายแด่พระญาศรีธรรมาโศกราช แลย่อมเอามาแต่ป่าหิมวันต์ อ้อยฝูงนั้นโสดกินหวานกินอ่อนนักหนา พระองค์ให้หีบอ้อยทั้งหลายนั้นอังคาสแด่พระสงฆ์ทั้ง ๖๐,๐๐๐ พระองค์” (อักขรวิธีตามต้นฉบับ)
ในที่นี้คำว่า ‘ลำหมาก’ และ ‘หมากไม้’ ความหมายต่างกัน กวีเปรียบเทียบขนาดของต้นอ้อยว่าใหญ่โตเท่ากับลำต้นหมาก (พืชตระกูลปาล์ม) ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นไปไม่ได้ ส่วน’หมากไม้’ คือ ผลไม้กินได้ มีหลายรส

นอกจากนี้ ยังพบคำว่า ‘หมาก’ ที่หมายถึงผลไม้อีกหลายคำ เป็นผลไม้ต่างชนิดกัน เช่น หมากม่วง หมากขาม และหมากพร้าว ผลไม้ทั้งสามอยู่คู่เมืองไทยมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย ดังบางตอนจาก “ศิลาจารึกหลักที่ 1”
“หมากม่วงก็หลายในเมืองนี้ หมากขามก็หลายในเมืองนี้ ใครสร้างได้ไว้แก่มัน”
“เบื้องตีนนอนเมืองสุโขทัยนี้ มีตลาดปสาน มีพระอจนะ มีปราสาท มีป่าหมากพร้าว”
คำว่า หมากม่วง = มะม่วง หมากขาม = มะขาม ป่าหมากพร้าว = สวนมะพร้าว
อย่างไรก็ดีคำว่า ‘หมากม่วง’ ใช่จะมีแต่ในวรรณคดีสมัยสุโขทัยเท่านั้น สมัยอยุธยาก็มี ดังที่เจ้าฟ้าธรรมธิเบศรทรงเล่าไว้ใน “กาพย์ห่อโคลงประพาสธารทองแดง” ว่าสมัยนั้นมี ‘หมากม่วง’ หรือมะม่วงนานาพันธุ์ เช่น มะม่วงพรวน มะม่วงพิมเสน และมะม่วงหมอนทอง เป็นต้น
“๏ หมากม่วงพวงพรวนย้อย พิมเสนห้อยสอยมากิน
สุกห่ามตามใจถวิล เอาตะกร้อซอเกี่ยวลง ฯ
๏ หมากม่วงพวงห่ามย้อย ยามเห็น
พรวนพิมเสนเหลืองเปน ปากกร้อ (ปากตะกร้อ = มะม่วงแก่จัดจนเริ่มสุก ยังไม่หลุดจากต้น)
หมอนทองม่วงมันเย็น เดิรสู่
สอยแส่พลางหัวหร้อ หล่นกลุ้มชิงกัน ฯ” (อักขรวิธีตามต้นฉบับ)
สมัยนี้ทั้งมะม่วงพิมเสนมันและมะม่วงหมอนทองดูจะหายหน้าหายตาไป หรือจะสูญพันธุ์ไปแล้วก็ไม่ทราบได้
เจ้าฟ้าธรรมธิเบศรทรงแนะวิธีเพิ่มรสชาติให้มะม่วงดิบหรือยังห่ามอยู่ว่า จะกินให้อร่อยโดนใจต้อง ‘ฝาน’ หรือเฉือนให้เป็นชิ้นๆ หรือเป็นแผ่นบางๆ จิ้มกับน้ำปลางาปิ หรือน้ำปลาหวาน (ที่มีเครื่องปรุงคือ น้ำตาลปี๊บ น้ำเปล่า น้ำปลาดี กะปิ กุ้งแห้ง หอมแดง พริกขี้หนูสวน) และถ้าให้จะอร่อยยิ่งไปกว่านั้นอย่ากินคนเดียว ต้องล้อมวงกินกันหลายๆ คน จิ้มกินกันคนละหนุบคนละหนับ เปรี้ยวเข็ดฟันแค่ไหนก็ยิ้มสู้ ไม่ยอมเลิกรา
“๏ หมากม่วงดิบห่ามฝาน ใส่ในจานพานตบะรอง
นั่งล้อมห้อมเนืองนอง จิ้มน้ำปลางาปิกิน ฯ (งาปิ = คำโบราณ หมายถึง กะปิ)
๏ หมากม่วงดิบห่ามให้ ปอกฝาน
งาปิน้ำปลาจาน จุ่มจิ้ม
นั่งล้อมห้อมกินกราน กันอยู่
เข็ดฟันผันหน้ายิ้ม อิ่มเอื้อนราถอย ฯ”
มะม่วงน้ำปลาหวานน่าจะเป็นของว่างเก่าแก่มาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี นี่มัน ‘จานเด็ด’ ของแม่หญิงการะเกดในละครดังเรื่อง “บุพเพสันนิวาส” หรือมิใช่?
คําว่า ‘หมากม่วง’ เดินทางยาวไกลจากสมัยสุโขทัย อยุธยา มาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ ดังจะเห็นได้จากวรรณคดีเรื่อง “โคลงดั้นนิราศตามเสด็จทัพลำน้ำน้อย” ที่พระยาตรังแต่งขึ้นเพื่อบันทึกการเดินทางตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 ไปตีเมืองทวาย ตอนหนึ่งบรรยายว่า
“๏ เมินหมู่หมากม่วงพร้าว พรวนทราง
พลับลำไยลังสาด สะท้อน
มะหาดมะหวดปราง ปริงเงาะ
ตูมตะโกกี้ค้อน ขบขนุน ฯ” (อักขรวิธีตามต้นฉบับ)
ทำนองเดียวกับคำว่า ‘หมากพร้าว’ในวรรณคดีสุโขทัย วรรณคดีรัตนโกสินทร์เรื่อง “ลิลิตตะเลงพ่าย” ก็มี ดังตอนที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงยืนอยู่ริมฝั่งแม่น้ำสะโตงอันกว้างใหญ่ ทอดพระเนตรข้าศึกที่อยู่อีกฟากฝั่ง
“อยู่คนละฟากคงคา อันมหิมาไพศาล ภูบาลเพ่งขุนพล ยลสุรกำมามาตย์
เสื้อสักหลาดสวมกาย หมายเท่าผลหมากพร้าว ขี่คชห้าวเห็นหาญ ประมาณเหมือนสุกร”
สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรสทรงนำคำว่า ‘ผลหมากพร้าว’ มาใช้ในการเปรียบเทียบ ถ่ายทอดภาพของสมเด็จพระนเรศวรกำลังทรงเพ่งมองสุรกำมาที่อยู่ไกลออกไป ตัวแม่ทัพผู้นั้นมีขนาดเล็กพอๆ กับลูกมะพร้าว ขี่ช้างพาหนะตัวเท่าหมู
ฉบับนี้เกริ่นนำ ฉบับหน้า หมาก = มะ
