ภาพยนตร์ | นพมาส แววหงส์
Kokuho แปลตรงตัวว่า “สมบัติอันล้ำค่าของชาติ” ใช้เป็นคำเรียกศิลปวัตถุ ศิลปะ หรือบุคคลที่ได้รับยกย่องอย่างสูง
ถ้าเป็นตัวบุคคลที่ได้รับการเชิดชู-อย่างเช่นในหนัง-ก็น่าจะเทียบได้กับตำแหน่งศิลปินแห่งชาติของไทยกระมัง
คาบุกิ (kabuki) เป็นหนึ่งในศิลปะการแสดงประจำชาติของญี่ปุ่น ซึ่งรวมทั้งโนะ (noh) คิโยเง็น (kyogen) และบุนรากุ (bunraku)
การแสดงแต่ละประเภทก็มีแบบแผนลักษณะแตกต่างกันไป เหมือนกับที่เราแยกโขน ละครใน ละครนอก ลิเก หนังใหญ่ หนังตะลุง หุ่นกระบอก ฯลฯ ออกจากกันและกัน โดยต่างมีรูปแบบเฉพาะเป็นของตัวเอง
คาบุกิถือกำเนิดขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 17 โดยใช้นักแสดงหญิงเล่นทั้งบทผู้หญิงและผู้ชาย แต่เนื่องด้วยเหตุผลว่าประเพณีที่ใช้ผู้หญิงแสดงนี้เป็นเหตุให้ศีลธรรมเสื่อมทราม ใน ค.ศ.1629 จึงมีคำสั่งจากโชกุนประกาศห้ามไม่ให้ผู้หญิงแสดงคาบุกิ
และนับแต่นั้นเป็นต้นมา บทบาทตัวละครในคาบุกิทุกตัวก็ใช้ผู้ชายเล่น แรกๆ ก็ใช้เด็กหนุ่มโดยฝึกมาตั้งแต่ยังอายุน้อย แต่ต่อมาก็เริ่มมีผู้ชายที่เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่เชี่ยวชาญบทผู้หญิงแสดง
ผู้ชายที่แสดงบทผู้หญิงในคาบุกิ เรียกว่า ออนนะกะตะ (onnagata)
และ Kokuho เล่าเรื่องราวของเด็กหนุ่มที่ฝึกฝนคาบุกิด้วยใจรัก พรสวรรค์และความพากเพียรท่ามกลางความพลิกผันสุดขั้วของชีวิต จนในที่สุดได้กลายเป็นออนนะกะตะผู้ได้รับการยกย่องเชิดชูในตำแหน่ง “สมบัติล้ำค่าของชาติ”

เรื่องเริ่มขึ้นเมื่อเริ่มศักราช ค.ศ.1964 ในวันปีใหม่ ที่เมืองนางาซากิ
ชื่อเมืองนางาซากิ ได้รับการจารึกไว้ในประวัติศาสตร์โลกที่ทุกคนไม่มีวันลืมหรือควรแสร้งทำเป็นลืมเลือนไป
นั่นคือเหตุการณ์ที่เกิดแก่เมืองนี้อย่างที่ชาวเมือง “นอนหลับไม่รู้ นอนคู้ไม่เห็น” ไม่ได้รู้เนื้อรู้ตัวหรือระแคะระคายในภัยพิบัติขั้นมหากาฬมาก่อนเลย เป็นจุดเปลี่ยนของสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่ออเมริกาส่งระเบิดปรมาณูไปทิ้งที่เมืองฮิโรชิมา และตามมาด้วยระเบิดประลัยกัลป์ลูกที่สองที่เมืองนางาซากิ
ส่งผลให้ญี่ปุ่นประกาศยอมแพ้อย่างไม่มีเงื่อนไข เป็นการยุติสงครามโลกครั้งที่สองด้วยชัยชนะเด็ดขาดของฝ่ายสัมพันธมิตร
เหตุการณ์ในหนังเกิดขึ้นเพียง 19 ปีให้หลังจากเหตุการณ์วันโลกแตกของนางาซากิ และยังมีการพาดพิงในช่วงสั้นๆ ถึงแม่ของตัวละครหลัก ที่เป็นโรคร้ายแรงที่เกี่ยวเนื่องกับการโดนสารพิษจากระเบิดมหากาฬครั้งนั้น


ในวันเริ่มศักราช ค.ศ.1964 นักแสดงคาบุกิชื่อดัง ฮานาอิ ฮันจิโระ (เคน วาตานาเบะ ผู้ก้าวมาสู่นักแสดงแถวหน้าในวงการระดับอินเตอร์จาก The Last Samurai) เป็นแขกรับเชิญมาในงานเลี้ยงปีใหม่ที่บ้านของเจ้าพ่อตาชิบานะ ซึ่งเป็นยากูซ่าผู้ทรงอิทธิพลในนางาซากิ
ในงานมีการแสดงฉากสั้นๆ จากคาบุกิเรื่องหนึ่ง ซึ่งฮันจิโระเข้าใจว่าใช้เกอิชามาแสดงบทบาทตัวละครหญิง แต่ตาชิบานะแก้ความเข้าใจผิดว่า นั่นคือคิคุโอะ ลูกชายวัยรุ่นของเขาต่างหาก
ฮันจิโระประทับใจในการแสดงของคิคุโอะมากจนขอเจอตัวหลังการแสดง
แต่ยังไม่ทันไรก็เกิดเหตุร้ายแรงขึ้น จากการบุกเข้ามาของยากูซ่าฝ่ายตรงข้าม เพื่อสังหารตัวเจ้าพ่อตาชิบานะ
คิคุโอะได้รับการช่วยให้รอดไปได้ โดยพ่อของเขาถูกสังหารต่อหน้าต่อตา

หนึ่งปีต่อมา คิคุโอะเดินทางไปเมืองโอซากา เพื่ออาศัยอยู่กับครอบครัวฮันจิโระและฝึกฝนทักษะการแสดงคาบุกิในบทบาทออนนะกะตะ
ฮันจิโระมีลูกชายวัยเดียวกับคิคุโอะ (ริโย โยชิซะวะ ในวัยหนุ่ม) ชื่อชุนสุเกะ (ริวเซอิ โยโกฮามา ในวัยหนุ่ม) ทั้งสองจึงเติบโตมาด้วยกันเหมือนพี่น้อง
ในสายตาของฮันจิโระ คิคุโอะมีพรสวรรค์มากกว่า และแม้แต่ภรรยาของฮันจิโระซึ่งเป็นครูฝึกคาบุกิเหมือนกัน ก็เห็นว่าคิคุโอะเป็นเหมือนฟองน้ำที่ดูดซึมทุกอย่างที่สอนไว้หมด
ในขณะที่ชุนสุเกะดูจะออกนอกคอก และใช้ชีวิตสำมะเลเทเมามากกว่า
คนหนึ่งมีสายเลือดคาบุกิอยู่ในตัวและโตขึ้นมาโดยซึมซับศิลปะประเภทนี้มาตั้งแต่อ้อนแต่ออก
ส่วนอีกคนหนึ่งมาจากภูมิหลังที่ต่างออกไปโดยสิ้นเชิง แต่มีพรสวรรค์ พรแสวง และใจรักในศิลปะประเภทนี้ จึงตั้งใจฝึกฝนเพื่อความเป็นเลิศ
ทั้งสองกลายเป็นคู่แสดงร่วมกันในคาบุกิอันอ่อนช้อยงดงามหลายเรื่อง และฮันจิโระได้พาทั้งคู่ไปชมการแสดงของออนนะกะตะสูงวัยผู้เป็น “สมบัติล้ำค่าของชาติ” คือมังกิคุ (มิน ทานากะ) ในเกียวโต เมืองหลวงเก่าของญี่ปุ่น
ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้แก่สองหนุ่มออนนะกะตะอย่างมาก


ชีวิตของสองหนุ่มผันแปรสวนทางกันไป เมื่อฮันจิโระเลือกที่จะมอบโอกาสให้แก่คิคุโอะมากกว่าลูกในไส้ของตัวเอง
แต่แล้วก็พลิกกลับอีกครั้งเมื่อฮันจิโระเสียชีวิตลงอย่างกะทันหัน ทำให้คิคุโอะขาดคนสนับสนุนและโดนโจมตีในเรื่องภูมิหลังของครอบครัวยากูซ่าและเรื่องฉาวโฉ่อันโดนประณามในชีวิต
แต่โอกาสก็หวนกลับมาอีกครั้ง จากการให้โอกาสของศิลปินอาวุโส
ในขณะที่ชุนสุเกะต้องเผชิญกับเส้นทางชีวิตในอีกลักษณะ
หนังยาวเกือบสามชั่วโมง และอาจไม่ตรงตามรสนิยมของคนทุกคนโดยทั่วหน้า แต่สำหรับคนที่ชื่นชอบในศิลปะขั้นสุดยอดแล้ว นี่เป็นหนังที่ต้องดู
ศิลปะการนำเสนอภาพและฝีมือการแสดงอันประณีตละเอียดดูจับตาจับใจมาก เหมือนมีมนตร์ขลังสะกดไว้ตลอดเกือบสามชั่วโมง
เรื่องราวมาจบลงอย่างสวยงามใน ค.ศ.2014 ด้วยตำแหน่ง “สมบัติล้ำค่าของชาติ” หลังจากที่รุ่นเก่าลาลับไป ก็ยังมีคนรุ่นใหม่สืบทอดศิลปะประจำชาติไว้ให้ยืนยงต่อไป
เห็นชื่อผู้กำกับเป็นคนเกาหลีตอนแรกก็นึกแปลกใจ แต่ได้ทราบว่าซัง-อิล ลี เป็นคนเชื้อสายเกาหลีที่เกิดและเติบโตในญี่ปุ่น จึงไม่เหมือนกับการมองศิลปะประจำชาติด้วยสายตาของคนนอก ผลก็คือ Kokuho กลายเป็นหนังที่ใช้คนแสดงซึ่งทำรายได้สูงสุดตลอดกาลในญี่ปุ่นไปแล้ว
และยังชนะรางวัลในเทศกาลภาพยนตร์ต่างๆ อีกมากมาย

KOKUHO
กำกับ
Sang-il Lee
นำแสดง
Ryo Yoshizawa
Ryusei Yokohama
Min Tanaka
Ken Watanabe
